พูดไปแล้ว ยามเจอกับคนที่เกินคาดเดา ที่น่ากลัวที่สุดก็คือความลึกลับคลุมเครือของเขา หรือถ้อยคำที่วกวนไม่เข้าประเด็น แต่กลับกันหากเอ่ยถึงเื่ราวจำเพาะเจาะจง ก็ดูจะไม่น่ากลัวถึงเพียงนั้นแล้ว
จริงดังนั้น อวิ๋นฟานไห่ที่เมื่อครู่ยังรู้สึกอกสั่นขวัญแขวน พอได้ยินอวี้โฉวกุยเอ่ยว่าแท้ที่จริงเพียง้าให้ตนไปเป็ตัวแทน ความรู้สึกหนักอึ้งในใจเขาแต่เดิมก็เบาบางลง
แต่ไม่นานเขาก็คิดถึงปัญหาข้อหนึ่งได้ ถามโพล่งออกไปว่า “ทำไมล่ะ หรือว่าหน้าตาข้าคล้ายกับเทพยุทธ์แห่งแสงมาก”
“ใช่น่ะสิ” อวี้โฉวกุยยิ้มบาง “ถ้าหากไม่พินิจมอง ก็ราวกับโขลกมาจากพิมพ์เดียวกันเลย”
“ไอหยา!” อวิ๋นฟานไห่ร้องดีใจ “ได้ยินมานานแล้วว่าเทพยุทธ์แห่งแสงเป็อัจฉริยะแห่งยุค เป็ชายรูปงามอันดับหนึ่งในใต้หล้า คิดไม่ถึงเลยว่าข้า...”
ยังไม่ทันให้เขาเอ่ยดีใจจบประโยค อวี้โฉวกุยก็เอ่ยขัด “แต่ว่านะ หน้าตาดูคล้ายก็จริง แต่พิศมองโดยละเอียดไม่ได้เลย พอมองให้ดี ๆ ท่าทางและรัศมีของเ้า เทียบกับเทพยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่แล้ว คนหนึ่งเป็ผืนดิน คนหนึ่งเป็แผ่นฟ้า!”
“นี่!” อวิ๋นฟานไห่ได้ยินก็โมโห “แม้ข้าจะโผงผางไปหน่อย ก็ไม่จำเป็ต้องพูดเช่นนี้กระมัง”
“อ่า ขออภัย ขออภัย” อวี้โฉวกุยเอ่ยขออภัย “สหายอย่าได้ถือสา ข้าเพียงแต่พูดความจริงเท่านั้น”
ได้ยินคำขอโทษเช่นนี้ อวิ๋นฟานไห่ก็โกรธจนตากลับ
แต่หลังจากโมโหแล้ว จู่ ๆ เขาก็รู้สึกใจหายวาบ
“ไอหยา!” เขาตำหนิตนเองในใจ “อวิ๋นฟานไห่นะอวิ๋นฟานไห่ เ้าคิดอะไรอยู่กันแน่ ยังมีเวลาใส่ใจที่ผู้อื่นเยาะเย้ยเ้าอีกรึ ลืมไปแล้วหรือว่าคนตรงหน้าเ้าคือผู้ใด แล้วตัวเ้าเองเป็ผู้ใด เวลานี้ยังจะกล้าล่วงเกินขุนนางอีก!
“ยิ่งไปกว่านั้นยังล่วงเกินกับเื่ใหญ่ถึงเพียงนี้ เขาขอให้ข้าไปสวมรอยแสร้งเป็เทพยุทธ์ผู้นั้นเชียวนะ ข้าว่าหัวหน้ากองโจรเยี่ยงเ้า คงไม่อยากมีชีวิตพ้นเดือนนี้แล้วสินะ?”
คิดมาถึงจุดนี้ อวิ๋นฟานไห่ก็รู้สึกหวาดกลัวจับใจขึ้นมาทันที
กำลังคิดจะปฏิเสธไปตรง ๆ แต่ไม่นานก็ตระหนักขึ้นได้ว่าคนเบื้องหน้าเป็ใคร
เขาจึงกลืนถ้อยคำที่กำลังจะเอ่ยกลับลงไป จากนั้นก็เอ่ยด้วยใบหน้าปั้นยิ้ม “ใต้เท้าอวี้ ข้าน้อยเป็เพียงชาวบ้านธรรมดา เื่ที่ผู้หลักผู้ใหญ่เช่นท่านมอบหมาย ย่อมไม่อาจปฏิเสธได้
“แต่ท่านอาจไม่รู้ ผู้น้อยน่ะหน้าด้านไร้ยางอาย ตอนนี้เดือดร้อนเื่ ‘เงิน’ มากที่สุด เช่นนั้นแล้ว แม้เง็กเซียนฮ่องเต้เสด็จมาขอให้ข้าทำงานให้ ข้าก็คิดราคาน่าใมากเชียวละ”
“น่าใเพียงไรเล่า” อวี้โฉวกุยยิ้มบาง มองเขาด้วยสีหน้านิ่งสงบ
“ใต้เท้าอวี้อยากทราบหรือ” อวิ๋นฟานไห่ตั้งใจวางมาดไร้ยางอาย เอ่ยพลางกลอกตา “งานของท่านนี้มิใช่เื่เล็กเลย เช่นนั้นราคาที่ผู้น้อยเรียกก็คือห้าร้อยตำลึงถ้วน!”
พอบอกราคาออกไปเช่นนี้ แม้แต่ตัวอวิ๋นฟานไห่เองก็ยังใ
เขาลอบเกลียดความไร้ยางอายของตนเองอยู่บ้าง เอ่ยราคาหน้าไม่อายออกมาเช่นนี้ ทำลายหลักการกองโจรคุณธรรมของเขาโดยแท้ แต่พอเขาหวนคิดดูอีกครั้ง ก็รู้สึกว่าเหมาะสมกับเื่เร่งด่วน รักษาชีวิตรอดก่อนเป็สำคัญ เื่ไร้ยางอายหรือไม่นั้นเอาไว้ก่อนเถิด
ยามที่ลอบกระหยิ่มกับแผนตนนั้น เขาก็ได้ยินอวี้โฉวกุยพูดเสียงเรียบว่า “นี่น่ะหรือราคาที่น่าใของเ้า ขอข้าคิดสักประเดี๋ยวนะ...
“ห้าร้อยตำลึง ห้าร้อยตำลึง... อืม เอาละ ข้าให้เ้าแปดร้อยตำลึงเงิน ตกลง! ยินดีด้วย ยินดีด้วย จากนี้ไปอีกชั่วระยะหนึ่ง เราสองคนก็จะเป็สหายร่วมงานกันแล้ว!”
อวี้โฉวกุยเอ่ยพลางก้าวขึ้นหน้า ยื่นมือมาจับมือของอวิ๋นฟานไห่แล้วเขย่าไม่หยุดอย่างกระตือรือร้น
อวิ๋นฟานไห่สีหน้าซีดเผือดราวกับไม่ได้ยินถ้อยคำแสดงความยินดีของอวี้โฉวกุย
แต่ใก็ส่วนใ ไม่นานก็ได้สติกลับมา
“อะไร อะไรนะ” เขาร้องซ้ำ ๆ อยู่ในใจ “แปดร้อยตำลึง แปดร้อยตำลึงเงินเชียวนะ! เพียงพอให้คนในกองโจรของเราจับจ่ายได้อีกสองสามปีแน่ะ!
“ถ้าแบ่งเงินส่วนหนึ่งออกไปทำการค้าเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่แย่ถึงขั้นนั่งกินนอนกิน แล้วก็ไปปล้นคนรวยช่วยเหลือคนจนในที่ไกลออกไปได้อีก คำนวณเช่นนี้แล้ว ก็พอให้กองโจรของเรายืนหยัดได้ถึงห้าหกปี! นี่ นี่มันยอดเยี่ยมเกินไปแล้ว!”
เมื่อครู่ยังรู้สึกตระหนกเหลือแสน แต่พออวิ๋นฟานไห่ได้ยินว่างานนี้ถึงกับได้แปดร้อยตำลึงเงิน อารมณ์ก็พลันกระชุ่มกระชวยขึ้นทันที!
ยามนี้ราวกับภาพบรรดาคนแก่อ่อนแอ คนเจ็บป่วยพิการที่ซูบโทรมผอมบาง อดอยากปากแห้งบนเขาเฟยอวิ๋นปรากฏตัวเบื้องหน้าเขา พร้อมกับภาพการหางานที่ถูกปฏิเสธจากทุกที่ ค่าแรงมากที่สุดเพียงสิบเหวินต่อวันเมื่อครู่นี้ด้วย
“เฮ้ย!” คิดถึงตรงนี้ เขาก็พลันแยกเขี้ยวอยู่ในใจ “กลัวอะไร คนเราเกิดมาก็ต้องตาย แปดร้อยตำลึงเงินเชียวนะ! ข้าตกลง เื่ต่อจากนี้ก็ค่อยว่ากันหลังจากนี้แล้วกัน!”
ขณะที่ในใจคิดเช่นนี้ ปากเขาก็เอ่ยออกไปว่า “ใต้เท้าอวี้ ท่านมีความจริงใจถึงเพียงนี้ งานนี้ ข้ารับ!”
“ดี ดีมาก!” อวี้โฉวกุยเอ่ยชม เวลานี้ อวิ๋นฟานไห่พลันััได้ว่าน้ำหนักบนมือคลายลง จึงเพิ่งรู้สึกตัวว่าที่อวี้โฉวกุยเข้ามาจับมือตนอย่างกระตือรือร้นเมื่อครู่ เกรงจะไม่เรียบง่ายเพียงแค่แสดงความยินดีเท่านั้น
ไม่ว่าจะอย่างไร อวิ๋นฟานไห่ก็ไม่ใช่คนหยาบกระด้าง
เมื่อสังเกตเห็นรายละเอียดที่ไม่สะดุดตานี้เข้า เขาก็เนื้อตัวสั่นเทาทันใด ความหวาดกลัวที่หายไปก่อนหน้านี้ คล้ายจะคืนกลับมาอีกไม่น้อย
เขาเป็คนหัวไว คิดดูแล้วก็ยังไม่อาจวางใจ จึงตั้งใจเอ่ยขึ้นว่า “ใต้เท้าอวี้ อันที่จริงมีเื่หนึ่ง ที่ผู้น้อยยังอยากพูดกับท่านให้ชัดเจน”
“เื่อันใดรึ” อวี้โฉวกุยมองเขา
“เมื่อครู่ได้บอกไปแล้ว ตัวข้าน่ะเป็คนหน้าไม่อาย แต่ไม่คิดว่านอกจากหน้าไม่อายแล้ว ผู้น้อยยังชอบตีรันฟันแทงอีกด้วย ก็เลยก่อคดีเข้า” อวิ๋นฟานไห่เอ่ยด้วยสีหน้าอับอาย
“อ้อ คดีอะไรล่ะ” อวี้โฉวกุยเอ่ยถาม
“เป็...” อวิ๋นฟานไห่กลอกตาครั้งหนึ่ง เอ่ยด้วยสีหน้าลังเล “เป็ เป็คดีฆาตกรรม...”
“อ้อ คดีฆาตกรรมสินะ” อวี้โฉวกุยเอ่ย “ไม่เป็ไร ตอนนี้มีชีวิตคนมากมายที่้าเ้า รีบตามข้ามาเถิด”
เอ่ยจบ เขาก็หันหลัง กำลังจะเดินออกไปจากตรอกนี้
“อ๊ะ รอเดี๋ยว!” ได้ยินคำตอบของอวี้โฉวกุยเมื่อครู่ อวิ๋นฟานไห่ก็ทึ่มทื่อเป็ไก่ไม้ พอเห็นเขากำลังจะเดินไปก็ราวกับตื่นขึ้นจากฝัน รีบร้องเรียก “ใต้เท้าอวี้ ไม่ใช่น้องชายไม่เชื่อท่านนะ แต่ว่าเงินแปดร้อยตำลึง ท่านจะให้ข้าเมื่อไร”
“ยังมีเวลาอีกมาก” อวี้โฉวกุยหันหน้ามายิ้มบาง “เ้าไม่รู้หรือ กฎในการชำระบัญชีขององครักษ์เทพยุทธ์เรา คือแบ่งจ่ายเป็งวด ๆ!”