บทที่ 26 สัตว์น้อยสืบข่าว
ซ่งหยางกับจ้าวชิงตาค้าง “นี่...นี่มันเื่อะไรกัน?”
พวกเขาเพิ่งก้มหน้าปรึกษากันแปบเดียว ทำไมรอบ ๆ เสิ่นจืออินถึงเต็มไปด้วยสัตว์แปลกประหลาดมากมายขนาดนี้
ตอนนี้ฉินเจินแอบย่องเข้าไปใกล้ ๆ เสิ่นจืออินแล้ว
รอจนกระทั่งเหล่าสัตว์ต่างแยกย้ายกันไปหมด ทั้งสามคนก็ล้อมเธอไว้ ดวงตาเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็นและตกตะลึง
จ้าวชิงเอ่ย “เธอทำได้ยังไงเนี่ย มันมหัศจรรย์มากเลย!”
ซ่งหยางพยักหน้าเห็นด้วย “เท่มาก มีเทคนิคอะไรหรือเปล่า?”
ฉินเจินรีบผลักสองคนที่ไม่เข้าท่าออกไป
“บรรพบุรุษน้อย เมื่อกี้เธอให้พวกมันไปสืบข่าวในหมู่บ้านใช่ไหม?”
นี่เป็สิ่งที่เขาเป็ห่วงมากที่สุด
จ้าวชิงและซ่งหยางต่างก็ยืนงง
ให้ใครไปสืบข่าว?
พวกสัตว์เมื่อกี้น่ะเหรอ? นี่ไม่ได้ล้อกันเล่นใช่ไหม?
เสิ่นจืออินพยักหน้า “อืม ไม่งั้นฉันจะเรียกพวกมันมาทำไมล่ะ”
เธอหันกลับมามองฉินเจินด้วยแววตาคาดหวัง “ถ้าฉันสืบข่าวได้ จะมีรางวัลให้ไหม?”
ไม่ใช่ว่าเธอเห็นแก่เงิน แต่เพราะที่บ้านยังมีท่านผู้เฒ่าและเสือตัวโตที่ต้องเลี้ยงดู
ฉินเจินพยักหน้า “ต้องมีสิ!”
ถ้าเสิ่นจืออินสามารถสั่งให้สัตว์พวกนั้นไปสืบเื่ราวได้ เขาจะยกเงินรางวัลให้เธอทั้งหมดเลย!
จ้าวชิงและซ่งหยางได้แต่มองหน้ากันเลิ่กลั่ก
นี่พวกเขาไม่ได้อยู่ในโลกเดียวกันกับสองคนนั้นเหรอ? ช่วยอธิบายให้ชัดกว่านี้หน่อยได้ไหม?
พวกเขาอยากรู้ใจจะขาด
จ้าวชิงรู้สึกครึ่งหลับครึ่งตื่น “ฉันเข้าใจถูกใช่ไหม? พวกสัตว์เมื่อกี้ไปสืบข่าวในหมู่บ้านเหรอ?”
ซ่งหยางถาม “เธอฟังภาษาสัตว์ออกเหรอ?”
จะฟังออกหรือไม่อีกเดี๋ยวก็รู้
สัตว์ที่ถูกดึงดูดด้วยยาของเสิ่นจืออินล้วนมีขนาดเล็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งผึ้ง มด และหนู พวกมันสามารถไปได้ทุกที่และไม่ดึงดูดความสนใจ
ที่สำคัญที่สุดคือรวดเร็ว
พวกเขาไม่ต้องรอนาน สัตว์ที่จากไปก็กลับมาทีละตัว
พวกมันต่างมารวมตัวกันข้าง ๆ เสิ่นจืออิน และเริ่มพูดภาษาที่มนุษย์ฟังไม่รู้เื่
นอกจากเสิ่นจืออินแล้ว อีกสามคนทำได้แค่มองตาปริบ ๆ
หลังจากได้รับข้อมูลทั้งหมดแล้ว เสิ่นจืออินก็แบ่งยาให้พวกมัน เหล่าสัตว์ต่างพากันอุ้มยาส่วนของตัวเองจากไปอย่างตื่นเต้น
“สิ่งที่เธอให้พวกมันคืออะไร พวกมันดูเหมือนจะชอบมาก” ซ่งหยางครุ่นคิด เสิ่นจืออินคงใช้สิ่งนี้ทำให้พวกมันช่วยแน่ ๆ
เสิ่นจืออินตอบ “มันคือยาบำรุงิญญา สัตว์ทุกชนิดชอบกินมันมาก”
เธอตั้งใจปรุงมันขึ้นมาเพื่อให้เสี่ยวหลีกับต้ามีกินโดยเฉพาะ ตอนหลังบังเอิญได้ยินนกกระจิบพูดคุยกันก็เลยแบ่งให้พวกมันไปบ้าง
ไม่นึกเลยว่าวันนี้จะได้ใช้อีก
เสิ่นจืออินลูบขวดนมพร้อมกับเล่าข้อมูลที่ได้จากการสืบหาของเหล่าสัตว์ให้พวกเขาฟัง
“ทุกบ้านในหมู่บ้านนี้มีห้องใต้ดินขนาดเล็ก พวกเขาเอาไว้ขังภรรยาที่ถูกลักพาตัวมาและไม่ยอมเชื่อฟัง ส่วนเด็ก ๆ และผู้หญิงคนอื่น ๆ ที่รอการขายจะถูกขังไว้ในถ้ำหลังเขา”
“อ้อ แล้วก็พวกค้ามนุษย์ตัวจริงไม่ใช่คนในหมู่บ้านนี้ พวกชาวบ้านแค่ช่วยบังหน้าให้พวกมัน”
“ในหมู่บ้านนี้มีการขายเด็กผู้หญิงที่พวกเขาไม่้าเลี้ยงดูบ่อย ๆ แต่เด็กผู้หญิงส่วนใหญ่จะถูกโยนลงแม่น้ำไปั้แ่เกิด พวกเขาไม่อยากเสียแรงเลี้ยงดูให้โต”
พอพูดถึงตรงนี้ เสิ่นจืออินก็โกรธจนดื่มนมต่อไม่ลง
แต่ทว่า...
เสิ่นจืออินฮึดฮัดเบา ๆ สองครั้ง “พวกคนในหมู่บ้านโดนเอาคืนแล้วล่ะ”
เธอพูดถึงเื่นี้ด้วยน้ำเสียงที่ดูร่าเริงขึ้น
ซ่งหยางรีบถาม “โดนเอาคืนยังไง?”
เสิ่นจืออินพูดอย่างสะใจ “ิญญาอาฆาตในแม่น้ำมีเยอะมาก เมื่อเดือนก่อนพวกคนในหมู่บ้านก็เลยได้โรคประหลาด เป็แผลผีกันทั้งหมู่บ้าน”
“แผลผี?”
ซ่งหยางถามอย่างกระตือรือร้น “แผลผีแบบที่โดนผีเข้าสิงหรือเปล่า?”
เสิ่นจืออินส่ายหน้า “โดนผีเข้าสิงกับแผลผีน่ะมันต่างกัน แผลผีเกิดจากการที่พวกชาวบ้านกินหรือดื่มของที่ปนเปื้อนด้วยความแค้นของคนตายต่างหากล่ะ”
“พวกเขาเอาคนไปทิ้งแม่น้ำตั้งเยอะ แถมศพก็กองเกลื่อนอยู่ใต้น้ำ พวกเขาก็ยังเอาน้ำในแม่น้ำนั่นมาดื่มกิน พอความแค้นและพลังด้านลบในแม่น้ำสะสมมากเข้า พวกนั้นก็เลยโดนเอาคืน แผลผีนั่นแหละคือวิธีเอาคืนของพวกเขา”
เสิ่นจืออินพรรณนาถึงรูปลักษณ์ของแผลผีด้วยน้ำเสียงเล็ก ๆ น่ารักน่าเอ็นดู จนทำให้ทั้งสามคนขนลุกซู่
“เดี๋ยวก่อน...แผลผีอะไรกัน พวกเราเป็สายตรวจนะ!” จ้าวชิงพูดขึ้น ที่น่าเหลือเชื่อที่สุดคือเมื่อกี้เธอดันเชื่อซะอย่างนั้น
“เออใช่ พวกเรามาจับคนลักพาตัวไม่ใช่เหรอ ทำไมอยู่ ๆ ถึงกลายเป็เื่ลี้ลับแบบนี้ไปได้” ซ่งหยางเกาหัวพูด พวกเขาทั้งคู่มองเสิ่นจืออินอย่างงุนงง
เด็กหญิงตัวน้อยหน้าตาน่ารักน่าชังเหมือนตุ๊กตา กำลังกอดขวดนมดูดอย่างเอร็ดอร่อย ดวงตากลมโตสีดำขลับเป็ประกายไร้เดียงสา
เธอพูดความจริงนะ ปากก็บอกว่ากระหายน้ำ เชื่อหรือไม่เชื่อก็แล้วแต่พวกคุณเถอะ
ฉินเจินเชื่อ ดังนั้นเขาจึงตั้งใจจะไปดูที่เนินเขาหลังหมู่บ้านที่เสิ่นจืออินบอกก่อน ตอนนี้ที่นั่นน่าจะเป็ที่ที่สืบหาข้อมูลได้ง่ายที่สุด
“ถ้าพวกมันเลี้ยงหมาไว้ที่นั่นล่ะ?” ซ่งหยางถามขึ้นอย่างกังวล
จมูกหมาไวมาก พวกเขาอาจถูกพบตัวก่อนจะเข้าไปใกล้ก็ได้
“ชาวบ้านแถวนี้เลี้ยงหมาทุกบ้าน ทางเข้าถ้ำน่าจะยิ่งเข้มงวด”
ฉินเจินถามขึ้น “สเปรย์กำจัดกลิ่นที่สถาบันวิจัยให้มาน่ะ เอาติดตัวมาหรือเปล่า?”
“เอามาครับ”
“ถ้าอย่างนั้นก็ไปกันเถอะ จ้าวชิง เธอพาเสิ่นจืออินกลับไปรอก่อน”
“ค่ะ”
ตอนที่พวกเขากำลังจะไป เสิ่นจืออินก็ร้องเรียกพวกเขาไว้ “เอายันต์คุ้มภัยไหม?”
ฉินเจินตอบทันควันโดยไม่รอให้ซ่งหยางพูด “เอาสิ เธอมียันต์คุ้มภัยกี่แผ่น?”
ตอนนี้เขาเสียใจมากที่ไม่รู้ว่าเอายันต์คุ้มภัยที่เสิ่นจืออินเคยให้ไปวางไว้ที่ไหน
เสิ่นจืออินตอบ “ห้าแผ่น แต่ฉันวาดเพิ่มได้นะ ราคาไม่แพงแค่พันเดียวเอง ลดให้คุณแล้วนะ”
ฉินเจินได้ยินแบบนั้นก็ได้แต่ยิ้มแห้ง ๆ “ขอบคุณนะ”
แต่ถ้ายันต์คุ้มภัยนี่ใช้ได้ผลจริง ๆ ราคานี้ก็ไม่แพงหรอก
“รบกวนเธอกลับไปวาดมาเพิ่มอีกหลาย ๆ แผ่นหน่อยนะ แจกให้พวกเขาคนละแผ่น เดี๋ยวกลับไปเบิกที่สำนักงานใหญ่”
“ได้เลยค่า~”
มีเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ เข้าบัญชีแล้วสิ อิอิ
หลังจากมอบยันต์คุ้มภัยให้กับฉินเจินและซ่งหยางที่ยังคงงง ๆ แล้ว เสิ่นจืออินก็จูงมือจ้าวชิงวิ่งะโโลดเต้นออกไป
“พี่จ้าวชิง พี่ก็มียันต์คุ้มภัยแผ่นหนึ่ง ต้องพกติดตัวไว้นะคะ”
จ้าวชิงรู้สึกสงสัยมากขึ้นเรื่อย ๆ ว่าครอบครัวของเธอทำอาชีพอะไรกันแน่ ทำไมเื่ราวมันชักจะแฟนตาซีขึ้นทุกทีนะ?
ฉินเจินและซ่งหยางเริ่มลงมือทันที ทั้งสองคนเคลื่อนไหวอย่างคล่องแคล่วว่องไว ผ่านไปมาระหว่างต้นไม้ในป่า เพราะมีตำแหน่งที่แน่นอนจากเหล่าสัตว์ พวกเขาจึงมาถึงจุดหมายปลายทางอย่างรวดเร็ว
ที่นี่มีสุนัขจริง ๆ แต่สเปรย์กำจัดกลิ่นที่รัฐบาลแจกให้ก็ใช้ได้ผลดีมาก ประกอบกับฝีมือของพวกเขา ตอนนี้พวกเขาจึงซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้ใหญ่ที่อยู่ห่างจากกลุ่มค้ามนุษย์ไม่ถึงร้อยเมตร
ก่อนหน้านี้ ซ่งหยางไม่ค่อยเชื่อที่เสิ่นจืออินพูดนัก เพราะเขาเป็สายตรวจมาหลายปีและไม่เคยเจอการสืบสวนโดยใช้สัตว์เล็ก ๆ เลย
แต่เมื่อเห็นคนและหมาที่อยู่ฝั่งนั้นแล้ว เขาเลิกสงสัยอย่างสิ้นเชิง
มัน...ความสามารถนี้มันยอดเยี่ยมและโกงเกินไปแล้ว!
เพราะว่าสัตว์พวกนั้นมันไม่เป็ที่น่าสังเกต แบบนี้เธออยากจะรู้ข่าวอะไรก็ง่ายเหมือนพลิกฝ่ามือเลยสิ?
ซ่งหยางมองฉินเจินด้วยแววตาตื่นเต้น
ฉินเจินทำท่าทางให้เงียบแล้วกระซิบเตือน
“ของทุกอย่างบนตัวนายอย่าให้ส่งเสียงดังออกมาเด็ดขาด ปิดเสียงโทรศัพท์แล้วส่งข้อความหาหัวหน้าเซี่ยกับทีมของเขา”
ซ่งหยางทำท่าทางโอเคตอบกลับ