๑๑
ตามหาตาสุเทพ
อย่าหาว่าข้าพเ้าอวดตนนักเลย แต่ข้าพเ้าถือว่าข้าพเ้าคือบุคคลหนึ่งซึ่งเป็ “นักฝันกลางวัน” ตัวยงก็ว่าได้ ฝันนี้เกิดขึ้นในวันอาทิตย์ที่ ๑๙ พ.ค. ๒๕๖๗
คำว่า “ฝันกลางวัน” ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า “Day-dream” เมื่อแปลกลับเป็ภาษาไทยโดยใช้ภาษาสวยๆ นั้น ก็คงเป็คำว่า “สร้างวิมานในอากาศ” ส่วนผู้ที่เป็ “นักฝันกลางวัน” ในภาษาอังกฤษใช้คำว่า “Day-dreamer” แลหากแปลด้วยภาษาสวยๆ แปลได้ว่า “นักสร้างวิมานในอากาศ”
ข้าพเ้ายอมรับโดยดุษณีว่าข้าพเข้าชอบ “สร้างวิมานในอากาศ” จักว่าไปมันก็คือกลไกการป้องกันตนเอง (defense mechanism) รูปแบบ๑ เมื่อบุคคลประสบกับความทุกข์ที่หาทางแก้ไขมิได้ บางคนจึงเลือกที่จักใช้วิธีการ “สร้างวิมานในอากาศ” เพื่อหลีกหนีความขื่นขมที่ประเดประดังในชีวิต เป็ต้นว่าบางคนมักฝันกลางวันว่าเขามีเงินมากมายที่จักเนรมิตความสุขหลากหลายของเขาได้ หรือมีเงินเพื่อที่ไม่ต้องเป็ “ลูกจ้าง” จนแก่จนเฒ่า
ฝันครั้งนี้ของข้าพเ้า ข้าพเ้าฝันถึงนักร้องรุ่นคุณตา ชื่อ “สุเทพ” ซึ่งข้าพเ้าขอไม่อธิบายรายละเอียดถึงลักษณะทางกายภาพของแก รวมทั้งขอปกปิดนามสกุลด้วย เพราะข้าพเ้าเกรงว่าลูกหลานของแกจักฟ้องร้องข้าพเ้าจนเป็ความ ข้อหาที่เอาบรรพบุรุษของพวกเขามา” ล้อเล่น” เป็ตุเป็ตะ เอาเป็ว่าตาสุเทพ แกเป็นักร้องที่หลายคนชื่นชอบชื่นชม (รวมทั้งข้าพเ้า) แกได้ถึงแก่กรรมไปแล้วเมื่อราวๆ ๔-๕ ปีก่อน ข้าพเ้าก็เคยไปงานศพของแก
กล่าวได้ว่าเมื่อคราที่ทั้งประเทศรับรู้ข่าวการเสียชีวิตของแก ก็ทำให้หลายคนเสียอกเสียใจที่ประเทศไทยได้สูญเสียนักร้องฝีมืออันหาตัวจับยากคนหนึ่งเลยเทียว
กาลเวลาเปลี่ยนผันมาจนถึงยุคปรัตยุบัน ก็พลันเกิดข่าว “ช็อกโลก” เมื่อประชากรนับพันล้านคนต่างทราบว่า “ตาสุเทพ” แก “ยังไม่ตาย” แลปรากฏกายให้สาธารณชนได้เห็นเป็ทั่วกัน ยังความสงสัยให้แก่คนทั้งมวลว่าก่อนหน้านั้นแก “ตาย” จริงหรือไม่ หรือแก “ฟื้นคืนชีพ” ขึ้นมากันแน่
พุทธศักราช ๒๕๖๘ การจัดรางวัลออสการ์โดยตามประเพณีจักต้องจัดที่ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ด้วยเ้าภาพงานอย่างเปลี่ยนสถานที่มาจัด ณ ประเทศไทย ซึ่งสถานที่จัดงานก็หนีไม่พ้น อิมแพ็คอารีน่า เมืองทองธานี จังหวัดนนทบุรีนั่นเอง
ในการจัดงานครั้งนี้จักมีการแสดงโชว์ร้องเพลงของตาสุเทพ ผู้ซึ่งกลายเป็คนโด่งดังทั่วโลกแล้วในเวลานี้ โดยงานดังกล่าวข้าพเ้าได้รับเกียรติให้เข้าร่วมงานด้วย แน่นอนเทียวว่าข้าพเ้ามิได้เข้างานอย่างโดดเดี่ยวเปลี่ยวเอกา หากแต่มี “น้อย” น้องชายของข้าพเ้าติดสอยห้อยตามไปด้วย
น้อยอายุ ๒๗ อ่อนกว่าข้าพเ้า ๑ ปี ๖ เดือน มันสูง ๑๗๗ เิเ ผิวคล้ำผิดกับข้าพเ้าที่ผิวขาว น้อยเป็คนที่มีหุ่นค่อนข้างท้วม แต่ภาพรวมก็ดูดีกว่าข้าพเ้า
ข้าพเ้ากับน้อยเป็พี่น้องกันก็จริง แต่มีนิสัยคนละขั้ว มันคงป่วยการเปล่าๆ ที่จักอธิบายเื่ราวความแตกต่างของเราทั้งสองคน เอาเป็ว่า เราเป็พี่น้องที่ไม่ลงรอยกันั้แ่เด็กแล้ว แลเหตุผลกลใดไม่ทราบที่ข้าพเ้าดึงตัวน้อยมาร่วมงานประกาศรางวัลออสการ์ในครั้งนี้กับข้าพเ้า ข้าพเ้าก็ยังสงสัยจนถึงทุกวันนี้
...
งานประกาศผลรางวัลออสการ์ในเมืองไทยถูกจัดอย่างหรูหราฟู่ฟ่า รัฐบาลไทยในฐานะประเทศเ้าภาพ ไม่ยอมเสียหน้า จึงทุ่มงบประมาณหลายสิบโกฏิบาทกับงานๆ เดียว ถ้าว่าการทุ่มงบประมาณมหาศาลนี้ ยังผลดีแก่ประเทศไทยแล้วไซร้ ก็ถือว่าคุ้มค่าเป็อย่างยิ่ง
อนึ่ง เพลาในประเทศไทยกับเพลาในประเทศสหรัฐอเมริกาไม่ตรงกัน สมมติว่าสหรัฐอเมริกาจัดงานในเพลาค่ำของวันนี้ ในเมืองไทยจักเป็เพลาเช้าของวันพรุ่งนี้ ฉันนั้นเื่ “ไทม์โซน” เส้นแบ่งเพลา จึงเป็ “ปัญหาโลกแตก” ของคณะเ้าภาพ ว่าจักจัดงานค่ำตามเพลาในประเทศไทย หรือจักจัดงานตอนเช้า เพื่อให้ตรงกับเพลาค่ำของสหรัฐอเมริกา
ในที่สุดคณะเ้าภาพจึงได้ข้อสรุปว่าให้มีการจัดงานในค่ำวันเสาร์ที่ ๒๒ มีนาคม ๒๕๖๘ ตามเพลาในประเทศไทย ซึ่งจักตรงกับเช้าตรู่ของวันเดียวกันที่สหรัฐอเมริกา เป็อันเสร็จสิ้นปัญหาโลกแตกข้างต้น แต่คงปฏิเสธมิได้ว่าชนชาติอเมริกันลางคนหรือหลายคนคงไม่ชินกับการที่ต้องมารับชมการถ่ายทอดสดรางวัลออสการ์ั้แ่ “ไก่โห่” แทนที่จักเป็เวลา “ร่ำร้อง” ของ “นกฮูก” คงมีคนนับล้านนับโกฏิบ่นกันเซ็งแซ่แน่เทียวแล
งานประกาศรางวัลออสการ์ถือเป็งานเลี้ยงอาหารค่ำภายในตัว ของดีทั่วประเทศไทยถูกรังสรรค์เป็เมนู” ระดับภัตตาคาร” จากเชฟมืออาชีพระดับมิชลินสตาร์ หรือเชฟจากรายการอาหารชื่อดังอย่าง Iron Chief, master chief, Top chief แล Hell’s kitchen. ต่างรวมพลกันมาเพื่องานนี้โดยเฉพาะ
ข้าพเ้าผู้ได้รับเทียบเชิญจากน้าวี นักจัดรายการวิทยุท่านหนึ่ง ซึ่งท่านผู้อ่านเคยได้รู้จักกับน้าวีแล้วในเื่ “ปาร์ตี้แสนกร่อย” โดยน้าวีได้ให้บัตรเชิญแก่ข้าพเ้ามา ๒ ใบ แลด้วยเหตุใดมิทราบข้าพเ้าจึงพาน้อยมาด้วย
เราทั้งสองคนสวมเสื้อสูทตามประเพณีนิยม น้อยเลือกสวมชุดสูทสีดำตามแบบฉบับคนทั่วไป หากแต่ข้าพเ้า้าเพิ่มสีสันให้แก่ตนเอง จึงเลือกสวมสูทสีเขียวมะนาวเพื่อการนี้โดยเฉพาะ
เสื้อผ้าอื่นๆ ของเราสองคนก็เหมือนกัน กล่าวคือเราใส่กางเกงสแล็กสีดำ สวมรองเท้าคัทชูแลถุงเท้าสีเดียวกันนั้น นั่งรถไฟฟ้าสายสีชมพูลงที่สถานีศรีรัศมิ์ แล้วต่อรถเมล์ ขสมก.สาย ๑๖๖ เข้าเมืองทองธานี ในขณะที่แขกอื่นๆ ต่างมาพร้อมกับรถยนต์สุดหรูของพวกเขาทั้งสิ้น เราสองศรีพี่น้องเหมือนพวก “บ้านนอกเข้ากรุง” เสื้อผ้าราคาพันเศษๆ ที่สวมใส่นั้นเทียบไม่ได้เลยกับชุดสูทแลชุดเดรสสวยหรูของเหล่าบรรดาแขกกิตติมศักดิ์ฤๅเหล่าเซเล็ปซึ่งสนนราคาหลักหมื่นหลักแสน เราสองคนมาจากแดนสะตอที่มิได้มีอะไรให้ใครประจบสอพลอฤๅนิยมชมชอบนัก อีกทั้งเสื้อผ้าราคาหลายหมื่นก็มิสมควรอย่างยิ่งที่จักริอ่านรู้จักมัน เพราะอาจเข้าทำนอง “วัวลืมตีน” ได้ในภายภาคหน้า
...
ไฮไลต์ของงานประกาศผลรางวัลออสการ์ นอกจากผลรางวัลต่างๆ แล้ว คือการปรากฏตัวของ “ตาสุเทพ” นักร้องระดับตำนานผู้ฟื้นคืนชีพจากมรณกรรม โดยแกจักมาโชว์ลูกคอร้องเพลงของแก ซึ่งเป็โชว์คั่นระหว่างการประกาศผลรางวัล
เมื่อถึงคราที่แกต้องขึ้นมาบนเวที พิธีกรชายแลหญิงกล่าวเกริ่นนำแลต้อนรับแก เสียงปรบมือดังสนั่นอิมแพ็คอารีน่าเมืองทองธานี อินโทรดนตรีเพลงดังของแกเริ่มบรรเลง แต่แล้วตาสุเทพกลับร้องไห้แลพูดอะไรใส่ไมโครโฟนที่แกถือ คำที่ทำให้ผู้ฟังต้อง “สะดุ้ง!”
“กูไม่อยากอยู่แล้ว ปล่อยกูไปเถอะ กูอยากตาย ฮือๆๆๆๆ”
แกพูดพลางร้องไห้ไปพลาง ซ้ำไปซ้ำมาสามสี่หนจนดนตรีที่บรรเลงอยู่ต้องหยุดลงกลางคัน ในขณะที่พิธีกรหญิงแลชายรีบเดินเข้ามาถาม
“คุณอาคะ...คุณอาเป็อะไร”
“คุณอาครับ”
“ฮือๆๆๆๆ กูไม่อยากอยู่แล้ว กูอยากตาย! เอากูกลับมาทำไม! กูอยากตาย!”
แขกในงานต่างอ้าปากค้างกับเหตุการณ์โกลาหลอันอุบัติขึ้น แล้วบ่นพึมพำกันเซ็งแซ่หลายภาษา
“เกิดอะไรขึ้นเนี่ย อาสุเทพเป็อะไร”
“วอท แฮพเพิ่นดฺ?”
“เจ้อซื่อเสินเมอซื่อ?”
“...”
แม้แต่ข้าพเ้าเองก็อุทานเช่นกันว่า
“เหี้ยไรวะเนี่ย”
แต่ตาสุเทพก็ยังคงพูดจาประหลาดไม่หยุดหย่อน
“กูอยากตาย! กูไม่อยากอยู่แล้ว! เอากูไปทีเถอะ! กูไม่อยากอยู่แล้ว!เอากูกลับมาทำไม! กูไม่อยากอยู่แล้ว! กูอยากตาย!...”
ทันใดนั้นเองพลันเกิดเื่ไม่คาดฝันขึ้น เมื่อทวีบุรุษปริศนาแต่งกายในชุดนินจาสีดำคลุมหน้าคลุมศีรษะไว้มิดชิดเหลือเพียงดวงตาชั้นเดียวสองข้าง พวกเขาเป็ชายสองคนร่างผอม สูงไม่ถึง ๑๗๐ เิเ น้ำหนักก็ไม่ถึง ๕๐ กิโลกรัม รองเท้าเห็นไม่ชัดเจนว่าเป็แบบใดแต่เป็สีดำรางๆ หนำซ้ำพวกเข้าเป็ชายผิวเหลืองเหมือนคนเอเชียละแวกนี้
เขาสองคนโผล่มาจากมิติหนึ่ง แห่สิ่งๆ หนึ่งที่บางทีก็เรียกว่า “เกี้ยว” บางทีก็เรียกว่า “วอ” สิ่งนี้มีลักษณะเป็สีแดงฉาน หากท่านเคยรับชมภาพยนตร์จีนแนวย้อนยุค ท่านคงรู้จักกันดีถึงเกี้ยวลักษณะนี้ ซึ่งมักจักใช้แห่พวก “คนมีฐานะ” ยามเดินทางไกล
ชายปริศนาสองคนแห่เกี้ยวเข้ามารับตาสุเทพอย่างไวแล้ววิ่งหายไปในอีกมิติหนึ่ง ข้าพเ้าผู้มีนิสัยสาระแนจึงรีบตามสองคนนั้นไปอย่างทุลักทุเล โดยมีน้อยวิ่งตามข้าพเ้ามาด้วย
...
ข้าพเ้ามิทราบเลยว่าการตามหาบุคคลปริศนาสองคนซึ่งลักพาตัวตาสุเทพไปนั้น จักนำมาสู่ “มรณกรรม” อนิจจาที่น้อยผู้น่าสงสารดันมาติดสอยห้อยตามข้าพเ้าด้วย ทำให้เราสองคนต้องพบจุดจบอันหลีกเลี่ยงมิได้
เราหลงเข้าไปในเมืองประหลาด มันดูเหมือนกับกรุงเทพยุคโบราณ ข้าพเ้ากำลังอยู่ ณ ทุ่งบางเขน ในยุคสมัยที่มีแต่ทางเกวียน ถนนลาดยางสักเส้นนั้นยังหามิได้เลย
ข้าพเ้าจำได้ว่าบริเวณนี้คือแถวๆ แยกลาดปลาเค้า-ประเสริฐมนูกิจ บนถนนเกษตร-นวมินทร์ในสมัยปรัตยุบัน
เมื่อมองที่ท้องฟ้าเป็เวลาโพล้เพล้ ตะวันลับขอบฟ้าแลเห็นเป็สีแดงส้มคล้ายไข่เค็ม รอบๆ ตัวข้าพเ้ากับน้อยมีแต่ป่าอันอุดมไปด้วยพืชตระกูลปาล์ม อาทิ ต้นหมาก มะพร้าว ปาล์มน้ำมัน อินทผลัม แลต้นตาลสูงๆ ยืนเรียงรายอยู่ถ้วนทั่ว ข้าพเ้ากับน้อยนำลำต้นแลใบเ่าั้ทำเป็กระโจมพักอาศัยพร้อมทั้งก่อไฟไล่ยุง รับประทานมะพร้าว ผลตาล ผลอินทผลัมเป็อาหารประทังหิว แล้วไม่นานข้าพเ้ากับน้อยก็ผล็อยหลับไป จวบจนรุ่งอรุโณทัยของวันใหม่
...
เราทั้งสองเดินทางกันต่อ มาถึงป่าไม้ดงดิบ มันช่างเหมือนป่าที่ข้าพเ้าเคยเห็นในภาพยนตร์จีนแนวย้อนยุค ป่าอันอุดมไปด้วยไม้ไผ่แลไม้อื่นๆ ที่ข้าพเ้ามิทราบชื่อแซ่ของมัน เราทั้งสองเดินหลงป่าอย่างหารู้ไม่ว่า “ความตาย” กำลังมาเยือนเราในไม่ช้า
มีชายปริศนาผู้หนึ่งลอยอยู่ในอากาศ เขาแต่งกายก้ำกึ่งคล้ายจอมยุทธ์ในภาพยนตร์จีนกำลังภายใน หรือคล้ายซามูไรในภาพยนตร์ญี่ปุ่นแนวย้อนยุค กางเกงของชายผู้นี้มีลักษณะคล้ายกางเกงเลสีดำ เขาสวมถุงเท้าสีขาว ใส่เกือกไม้สีน้ำตาล สวมเสื้อที่มีลักษณะคล้ายเสื้อของจอมยุทธ์ฤาซามูไร มันเป็สีม่วงมังคุด ชายผู้นี้มีตาชั้นเดียวผิวสีเหลืองเหมือนกับชาวเอเชียละแวกนี้ ไว้ผมยาวประบ่า ผมนั้นหยักศกสีดำโดนรวบไว้ด้วยยางมัดผมสีเดียวกัน ชุดของเขาหลวม จึงดูราวกับว่าเขามีรูปร่างท้วม ใบหน้ารูปสามเหลี่ยมของเขามีโหนกแก้มเป็ก้อนๆ ประดุจซาลาเปาลูกเล็กๆ อาจกล่าวได้ว่าเขามีไขมันที่แก้มเยอะนั่นเอง
ตรงสีข้างด้านซ้ายของเขาพกดาบเล่ม๑ มันดูเหมือนดาบซามูไรไม่มีผิด แลถ้าท่านเคยดูภาพยนตร์การ์ตูนญี่ปุ่นชุด “อิ๊กคิวซัง เณรน้อยเ้าปัญญา” ชายผู้นี้มีลักษณะที่ถอดแบบมาจากตัวละคร “ชินเอม่อนซัง” ไม่มีผิดเพี้ยน
ชายปริศนาเหินเวหาร่อนลงตรงหน้าข้าพเ้าแลน้อย พร้อมทั้งกล่าวสนทนาเป็ศัพท์โบราณว่า
“เ้ามาทำอะไรในแดนคนตาย?”
“แดนคนตายเหรอ” ข้าพเ้าแลน้อยอุทานพร้อมกันแล้วหันหน้ามามองหน้ากันเลิ่กลั่ก
“ใช่ ที่นี่คือแดนคนตาย... เ้ามาทำอะไรมิทราบ” ชายเสื้อม่วงตะคอกถาม
“เรามาตามหาตาสุเทพ...แกอยู่ที่ไหน?” ข้าพเ้าตะคอกกลับไปบ้าง
“มีประโยชน์อันใดฤาที่มนุษย์สองคนเฉกเช่นพวกเ้าจักตามหาคนตาย?”
“ลักพาตัวคนมันผิดกฎหมายนะคุณน้า” คราวนี้น้อยขอพูดบ้าง
“ผิดกฎหมายเยี่ยงไรกันเล่าพ่อหนุ่ม...นี่มันแดนคนตาย กฎหมายเมืองมนุษย์ทำhaอันใดข้ามิได้ดอก” ชายเสื้อม่วงตอบกลับ
“ตาสุเทพจะเป็คนตายได้ยังไงในเมื่อผมยังเห็นเต็มลูกกะตาว่าแกยังมีชีวิตอยู่” ข้าพเ้าพาที
“ชิชะ! อ้ายหนุ่มเอ๊ย ดูท่าเ้าสองคนจักยังมิรู้ต้นสายปลายเหตุเกี่ยวกับตาเฒ่าที่เ้าสองคนกำลังตามหาอยู่สินะ? งั้นข้าจักแถลงไขให้พวกเ้าได้ฟังเอง”
“เดิมสุเทพนั้นได้ตายจากโลกมนุษย์หลายปีมาแล้ว หากแต่ลูกหลานของตาเฒ่านั่นต่างทำใจไม่ได้ที่สุเทพจากไป พวกเขาจึงเสาะแสวงหากรรมวิธีต่างๆ เพื่อที่จักนำพาสุเทพให้ฟื้นคืนชีพอีกครั้ง”
“ในงานเผาศพของสุเทพ ความจริงศพที่ถูเผานั้นมิใช่ร่างของสุเทพแต่อย่างใด หากแต่เป็หุ่นขี้ผึ้งเสมือนจริง ส่วนศพของสุเทพนั้นถูกเก็บไว้ในห้องแช่แข็งอุณหภูมิติดลบ รอการฟื้นคืนชีพใหม่ เมื่อเพลาผ่านไปหลายปี เหล่าลูกหลานของสุเทพได้ไปพบหมอผีศาสตร์มืดผู้๑เข้า นามของหมอผีคนนั้นชื่อว่า “กาฬวิฬาร์” เป็หมอผีอันร้ายกาจ สามารถชุบชีวิตคนตายให้ฟื้นคืนชีพได้ แต่ราคาที่ต้องจ่ายจัดว่ามิน้อยเลยเทียว”
“ครอบครัวของสุเทพตกลงปลงใจขายทรัพย์สินทั้งหมดอันเป็มรดกของผู้ตาย มอบให้แก่กาฬวิฬาร์ เพื่อแลกกับการฟื้นคืนชีพของบุคคล “อันเป็ที่รัก” ในที่สุดสุเทพก็ฟื้นคืนชีพได้จริงเจียว แลจากนั้นกาฬวิฬาร์ได้เดินทางไปประเทศบราซิลเพื่อเสวยสุขบนกองเงินกองทอง ทุกอย่างดูเหมือนจักจบบริบูรณ์ อนิจจาที่สัญญาไม่เป็สัญญา ! กาฬวิฬาร์มีการตุกติก แม้นสุเทพจักฟื้นคืนได้จริง แต่ก็ไม่ครบบริบูรณ์ เพราะจิติญญาของสุเทพยึดติดแลผูกพันกับโลกแห่งความตายมากกว่าโลกคนเป็เสียแล้ว”
“ยึดติดผูกพันอันใดมิทราบ?” ข้าพเ้าเอ่ยถาม
“จิ๊จ๊ะจำบรู๊กส์ในหนัง Shawshank redemption ได้รึเปล่า” น้อยถามแทรกข้าพเ้าขึ้นมาทันควัน ข้าพเ้าจึงตอบว่า
“จำได้”
“บรู๊กส์มันติดคุกแล้วอยู่ในคุกนานเกินไป เมื่อถูกปล่อยตัวก็ปรับตัวให้ เข้ากับโลกภายนอกไม่ได้ สุดท้ายต้องฆ่าตัวตาย นั่นแหละคำว่า “ยึดติดผูกพัน” ที่น้าคนนี้บอก”
“งั้นเหรอ “ข้าพเ้าจำนรรจาพลางหันหน้าไปหาชายเสื้อม่วง
“มิผิดดอก...พ่อหนุ่มคนนี้นับว่าฉลาดเป็กรดเลยเทียว” ชายเสื้อม่วงพาทีพลางหันหน้าไปหาน้อย”
“แปลว่าตาสุเทพอยู่ในโลกิญญานานเกินไป เมื่อกลับสู่โลกคนเป็ จึงปรับตัวไม่ได้...และพร่ำเพ้ออยากตายตลอดเวลา” ข้าพเ้าเอ่ยวจี
“ถูกต้องทุกประการ” ชายเสื้อม่วงตอบ
“งั้นก็ป่วยการที่ผมจะตามหาตาสุเทพเพื่อกลับสู่โลกคนเป็สินะ
“ใช่แล้ว”
“งั้นเราจะกลับสู่โลกคนเป็ยังไงครับคุณน้า” น้อยถาม
“พวกเ้าเข้ามาในดินแดนคนตายได้” ชายเสื้อม่วงเอ่ย
“แต่พวกเ้าหากลับไปโลกคนเป็ไม่...วันนี้คือวันตายของเ้า!!!”
ชายเสื้อม่วงพูดจบก็ชักดาบซามูไรออกมาจากฝักหมายจักฆ่าข้าพเ้าแลน้อยให้ตายตกตามกัน เสี้ยววินาทีที่น้อยหยิบกิ่งไม้ซึ่งหล่นตามพื้นมาป้องกันดาบนั้น ข้าพเ้าก็หยิบขึ้นมาบ้าง เราทั้งสองใช้กิ่งไม้แทนดาบต่อสู้กับเพลงดาบของผู้มีวรยุทธ์ ต้านแรงดาบไปประมาณ๕นาที กิ่งไม้ก็หักเหี้ยน มรณกรรมของเราทั้งสองคนพลันเกิดขึ้นในบัดดล ข้าพเ้ามองเห็นโลหิตสีแดงฉานออกมาจากร่างของข้าพเ้าแลของน้อย แล้วในที่สุดเราสองคนก็ได้พบกับตาสุเทพในโลกแห่งความตาย!
ข้าพเ้ามิได้ฝันอะไรต่อจากนั้น แต่ข้าพเ้ากลับตื่นขึ้นมาพร้อมกับความหิว ในเพลาประมาณ ๑๘ นาฬิกาของวันเดียวกันนั่นเอง เื่ราวความฝันของข้าพเ้าจึงจบลงด้วยประการฉะนี้
จ๊ะ เสือไบ
๒๑ พ.ค. ๒๕๖๗