บทที่ 2 ก้นหุบเหวอวสานิญญา เคล็ดวิชากลืนนภาผลาญจักรวาล!
ความมืดมิด ณ ก้นหุบเหวอวสานิญญาหนาทึบ จนแทบจะจับต้องได้ อากาศเบื้องล่างนี้ทั้งชื้นแฉะและอวลไปด้วยกลิ่นคาวเืผสมกับกลิ่นเหม็นเน่าของซากศพที่ทับถมกันมานับร้อยนับพันปี
หมอกพิษสีเขียวอมม่วงลอยอ้อยอิ่งอยู่รอบบริเวณมันคือหมอกมฤตยูที่สามารถกัดกร่อนิัและเส้นชีพจรของผู้ฝึกยุทธ์ระดับรวบรวมปราณให้กลายเป็น้ำเืได้ภายในเวลาไม่ถึงครึ่งก้านธูป
ทว่า บัดนี้ ท่ามกลางดงหมอกพิษอันตราย ร่างของเด็กหนุ่มผู้หนึ่งกลับนั่งขัดสมาธิอยู่อย่างสงบเงียบ แสงสีทองจางๆ แผ่ซ่านออกมาจากิัของเขา ก่อตัวเป็ปราการไร้สภาพบางๆ ที่คอยสกัดกั้นหมอกพิษเ่าั้มิให้ล่วงล้ำเข้ามาทำอันตรายต่อร่างกาย
ซูหลงอวิ๋นหลับตาพริ้ม จิตสมาธิของเขากำลังดำดิ่งลงสู่ห้วงทะเลิญญาอันกว้างใหญ่ไพศาลที่เพิ่งถูกเปิดออก
ในอดีต เขาเป็เพียงปุถุชนธรรมดาที่ไม่อาจััได้แม้กระทั่งกระแสลมปราณที่ล่องลอยอยู่ในฟ้าดิน
แต่บัดนี้หลังจากหยดเืแห่งความมุ่งมั่นได้ปลุก 'คัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์' ให้ตื่นจากการหลับใหล ร่างกายของเขาได้รับการชำระล้างไขกระดูก ผลัดเปลี่ยนเส้นเอ็นจนกลายเป็กายที่เหมาะแก่การบ่มเพาะขั้นสูงสุด
ณ ใจกลางทะเลิญญาของเขา คัมภีร์เก่าแก่ที่บัดนี้เปล่งประกายสีทองอร่ามกำลังลอยเด่นเป็สง่า ซูหลงอวิ๋นเพ่งจิตเข้าไปัักับคัมภีร์ อักษรสีทองนับหมื่นนับแสนตัวก็พุ่งทะยานเข้าสู่ความทรงจำของเขาอย่างบ้าคลั่ง
[ เคล็ดวิชา : กลืนนภาผลาญจักรวาล ]
นี่คือสุดยอดเคล็ดวิชาบ่มเพาะพลังปราณที่สลักอยู่ในหน้าแรกของคัมภีร์ มันมิใช่วิชาของมนุษย์ มิใช่วิชาของเซียน และมิใช่วิชาของเทพธรรมดา ทว่ามันคือเคล็ดวิชาที่ถูกบัญญัติขึ้นโดยตัวตนระดับ 'จักรพรรดิเทพยุทธ์' ในยุคาอันไกลโพ้น!
เนื้อหาของเคล็ดวิชานี้ลึกล้ำและโอหังอย่างถึงที่สุด ทฤษฎีพื้นฐานของมันคือการมองข้ามกฎเกณฑ์แห่งฟ้าดิน
ผู้ฝึกฝนเคล็ดวิชานี้จะไม่เพียงแค่ดูดซับปราณบริสุทธิ์จากธรรมชาติ แต่ยังสามารถ 'กลืนกิน' พลังงานทุกสรรพสิ่งในจักรวาล ไม่ว่าจะเป็ปราณอสูร ปราณมาร พิษร้าย พลังแห่งสายฟ้า หรือแม้กระทั่งแก่นแท้ของดวงดาว เพื่อนำมาสกัดเป็พลังปราณยุทธ์ของตนเอง!
"ช่างเป็เคล็ดวิชาที่ฝืนลิขิตฟ้าโดยแท้..." ซูหลงอวิ๋นลอบสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตื่นตะลึง "วิชาของตระกูลหลินที่บ่าวรับใช้พวกนั้นโอ้อวดนักหนาหากนำมาเทียบกับเคล็ดวิชากลืนนภาผลาญจักรวาลแล้ว คงมิเจริญตาไปกว่าเศษฝุ่นใต้ฝ่าเท้า!"
เด็กหนุ่มไม่รอช้า เขารีบทำความเข้าใจเส้นทางการเดินลมปราณของส่วนแรกทันที
เมื่อจดจำเคล็ดวิชาได้ขึ้นใจซูหลงอวิ๋นก็เริ่มชักนำกระแสพลังในร่างกาย จุดตันเถียนบริเวณท้องน้อยของเขาเริ่มหมุนวนอย่างเชื่องช้า ก่อนจะเร่งความเร็วขึ้นเรื่อยๆ ราวกับวังน้ำวนขนาดจิ๋ว
"กลืนนภา!"
เขากระแทกเสียงในใจ ร่างกายของเขาสั่นสะท้านเล็กน้อย ทันใดนั้น แรงดึงดูดมหาศาลก็ปะทุขึ้นจากจุดตันเถียน ทะลวงผ่านจุดชีพจรทั้งเก้าสิบเก้าจุดทั่วร่าง
หมอกพิษสีเขียวอมม่วงที่ลอยอยู่รอบนอกปราการแสงสีทอง ราวกับถูกกระชากด้วยมือที่มองไม่เห็น พวกมันพุ่งทะยานเข้าสู่รูขุมขนของซูหลงอวิ๋นอย่างบ้าคลั่ง!
หากเป็ผู้ฝึกยุทธ์คนอื่น การสูดดมหมอกพิษในหุบเหวอวสานิญญาเข้าสู่ร่าง ย่อมไม่ต่างอันใดกับการดื่มยาพิษฆ่าตัวตาย ทว่าสำหรับซูหลงอวิ๋นที่เดินลมปราณตามเคล็ดวิชากลืนนภาผลาญจักรวาล หมอกพิษเหล่านี้กลับกลายเป็ทรัพยากรบ่มเพาะชั้นเลิศ!
"อึก..."
ความเ็ปปลาบแล่นริ้วไปตามเส้นชีพจร หมอกพิษมีความโหดร้ายและบ้าคลั่ง มันพยายามจะกัดกร่อนเส้นเืและอวัยวะภายในของเขา ทว่ากระแสปราณสีทองที่เกิดจากคัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์ได้พุ่งเข้าปะทะและบดขยี้หมอกพิษเ่าั้อย่างไร้ปรานี
ในกระบวนการขัดเกลา สิ่งสกปรกและพิษร้ายแรงถูกเผาผลาญจนสูญสลาย เหลือเพียงแก่นแท้ของพลังงานบริสุทธิ์ที่ถูกส่งเข้าไปหล่อเลี้ยงจุดตันเถียน
พลังปราณยุทธ์ของซูหลงอวิ๋นที่หยุดนิ่งอยู่ใน ระดับรวบรวมปราณขั้นที่สามสูงสุด เริ่มสั่นคลอนและค่อยๆ ขยับเพิ่มพูนขึ้นอย่างช้าๆ ฐานพลังของเขาอัดแน่นและบริสุทธิ์กว่าผู้ฝึกยุทธ์ในระดับเดียวกันถึงสิบเท่าตัว
เวลาผ่านไปราวสองชั่วยาม (ประมาณสี่ชั่วโมง) ซูหลงอวิ๋นค่อยๆ ลืมตาขึ้น ั์ตาสีดำสนิทของเขามีประกายแสงสีทองวาบผ่านก่อนจะจางหายไป หมอกพิษในรัศมีสิบจั้ง (ประมาณสามสิบเมตร) รอบตัวเขาถูกดูดซับจนเบาบางลงอย่างเห็นได้ชัด
เด็กหนุ่มลุกขึ้นยืน บิดี้เีเล็กน้อย เสียงกระดูกลั่นกรอบแกรบดังระงม เขารู้สึกได้ถึงพละกำลังมหาศาลที่ไหลเวียนอยู่ในทุกมัดกล้ามเนื้อ หากต้องเผชิญหน้ากับบ่าวรับใช้ร่างั์ของตระกูลหลินอีกครั้ง เขาเชื่อมั่นว่าเพียงแค่หมัดเดียวก็สามารถส่งหมู่นรกนั่นไปเฝ้ายมบาลได้!
"ขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่สามสูงสุดถูกทำให้เสถียรแล้ว แต่การจะทะลวงสู่ขั้นที่สี่ จำเป็ต้องใช้พลังงานมากกว่านี้ หมอกพิษรอบนอกนี้เบาบางเกินไป คงต้องเดินสำรวจลึกเข้าไปอีก"
ซูหลงอวิ๋นพึมพำกับตนเอง เขากวาดสายตามองไปรอบๆ ก้นหุบเหวอันมืดมิด แม้แสงสว่างจะเลือนราง แต่ด้วยพลังปราณที่หล่อเลี้ยงดวงตา ทำให้เขาสามารถมองเห็นในความมืดได้ไกลถึงหลายสิบจั้ง
เขาเริ่มก้าวเดินอย่างระมัดระวัง ทุกย่างก้าวแ่เบาไร้เสียง สัญชาตญาณที่ถูกขัดเกลาจากคัมภีร์เตือนให้เขารับรู้ว่า สถานที่แห่งนี้มิได้มีเพียงหมอกพิษเท่านั้น แต่ยังมีอันตรายอื่นแอบแฝงอยู่
เดินลึกเข้ามาได้ราวหนึ่งลี้ (ประมาณห้าร้อยเมตร) สภาพแวดล้อมก็เริ่มเปลี่ยนไป โขดหินมีสีดำสนิทราวกับถูกไฟแผดเผา หมอกพิษหนาแน่นขึ้นจนแทบมองไม่เห็นนิ้วมือของตนเอง อุณหภูมิรอบด้านลดต่ำลงจนหนาวเหน็บถึงกระดูก
ทันใดนั้น สายตาของซูหลงอวิ๋นก็สะดุดเข้ากับแสงสว่างสีม่วงเรืองรองที่ทอประกายอยู่หลังซอกหินใหญ่ ห่างออกไปไม่ไกลนัก
เขาแฝงตัวเข้าไปใกล้ๆ และชะโงกหน้ามอง สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือต้นหญ้าขนาดเท่าฝ่ามือ ลำต้นมีสีม่วงเข้มราวกับอัญมณี ใบของมันมีลักษณะเรียวยาวคล้ายเกล็ดงู บริเวณยอดมีดอกตูมที่แผ่กลิ่นหอมประหลาดออกมา กลิ่นนั้นเพียงแค่สูดดมก็ทำให้ปราณในร่างสั่นสะท้านด้วยความปรารถนา
"นั่นมัน... หญ้าิญญาอสรพิษม่วง!"
ซูหลงอวิ๋นอุทานในใจ ข้อมูลจาก ศาสตร์แห่งโอสถระดับเทวะ ผุดขึ้นมาในหัวทันที นี่คือสมุนไพริญญาระดับ 1 ขั้นสูง (โอสถมนุษย์ขั้นสูง) มันเติบโตในที่ที่มีปราณหยินและพิษสะสมอย่างหนาแน่น
หากนำไปสกัดเป็โอสถรวบรวมปราณจะช่วยให้ผู้ฝึกยุทธ์ระดับรวบรวมปราณทะลวงคอขวดได้อย่างง่ายดาย สำหรับเมืองหลินสุ่ยเล็กๆ แห่งนี้ หญ้าต้นนี้มีมูลค่ามหาศาลจนสามารถทำให้ตระกูลใหญ่เข่นฆ่ากันเพื่อแย่งชิงได้!
ทว่า ความรู้จากคัมภีร์ก็เตือนเขาเช่นกันว่า สมุนไพริญญาล้ำค่าย่อมมีสัตว์อสูรคอยปกปักษ์รักษาเสมอ
ฟ่อ...
เสียงขู่ฟ่อเย็นเยียบดังขึ้นจากเงามืดด้านหลังกอหญ้าิญญา ซูหลงอวิ๋นรีบหดตัวหลบหลังก้อนหิน ลบหลู่ลมหายใจและกลิ่นอายของตนเองจนมิดชิด
เงาร่างขนาดใหญ่เลื้อยออกมาจากรอยแยกของหิน มันคืองูั์ลำตัวหนาเทียมท่อนซุง เกล็ดทั่วร่างมีสีดำมะเม่าส่องประกายเย็นเยียบราวกับเหล็กกล้า ดวงตาสีแดงฉานดุจโลหิตจ้องมองไปรอบๆ อย่างระแวดระวัง ลิ้นแฉกสีดำแลบเข้าออกเพื่อัักลิ่นในอากาศ
"อสรพิษเกล็ดเหล็ก... สัตว์อสูรระดับรวบรวมปราณขั้นที่สี่!"
ซูหลงอวิ๋นประเมินพลังของศัตรูอย่างรวดเร็ว สัตว์อสูรในระดับเดียวกันมักจะแข็งแกร่งกว่ามนุษย์ เนื่องจากพวกมันมีร่างกายที่ทนทานและสัญชาตญาณดิบเถื่อน อสรพิษเกล็ดเหล็กตัวนี้อยู่ในขั้นที่สี่ เหนือกว่าเขาที่อยู่เพียงขั้นที่สามสูงสุดหนึ่งระดับย่อย แต่ช่องว่างของพลังก็ถือว่ามหาศาลสำหรับผู้เริ่มฝึกบ่มเพาะ
"หากเป็เมื่อก่อน ข้าคงทำได้เพียงวิ่งหนีหางจุกตูด แต่บัดนี้... ข้าคือผู้สืบทอดคัมภีร์จักรพรรดิเทพยุทธ์ ข้าจะถอยหนีให้เสียเกียรติได้อย่างไร?"
ั์ตาของซูหลงอวิ๋นวาวโรจน์ด้วยจิติญญาแห่งการต่อสู้ นี่คือโอกาสอันดีที่เขาจะได้ทดสอบพลังและทักษะยุทธที่เพิ่งได้รับมา
เขาค้นหาทักษะยุทธในทะเลิญญา ก่อนจะเลือกวิชาพื้นฐานวิชาหนึ่งออกมา 'เคล็ดหมัดทะลวงขุนเขา' แม้จะเป็เพียงวิชาพื้นฐานในความทรงจำของจักรพรรดิเทพยุทธ์ แต่ในโลกปุถุชนนี้ มันจัดเป็วิชายุทธระดับสูงที่หาได้ยากยิ่ง!
เด็กหนุ่มสูดลมหายใจลึก โคจรปราณยุทธ์ในร่างไปรวมที่หมัดขวาจนเส้นเืปูดโปน ท่าเท้าของเขาขยับเล็กน้อย ปรับจุดศูนย์ถ่วงเตรียมพร้อมจู่โจม
แกรก...
ซูหลงอวิ๋นจงใจเตะก้อนหินก้อนเล็กๆ ให้กลิ้งไปกระทบโขดหินเพื่อสร้างเสียงเบี่ยงเบนความสนใจ
ฟวับ!
อสรพิษเกล็ดเหล็กตอบสนองอย่างรวดเร็วปานสายฟ้า มันพุ่งพรวดเข้าหาทิศทางของเสียง อ้าปากกว้างเผยให้เห็นเขี้ยวพิษยาวเฟื้อยที่หยดของเหลวสีเขียวเข้มลงมา ทว่าสิ่งที่มันพบกลับเป็เพียงความว่างเปล่า!
"ทางนี้ต่างหากไอ้หนอนั์!"
เสียงตวาดกร้าวดังขึ้นจาก้า ซูหลงอวิ๋นใช้จังหวะที่มันหลงกล ะโเหยียบผนังหินทะยานตัวขึ้นสูง ร่างกายพุ่งหลาวลงมาราวกับเหยี่ยวโฉบเหยื่อ หมัดขวาที่อาบไปด้วยปราณสีทองจางๆ ชกเข้าใส่กลางลำตัวของอสรพิษเกล็ดเหล็กอย่างเต็มเหนี่ยว!
"เคล็ดหมัดทะลวงขุนเขา... กระบวนท่าที่หนึ่ง ทุบศิลาจมปฐี!"
ตูม!!!
เสียงปะทะดังกึกก้องกังวาน หมัดที่อัดแน่นไปด้วยพละกำลังหลายพันชั่งกระแทกเข้ากับเกล็ดอันแข็งแกร่งของสัตว์อสูร เกล็ดเหล็กที่ว่ากันว่าฟันแทงไม่เข้ากลับยุบตัวลงตามแรงหมัด รอยร้าวแตกแขนงออกไปราวกับใยแมงมุม
"กี้ซซซซ!"
อสรพิษเกล็ดเหล็กกรีดร้องด้วยความเ็ป ลำตัวของมันถูกกระแทกจนกระเด็นไปฟาดกับผนังหินอย่างรุนแรง เืสีดำคล้ำทะลักออกจากาแ
ทว่าสัตว์อสูรระดับสี่ย่อมไม่สิ้นฤทธิ์ง่ายดายปานนั้น ความเ็ปกลับยิ่งกระตุ้นสัญชาตญาณดิบเถื่อนของมัน มันตวัดหางขนาดมหึมาฟาดเข้าใส่ซูหลงอวิ๋นอย่างโเี้ เสียงหางแหวกอากาศดังก้องราวกับเสียงแส้เหล็ก!
"เร็วมาก!"
ซูหลงอวิ๋นหรี่ตาลง ประสาทััของเขาตื่นตัวถึงขีดสุด เขาไม่ฝืนรับการโจมตีโดยตรง ร่างกายพลิ้วไหวบิดหลบไปด้านข้างอย่างฉิวเฉียด หางของอสรพิษฟาดกระแทกเข้ากับก้อนหินใหญ่ที่เขาเพิ่งยืนอยู่จนแตกกระจายเป็เสี่ยงๆ
"เกล็ดของมันแข็งเกินไป หมัดเมื่อครู่ใช้พลังไปถึงเจ็ดส่วนยังทำได้เพียงสร้างาแภายนอก หากยืดเยื้อข้าอาจจะเสียเปรียบเพราะพลังปราณของขั้นที่สามมีจำกัด"
ความคิดของเขาแล่นปราดเปรียว สมองประมวลผลหาจุดอ่อนของศัตรูทันที 'ดวงตา! และใต้คางซึ่งเป็จุดตายของสัตว์เลื้อยคลาน!'
ในขณะที่อสรพิษเกล็ดเหล็กกำลังดึงหางกลับเพื่อเตรียมโจมตีระลอกสอง ซูหลงอวิ๋นก็เป็ฝ่ายพุ่งเข้าหาก่อน! ท่าเท้าของเขาคล่องแคล่วว่องไวราวกับภูตผี นี่คือวิชาตัวเบา 'ย่างก้าวเงามายา'
พรึบ! พรึบ!
ร่างของเด็กหนุ่มแยกออกเป็สามเงาพุ่งเข้าหาอสรพิษจากสามทิศทาง สัตว์อสูรสับสนชั่วขณะ ไม่รู้ว่าร่างใดคือร่างจริง มันจึงอ้าปากพ่นหมอกพิษสีดำสนิทออกมากระจายเป็วงกว้าง หวังจะกัดกร่อนศัตรูให้สิ้นซาก
"เล่นกับพิษต่อหน้าข้าผู้มีเคล็ดวิชากลืนนภาผลาญจักรวาล รนหาที่ตายนัก!"
ซูหลงอวิ๋นเย้ยหยันในใจ ร่างจริงของเขาพุ่งฝ่าม่านหมอกพิษเข้าไปอย่างไม่เกรงกลัว ปราณสีทองในร่างดูดซับพิษเ่าั้เข้าสู่จุดตันเถียน แปรเปลี่ยนเป็พลังงานหล่อเลี้ยงการจู่โจมครั้งสุดท้าย
เมื่อเข้าประชิดตัวในระยะเผาขน อสรพิษเกล็ดเหล็กเบิกตากว้างด้วยความตื่นตระหนก มันฉกหัวลงมาหมายจะฝังเขี้ยวลงบนร่างของเด็กหนุ่ม
ทว่าซูหลงอวิ๋นไวกว่า เขาเบี่ยงตัวหลบคมเขี้ยวอย่างหวุดหวิด มือซ้ายคว้าหมับเข้าที่เกล็ดใต้คางของมันเพื่อยึดร่างตนเองไว้
ส่วนมือขวา นิ้วชี้และนิ้วกลางรวบชิดติดกัน ก่อเกิดเป็ประกายแสงสีทองคมกริบดุจปลายกระบี่! นี่คือการดึง 'แิพื้นฐานแห่งความแหลมคม' ออกมาใช้ชั่วคราว
แม้จะเป็เพียงเศษเสี้ยวความรู้ระดับเทวะที่ยังไม่ถึงขั้นบรรลุแิอย่างแท้จริง แต่มันก็เพียงพอแล้วสำหรับการสังหารในระดับรวบรวมปราณ
"ทะลวง!"
ฉึก!!!
นิ้วมือที่อัดแน่นไปด้วยปราณยุทธ์แทงทะลุดวงตาสีเืของอสรพิษเกล็ดเหล็ก ทะลวงลึกเข้าไปถึงสมองอย่างแม่นยำและโเี้ ปราณสีทองะเิออกทำลายเส้นประสาทภายในจนแหลกเหลว
ร่างมหึมาของงูั์กระตุกเกร็งอย่างรุนแรงสองสามครั้ง ก่อนจะทิ้งตัวดิ่งลงกระแทกพื้นเสียงดังสนิท สิ้นใจตายคาที่!
แฮ่ก... แฮ่ก...
ซูหลงอวิ๋นถอนนิ้วมือที่เปื้อนเืออกมา หอบหายใจเหนื่อยอ่อน การต่อสู้ครั้งแรกในชีวิตผู้ฝึกยุทธ์สูบพลังปราณของเขาไปเกือบหมด ทว่าั์ตาของเขากลับเจิดจ้าด้วยความปีติ
"ข้าทำได้... ปุถุชนไร้ค่าที่ถูกเหยียบย่ำเมื่อวาน วันนี้สามารถสังหารสัตว์อสูรระดับสี่ด้วยมือเปล่า!" เขาพึมพำ น้ำเสียงเต็มเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
เขาพักเหนื่อยเพียงครู่เดียว ก็รีบจัดการกับซากอสรพิษเกล็ดเหล็ก เขาใช้ความคมของเกล็ดมันเองชำแหละเอา 'แก่นอสูร' ขนาดเท่านิ้วโป้งสีดำสนิทออกมาจากส่วนหัว แก่นอสูรคือแหล่งสะสมพลังงานของสัตว์อสูร สามารถนำไปขายหรือใช้ประกอบการหลอมโอสถได้
จากนั้น เขาก็เดินเข้าไปหาหญ้าิญญาอสรพิษม่วง ซูหลงอวิ๋นไม่ได้เด็ดมันขึ้นมาเฉยๆ เขาใช้ปราณวาดอักขระพื้นฐานกลางอากาศ เป็ 'อักขระเก็บรักษา' ห่อหุ้มต้นหญ้าเอาไว้เพื่อป้องกันมิให้สรรพคุณของมันระเหยหายไป ก่อนจะขุดรากของมันขึ้นมาอย่างระมัดระวังและเก็บใส่ในอกเสื้อ
"ได้สมุนไพริญญาระดับ 1 ขั้นสูงมาแล้ว ขาดเพียงสมุนไพรรองอีกไม่กี่ชนิด ข้าก็สามารถใช้ไฟปราณจำลองเตาหลอม สกัด 'โอสถปราณอสรพิษ' ได้ เมื่อนั้น การทะลวงเข้าสู่ขอบเขตรวบรวมปราณขั้นที่สี่ หรือแม้แต่ขั้นที่ห้าย่อมมิใช่เื่ยาก!"
ซูหลงอวิ๋นเงยหน้าขึ้นมองความมืดมิดเบื้องบน ผนังหน้าผาสูงชันตั้งตระหง่านราวกับคุกที่กักขังเขาไว้ ทว่าในใจของเด็กหนุ่มบัดนี้ไม่มีความหวาดกลัวหรือสิ้นหวังอีกต่อไป มีเพียงความมุ่งมั่นที่ลุกโชนดั่งเปลวเพลิง
"รอข้าก่อนเถอะตระกูลหลิน... เมื่อข้าซูหลงอวิ๋นปีนขึ้นจากหุบเหวนรกแห่งนี้ได้เมื่อใด วันนั้นจะเป็วันตายของพวกเ้าทุกคน!"
เด็กหนุ่มเก็บแก่นอสูรและหมุนตัวเดินลึกเข้าไปในหุบเหวอวสานิญญา ร่างของเขาค่อยๆ กลืนหายไปกับหมอกพิษ ทิ้งไว้เพียงซากศพของอสรพิษเกล็ดเหล็กที่เป็เครื่องยืนยันถึงการถือกำเนิดของจ้าวผู้ปกครองคนใหม่แห่งก้นหุบเหวแห่งนี้