“ไม่กลัวข้าลงทัณฑ์รึไง?” จางเจิ้นอันว่าพลางใช้ท่อนแขนแข็งแรงรวบร่างบอบบางของนางเข้าสู่อ้อมกอดซุกใบหน้ากับซอกคอขาวผ่อง ใช้ตอหนวดเคราครูดไถเบาๆขณะที่มืออีกข้างก็ระดมจี้เอวจนคนในอ้อมแขนตัวงอ
“โอ๊ย! ไม่เอา...ฮ่าๆๆ! ไม่ได้นะเจ้าคะ!ข้า...ข้ายอมแล้ว! ข้าผิดไปแล้ว!” อันซิ่วเอ๋อร์ดิ้นเร่าๆหัวเราะคิกคักจนน้ำตาเล็ด บิดตัวหนีสัมผัสอันน่าจั๊กจี้แทบสิ้นสติ
“แล้วต่อไปยังจะกล้าลองดีอีกหรือไม่?”เขาถามเสียงเข้ม ก้มมองใบหน้าแดงก่ำที่ซบอยู่กับอก
“ไม่...ไม่กล้าแล้วเจ้าค่ะ! ไม่กล้าแล้ว!”อันซิ่วเอ๋อร์รีบส่ายหน้าปฏิเสธรัวๆ
รอจนเขายอมคลายอ้อมแขนลงนางจึงรีบเผ่นหลุดออกมา จัดแจงเสื้อผ้าอาภรณ์ที่ยับยู่ยี่ให้เข้าที่ก่อนจะหันมามองค้อนให้เขา กล่าวอย่างแง่งอนปนหอบหายใจ“เมื่อครู่ท่านมือหนักเกินไปแล้ว! ข้าจั๊กจี้จนเจ็บเอวระบมไปหมดเลย!”
“เจ็บตรงไหนกัน? ไหน...ให้ข้าดูหน่อยซิ?”แววตาจางเจิ้นอันพราวระยับด้วยประกายเจ้าเล่ห์ยื่นมือทำท่าจะแตะเอวนางอีกครั้ง
อันซิ่วเอ๋อร์รีบเบี่ยงตัวหลบวูบถอยกรูดไปหลายก้าว กล่าวเสียงหลง “ไม่เล่นด้วยแล้วนะเจ้าคะ!ข้า...ข้าจะไปหุงหาอาหารแล้ว!” ว่าแล้วก็รีบหมุนตัววิ่งหนีเข้าครัวไป
ครั้นนางเดินหายเข้าครัวไปแล้วจางเจิ้นอันก็นั่งจิบชาอย่างสบายอารมณ์อยู่ครู่หนึ่งก่อนจะลุกเดินไปยังลานหลังบ้าน ทอดสายตามองค้างไม้ไผ่สานทรงสามเหลี่ยมแบบง่ายๆที่เพิ่งสร้างเสร็จสดๆ ร้อนๆเห็นทีคงเตรียมไว้สำหรับรองรับเถาแตงกวาที่เพิ่งลงดินไปเมื่อครู่
เขาเดินทอดน่องชมสวนอยู่พักหนึ่งโปรยข้าวเปลือกให้ฝูงไก่ในเล้าพลาง พอความเบื่อหน่ายเริ่มคืบคลานเขาจึงย้อนกลับไปยังเรือนครัว หวังจะมองดูแม่ครัวลงมือแก้เบื่อ
เห็นนางกำลังสาละวนอยู่หน้าเตาไฟเขาก็ทรุดกายนั่งลงข้างเตา ช่วยหยิบฟืนท่อนเล็กเติมเข้าไปเงียบๆ
อันซิ่วเอ๋อร์ซึ่งกำลังก้มหน้าก้มตาหั่นผักอยู่เหลือบตาขึ้นเห็นเข้าพอดี รีบเอ่ยห้ามเสียงเบา “ท่านพี่ในครัวควันมันเยอะ ท่านออกไปนั่งพักรับลมข้างนอกดีกว่านะเจ้าคะ เดี๋ยวจะแสบตาเอา”
“ไม่เป็นไร นั่งเฉยๆ ข้างนอกมันว่างเกินไป”จางเจิ้นอันตอบโดยไม่หันมามอง ยังคงเติมฟืนเข้าเตาอย่างตั้งใจ
อันซิ่วเอ๋อร์จำต้องวางมีดในมือหันมาแย้งอย่างอ่อนใจ “แต่ควันไฟมันจะรมตาเอานะเจ้าคะไม่ดีต่อสายตาท่านเลยจริงๆ ออกไปสูดอากาศเย็นๆ ข้างนอกเถิดนะ ท่านพี่”
เมื่อสบกับสายตาห่วงใยที่จับจ้องมาอย่างไม่ยอมลดละราวกับจะตรึงเขาไว้ตรงนั้นหากไม่ยอมลุก จางเจิ้นอันก็จำต้องยอมแพ้เขาลุกขึ้นยืนพลางกล่าวอย่างจนใจ
"เอาเถิด ข้ายอมเจ้าแล้วแต่ก่อนแต่งงานกัน เจ้าก็ต้องก่อไฟเองมิใช่หรือ?"
"นั่นมันเรื่องก่อนนี่เจ้าคะท่านก็พูดเองว่าตอนนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว" อันซิ่วเอ๋อร์เดินเข้ามาหยิบที่คีบฟืนจากมือเขาไปแล้วลงมือเติมฟืนเข้าเตาเอง เมื่อเห็นเขายังยืนอยู่ข้างๆ เกรงว่าจะเบื่อจึงเอ่ยขึ้น
"หากท่านไม่รู้จะทำอะไรก็ไปช่วยข้าตักน้ำเพิ่มอีกสักหน่อยเถิดเจ้าค่ะ"
"เมื่อเช้าข้าเพิ่งตักไปไม่ใช่รึ?"จางเจิ้นอันแย้ง พลางเดินไปดูที่ตุ่มน้ำซึ่งยังเต็มเปี่ยมดีอยู่แม้แต่ถังสำรองก็ยังมีน้ำเหลือค่อนถัง
"เช่นนั้น ท่านไปผ่าฟืนก็ได้เจ้าค่ะ"อันซิ่วเอ๋อร์ชี้ไปยังกองฟืนข้างกำแพง
กองฟืนนั้นสูงใหญ่เห็นได้ชัดว่าต่อให้ไม่ผ่าเพิ่มอีกเป็นเดือนก็ยังใช้ไม่หมด
"ท่านผ่าฟืนเก็บไว้มากๆก็ดีนี่เจ้าคะ ถือเป็นการออกกำลังกายไปในตัวด้วย" อันซิ่วเอ๋อร์เงยหน้าสบตาเขา"ช่วงนี้ท่านพ่อกับพี่รองกำลังยุ่งนัก คงไม่มีเวลามาผ่าฟืนข้าว่าจะให้พวกเขามาขนจากบ้านเราไปใช้ก่อน"
เมื่อเห็นจางเจิ้นอันยังคงยืนนิ่งไม่ตอบรับคำใด อันซิ่วเอ๋อร์จึงเอื้อนเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงอ่อนลง
"วันนี้ท่านแม่ก็อุตส่าห์เสียแรงมาช่วยเราปลูกแปลงผักที่สวนหากท่านจะช่วยผ่าฟืนตอบแทนไปทางบ้านข้าบ้างก็นับว่าเป็นการแลกเปลี่ยนน้ำใจที่เหมาะควรแล้วนะเจ้าคะ อีกอย่างยามนี้ท่านก็ไม่ได้มีภารกิจอันใด แต่หากท่านไม่เต็มใจจริงๆก็กลับเข้าไปพักผ่อนด้านในเถิดเจ้าค่ะ ข้าไม่ว่าอะไร"
"ไม่เป็นไร" จางเจิ้นอันตอบเสียงเรียบ "ท่านพ่อตาเองก็แก่มากแล้วการที่ข้าผู้เป็นบุตรเขยจะช่วยแบ่งเบาภาระผ่าฟืนให้ท่านก็นับเป็นเรื่องสมควรอย่างยิ่ง"
เขาไม่ได้กล่าววาจาใดเพิ่มเพียงแต่เอื้อมมือไปคว้าขวานที่วางพักอยู่ข้างเสา เดินแน่วแน่ตรงไปยังลานหน้าบ้านแล้วลงมือผ่าฟืนด้วยท่วงท่าหนักแน่นและฉับไวทันที เสียงขวานกระทบเนื้อไม้ดังกังวาน
อันซิ่วเอ๋อร์ยกผักกระจาดใหญ่ออกมาล้างยังชานเรือนด้านนอกสายตาอดลอบชำเลืองมองแผ่นหลังกว้างของเขาเป็นครั้งคราวไม่ได้แม้จะอยู่ห่างจนมองสีหน้าไม่ชัดแจ้ง แต่ก็สัมผัสได้ถึงความสงบนิ่งในท่วงท่าไม่ได้มีแววขุ่นข้องหมองใจแม้แต่น้อย
เขามีฝีมือในการผ่าฟืนรวดเร็วนักขวานในมือตวัดลงคราเดียว ท่อนไม้กลมหนาก็แยกออกเป็นสองซีกอย่างง่ายดายตวัดลงอีกคราก็ได้เป็นฟืนขนาดพอเหมาะสำหรับใช้งานงานผ่าฟืนที่ดูหนักหนาสำหรับคนอื่น กลับดูเป็นเรื่องง่ายดายในเงื้อมมือเขาประหนึ่งว่าเรี่ยวแรงมหาศาลนั้นแทบไม่ต้องนำพาออกมาใช้เลย
ภาพนั้นทำให้อันซิ่วเอ๋อร์อดนึกเปรียบเทียบกับพี่รองของตนมิได้ยามเขาผ่าฟืน ต้องเหวี่ยงขวานจามลงไปสุดแรงหลายครั้งหลายครากว่าท่อนไม้เจ้ากรรมจะยอมแยกออกจากกัน ทั้งยังเหนื่อยหอบจนตัวสะท้านเหงื่อไหลโซมกายราวกับอาบน้ำ ส่วนท่านบิดานั้นยิ่งมิต้องกล่าวถึง แค่เพียงยกขวานขึ้นสูงก็แทบจะยืนประคองตัวไม่ไหวเสียแล้ว
“ต่อไปท่านไม่ต้องจับปลาแล้วแค่รับจ้างผ่าฟืนก็เป็นเศรษฐีได้สบายๆข้าแต่งงานกับท่านนี่เป็นการตัดสินใจที่ถูกต้องที่สุดในชีวิตจริงๆ” อันซิ่วเอ๋อร์คิดอย่างอารมณ์ดีดูท่าต้องหาทางให้เขาขึ้นเขาไปตัดฟืนมาเพิ่มเยอะๆ เสียแล้วหากวันไหนฝนตกออกเรือไม่ได้ ก็ให้เขาอยู่บ้านผ่าฟืนนี่แหละ
จางเจิ้นอันไม่รู้ว่าอันซิ่วเอ๋อร์กำลังคิดอะไรอยู่พอได้ยินคำชมจากนาง มุมปากเขาก็ยกขึ้นเล็กน้อย การได้รับคำชื่นชมจากภรรยาทำให้เขารู้สึกภาคภูมิใจอย่างประหลาดขวานในมือจึงยิ่งเหวี่ยงลงอย่างแข็งขันยิ่งขึ้น ไม่นานนักกองฟืนข้างเท้าเขาก็สูงขึ้นเป็นกองพะเนิน
“ท่านพี่เก่งจริงๆ เจ้าค่ะ พักก่อนเถอะไปกินข้าวกัน” อันซิ่วเอ๋อร์ทำอาหารเสร็จแล้วยกสำรับกับข้าวออกมาที่ห้องโถง พอเห็นจางเจิ้นอัน นางก็ส่งยิ้มหวานให้มุมปากปรากฏลักยิ้มจางๆ ดูงดงามราวกับนางฟ้าตัวน้อย
พอเห็นอันซิ่วเอ๋อร์เรียกกินข้าวจางเจิ้นอันจึงวางขวานลง อันซิ่วเอ๋อร์ยังคงตักข้าวตักกับให้เขาเช่นเคยทั้งยังหยิบผ้าเช็ดหน้าผืนเล็กมาคอยซับเหงื่อให้ พอกินมื้อเที่ยงเสร็จจางเจิ้นอันก็ไม่มีอะไรทำ จึงจัดการมัดฟืนที่เพิ่งผ่าเสร็จหาบไปส่งให้ที่บ้านตระกูลอัน
ตอนที่จางเจิ้นอันไปถึงที่บ้านตระกูลอันกำลังนั่งล้อมวงกินข้าวกันอยู่พอดี พอเห็นจางเจิ้นอันแบกฟืนมาเหลียงซื่อก็ตกใจ รีบวางตะเกียบลง แล้วลุกออกไปต้อนรับที่หน้าประตู“อ้าว ลูกเขย มาได้อย่างไร? เข้ามานั่งในบ้านก่อนสิ”
“ไม่เป็นไรขอรับ ข้าไม่รบกวนดีกว่าซิ่วเอ๋อร์ให้ข้าเอาฟืนมาส่งให้” เขาพูดพลางหาบฟืนเดินตามเข้าไปถามว่า “จะให้ข้ากองไว้ตรงไหนดีขอรับ?”
“เอาไปกองไว้ในครัวก็ได้” เหลียงซื่อเห็นเขาหาบฟืนมาเต็มคานทั้งยังมัดไว้อย่างแน่นหนาจนคานหาบแอ่นลง ก็กลัวว่าเขาจะหนักและเหนื่อยจึงไม่กล้าชักช้า รีบเดินนำทางไปยังห้องครัว
แม้จะหาบของหนักแต่แผ่นหลังของจางเจิ้นอันก็ยังคงตั้งตรงสง่า พอถึงห้องครัวเขาวางกองฟืนลงเรียบร้อย ก็ไม่ได้หยุดพักเพียงกล่าวทักทายพ่อเฒ่าอันที่นั่งอยู่คำหนึ่ง แล้วก็ทำท่าจะเดินออกไป
“เดี๋ยวๆ ลูกเขย อย่าเพิ่งรีบร้อนไปนั่งดื่มน้ำชาพักเหนื่อยก่อน” เหลียงซื่อรีบเหนี่ยวรั้งแต่จางเจิ้นอันเพียงโบกมือปฏิเสธ กล่าวพลางเดินออกไป “ไม่เป็นไรขอรับซิ่วเอ๋อร์สั่งให้ข้ารีบกลับบ้าน หากกลับช้าไป นางจะเป็นห่วงเอา”
พอได้ยินเช่นนั้นเหลียงซื่อก็ไม่กล้าจะรั้งเขาไว้อีก ได้แต่เดินตามไปส่ง พลางกล่าวอย่างเกรงใจว่า"เจ้าซิ่วเอ๋อร์นี่จริงๆ เลย ดูสิทำให้เจ้าต้องลำบากไปด้วยแท้ๆ คราวหน้าแม่ต้องเตือนนางเสียหน่อยแล้วที่บ้านก็มีทั้งพ่อทั้งพี่รองของเขาอยู่ ไม่เห็นจะต้องให้นางต้องเป็นห่วงเลย"
ตามธรรมเนียมโบราณนั้นลูกสาวที่แต่งออกไปก็เปรียบเหมือนน้ำที่สาดทิ้งไปแล้วไม่เคยมีบ้านไหนจะใช้ให้ลูกเขยมาทำงานให้บ้านเดิมเหลียงซื่อกลัวว่าจางเจิ้นอันจะไม่พอใจแต่ก็กลัวว่าหากพูดมากไปจะทำให้ลูกสาวต้องลำบากใจไปด้วยเกรงว่าวันหน้าหากความสัมพันธ์จืดจางลง เขาอาจจะขุดเรื่องนี้ขึ้นมาพูดให้เจ็บช้ำน้ำใจได้
"ไม่เป็นไรหรอกขอรับ ท่านแม่ยายวันนี้ท่านก็ไปช่วยพวกเราปลูกผักตั้งนานไม่ใช่หรือ อีกอย่าง เรื่องแค่นี้เล็กน้อยไม่ได้ลำบากอะไรเลย อยู่ว่างๆ ข้าก็เบื่อเหมือนกัน" จางเจิ้นอันพูดพลางโบกมือห้ามไม่ให้ตามไปส่ง แล้วก็ก้าวเท้าจากไปอย่างกระฉับกระเฉง
"นี่..." เหลียงซื่อหันกลับมามองสามีแล้วบ่น"ดูเจ้าซิ่วเอ๋อร์สิ ทำอะไรไม่รู้จักคิดจะมาใช้ลูกเขยทำงานบ้านเราได้อย่างไรกัน? เกิดวันหน้าวันหลังเขาไม่พอใจขึ้นมาจะทำยังไง?"
"เอาน่า เรื่องมันแล้วไปแล้วเจ้าจะบ่นตอนนี้ไปไย?" พ่อเฒ่าอันหยิบกล้องยาสูบขึ้นมาทำท่าจะสูบแต่พลันนึกขึ้นได้ว่ายาเส้นหมดเสียแล้ว จึงลดมือลง กล่าวต่อว่า "ข้าว่าลูกเขยจางดูไม่เหมือนคนคิดเล็กคิดน้อยนะ เจ้าอย่ากังวลไปเลยน่าแต่ดูท่าทางแล้ว เขาคงไม่ถนัดงานไร่งานสวนเท่าไหร่นักวันหน้าถ้าบ้านนั้นมีอะไรให้ช่วย พวกเราก็ขยันไปช่วยเขาหน่อยก็แล้วกันถือว่าตอบแทนกันไป"
"จริงอย่างที่ท่านว่า" เหลียงซื่อพยักหน้ารับ สองสามีภรรยาเดินกลับเข้าบ้านสวนทางกับอันเถี่ยมู่ที่เพิ่งกินข้าวเสร็จพอดีเหลียงซื่อจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยตำหนิลูกชายสองสามประโยค
"ดูอย่างน้องสาวเจ้าสิขนาดแต่งออกไปแล้วยังนึกถึงบ้าน แล้วเจ้าเล่า? รู้ทั้งรู้ว่าน้องเขยไม่ถนัดงานไร่นาตอนที่พวกเขาถางหญ้าทำรั้วคราวก่อน เจ้าเป็นพี่ชายแท้ๆกลับไม่คิดจะยื่นมือไปช่วยสักนิด"
"โธ่ ท่านแม่ตอนนั้นข้าก็ติดพันงานในนาอยู่เหมือนกันนี่ขอรับ" อันเถี่ยมู่ชายร่างกำยำ บัดนี้กลับทำหน้าเหมือนลูกสะใภ้ถูกแม่ผัวข่มเหง "ช่วงนั้นเป็นฤดูเพาะปลูกพอดี ข้าจะปลีกตัวไปช่วยได้อย่างไร?"
พอได้ยินลูกชายแก้ตัวเหลียงซื่อก็ถลึงตาใส่ทันที "แล้วน้องเขยเจ้าไม่ต้องออกไปหาปลาทุกวันหรืออย่างไร?เขายังอุตส่าห์สละเวลามาช่วยบ้านเราผ่าฟืนให้เลยนะ!"
"ข้าผิดไปแล้วขอรับ" อันเถี่ยมู่ไม่กล้าต่อปากต่อคำกับมารดาอีก ได้แต่ก้มหน้ายอมรับผิดแต่โดยดี
"รู้ว่าผิดแล้วจะทำอะไรได้เล่า?"เหลียงซื่อเหลือบมองอันเถี่ยมู่แวบหนึ่งอย่างไม่สบอารมณ์ก่อนจะเดินผ่านหน้าลูกชายเข้าบ้านไปกินข้าวต่อ
ต่งซื่อเหลือบมองแม่สามีแวบหนึ่งก่อนจะหันไปมองสามีที่เดินคอตกตามเข้ามา แต่สุดท้ายนางก็ไม่ได้เอ่ยอะไรออกมาเพียงก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อไปเงียบๆ
ไม่นานนัก จางเจิ้นอันก็กลับมาถึงบ้านอันซิ่วเอ๋อร์เห็นเขาก็มีสีหน้าดีใจ รีบเดินเข้าไปหา พอเขานั่งลงนางก็เข้าไปนวดบ่าให้อย่างเอาใจพลางเอ่ยเสียงออดอ้อนว่า“ท่านพี่ คงเหนื่อยแย่เลยนะเจ้าคะ”
จางเจิ้นอันหันไปมองอันซิ่วเอ๋อร์ก็ส่งยิ้มหวานหยาดเยิ้มมาให้ เขาหัวเราะเบาๆ ในลำคอมุมปากยกขึ้นโดยไม่รู้ตัว ราวกับว่าความเหนื่อยล้าทั้งหมดมลายหายไปเพียงแค่ได้เห็นรอยยิ้มนี้ก็คุ้มค่าแล้ว
ครู่ต่อมา จางเจิ้นอันก็เอ่ยขึ้นลอยๆ“พรุ่งนี้เป็นวันตลาดนัด ข้าว่าจะเข้าเมืองสักหน่อย”
“ข้าไปด้วยได้ไหมเจ้าคะ?” มือที่นวดบ่าของอันซิ่วเอ๋อร์ชะงักไปเล็กน้อยกับคำถามนั้น พอได้ยินดังนั้นจางเจิ้นอันก็ชะงักไปด้วยความลังเลครู่หนึ่งเขาพลันนึกถึงเหตุการณ์ที่เจอนางครั้งแรก ตอนที่นางเกือบถูกอันธพาลลวนลามทำให้เขาไม่อยากให้นางไปเท่าใดนัก แต่หากจะกักตัวให้อยู่แต่ในบ้าน นางคงอึดอัดไม่พอใจเมื่อชั่งใจดูแล้ว เขาจึงพยักหน้าตกลง
พอเห็นเขาพยักหน้าตอบรับอันซิ่วเอ๋อร์ก็ดีใจจนออกนอกหน้า รีบวิ่งมานั่งลงตรงหน้าเขา ใบหน้าแย้มยิ้มกว้างดวงตาทอประกายสดใสราวกับจันทร์เสี้ยวบนท้องฟ้า
จางเจิ้นอันมองภาพนั้น นึกถึงความดีใจของนางความรู้สึกผิดก็พลันแล่นวาบขึ้นมาในอก...
นางยังคงสวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบมอซอผมดำขลับถูกรวบไว้อย่างลวกๆ ด้วยผ้าผืนหนึ่ง บนมวยผมนั้นมีเพียงปิ่นไม้ธรรมดาๆราคาถูกปักอยู่ แม้อดีตนางจะไม่ทันคนในบางเรื่อง แต่นางกลับเป็นคนรู้จักคิดเข้าอกเข้าใจผู้อื่น ไม่เคยปริปากเปรียบเทียบตนเองกับใคร หรือเอ่ยปากบ่นเรื่องเสื้อผ้าอาภรณ์รู้จักพอใจในสิ่งที่มี ทั้งยังขยันขันแข็ง ไม่เคยหยุดที่จะพัฒนาตนเอง
ในใจของนางคิดถึงแต่เรื่องของเขาเสมอและเพราะมีนางอยู่เคียงข้างจางเจิ้นอันจึงได้เริ่มสัมผัสถึงความอบอุ่นของบ้านหลังเล็กๆ นี้เขาชอบความรู้สึกที่ว่า ทุกครั้งเมื่อกลับมาถึงบ้าน จะมีคนรอคอยพร้อมน้ำชาร้อนๆอยู่เสมอ
เขาเคยได้ยินมาว่าสตรีส่วนใหญ่ล้วนชอบของสวยๆงามๆ ชอบเครื่องประทินโฉม ปิ่นปักผม และเครื่องประดับต่างๆแม้ภรรยาของเขาจะงดงามตามธรรมชาติโดยมิต้องแต่งเติมสิ่งใดแต่จางเจิ้นอันก็ยังรู้สึกอยู่ลึกๆ ว่า นางสมควรได้รับการดูแลที่ดีกว่านี้
แต่ตลอดสองปีที่ผ่านมาเขาเอาแต่จับปลาไปวันๆ ตามแต่อารมณ์ เงินที่หามาได้ส่วนใหญ่จึงหมดไปกับค่าเหล้าส่วนเงินเก็บเพียงน้อยนิดที่พอมี ก็เอาไปจ่ายเป็นค่าสินสอดจนหมดสิ้นแล้วทำให้ตอนนี้แม้ใจอยากจะซื้อหาของดีๆ มาให้นางเพียงใดก็กลับไม่มีกำลังทรัพย์พอจะทำได้
ความรู้สึกที่อยากจะดูแลทะนุถนอมคนข้างกายให้ดีที่สุดแต่กลับไร้ซึ่งปัญญาและความสามารถเช่นนี้บีบคั้นให้จางเจิ้นอันรู้สึกขัดอกขัดใจตนเองอย่างรุนแรง เขาจึงลุกพรวดขึ้นยืนคว้าแหคู่ใจ แล้วมุ่งหน้าออกไปนอกบ้านอีกครั้งทันที