"นี่! พี่แครอล! พี่ไมเนอร์! เ้าหมาตัวนั้นมันหายไปอีกแล้วอ่า"
ถึงแม้ว่าจะมีเสียงใดเสียงหนึ่งดังขึ้นมาก็ไม่สามารถกลบบรรยากาศที่อึดอัดนี้ได้อีกแล้ว ถึงแม้ว่ามันจะน่าดึงดูดและน่าสนใจเพียงใด บรรยากาศที่คนๆหนึ่งพูดความลับบางอย่างที่ถูกเก็บเอาไว้มาอย่างยาวนาน ไม่ว่าอะไรก็ไม่สามารถหยุดได้แล้วตอนนี้
"เธอพูดเื่ บูอิน ไปแล้วเหรอ"
"........"
"น.. นี่มัน.. เื่อะไรกันเหรอครับ?"
ในระหว่างที่ฉันกำลังเดินไปเก็บแก้วกาแฟเพราะดื่มหมดพอดีในขณะที่เ้าเด็กนั่นมา ไม่ใช่ว่าฉันกลัวหรืออะไรแต่เ้าเด็กที่ชื่อลินน์มันสามารถสั่งให้เ้าหมาเวรตัวนั้นมากัดฉันได้ และฉันเป็พวกกลัวหมาเข้าไส้ ฉันเลยรักษาระยะห่างกับเธอเอาไว้จะดีกว่า และด้วยสายตาที่มองแบบนั้นที่ว่า "เห.. พี่ก็แนะนำได้ดีเหมือนกันนี่ พี่ไมเนอร์ ไม่พูดแบบอันธพาลแล้วนี่คุณพี่" อะไรแบบนั้นน่ะ ที่รู้ๆถ้าฉันไม่ออกมาคงโดนเ้าเด็กนั่นแกล้งสารพัดแน่นอน ในขณะที่ฉันนั้นกำลังจะชงกาแฟเพิ่ม เพราะอะไรไม่รู้ในวันนี้ดูเหมือนจะอยากกินกาแฟมากกว่าปรกติ ก็น่าจะเป็เพราะลินน์มานั่นแหละ
"พี่.. ไม.. เนอร์.."
ในทันทีที่สิ้นเสียงนั้นแล้วก็มีมือมาแตะไหล่จากด้านหลัง ไม่เดาก็พอจะรู้ เพราะเสียงนี้ฉันคุ้นเคยเป็อย่างดี และจำได้อย่างแม่นยำ
"ชงกาแฟให้หน่อยสิพี่ ขอแบบหวานเยอะๆเลยนะ"
"เฮ้อ.. หัดชงเองซะบ้างสิ"
"ว่าแต่ที่ทำเมื่อกี๊ไม่ใเลยเหรอ"
"จะบอกให้นะว่าไอ้การแตะหลังแล้วพูดเสียงเหมือนสัมภเวสีลอยมาแบบนั้นน่ะ มันเป็มุกเก่าสุดในตำราเลยนะ"
"อึ๋ย.. สงสัยต้องไปเปิดตำราดูใหม่แล้วแฮะ แล้วคนที่ชื่อทิวส์เดย์ เรลเลตส์คนนั้นน่ะ เข้ามาแล้วเป็ไงบ้าง"
"ถือว่าเป็เด็กมารยาทดี แลดูอ่อนแอต้องให้คนอื่นปกป้องตลอด และเป็คนมีญาณทิพย์แรงมากด้วยแหละนะ"
"เห..."
แปลกใจอย่างหนึ่งที่ปรกติแล้ว ลินน์นั้นแทบจะไม่สนใจคนที่เข้ามาใหม่เลย อย่างพวกเราที่เข้ามาครั้งแรกก็แยกกันอยู่มาตลอด เพราะภายนอกเธอดูเหมือนคนที่เข้าถึงยากทั้งแววตา และอะไรภายนอกที่แสดงออกมานั้นแสดงอย่างชัดเจนว่า อย่ามายุ่งกับฉันอะไรประมาณนั้น แต่สุดท้ายแครอลก็คุยๆไปๆมาๆ จนสามารถคุยกับเธอได้ตามปรกติ หลังจากนั้นมาเธอก็ร่าเริงเปลี่ยนเป็คนละคนเลย แต่ทุกๆครั้งที่มีคนย้ายมาใหม่ในแต่ละปี เธอก็ไม่ได้สนใจคนพวกนั้นเลย แต่กับคนที่ย้ายมาใหม่นี่ถึงกับต้องถามว่าเป็ยังไงบ้างเลย เพราะอายุเท่ากันหรือเปล่านะ ?
"แล้วทำไมเธอถึงถามเกี่ยวกับคนที่ย้ายมาใหม่คนนี้ล่ะ ปรกติไม่เคยถามเลยแท้ๆ"
"ก็.. เขาน่าสนใจดีและหนูก็รู้มาก่อนแล้วน่ะว่าเขามีญาณทิพย์แรง นั่นก็เป็หนึ่งใน 2 เหตุผลที่หนูพยายามตีสนิทกับเขาไว้ ถ้าเราไม่ตีสนิทกับคนแบบนี้ไว้ เราอาจจะเสียเขาไปสักวันก็ได้นะ"
"หืม.. แล้วอีกเหตุผลล่ะ?"
"อย่ายุ่งเลยนะคะ คุณพี่ไมเนอร์"
ถึงจะแลดูเป็คำพูดที่อ่อนหวานแต่ก็ส่อแววไปด้วยคำพูดที่ทำร้ายจิตใจแล้วเตือนให้อย่ามายุ่งไม่งั้นฆ่าทิ้งแน่ๆ เหมือนนักฆ่าที่ส่งจดหมายมาเตือนเราว่าอย่ามายุ่งเื่นี้เด็ดขาด ไม่งั้นจะโดนกำจัดทิ้งอะไรประมาณนั้น
"อึ่ก.. เฮ้อแต่จะบอกยังไงกับเ้าหนูนั่นเกี่ยวกับเื่เกี่ยวกับ "สำนักงานนักสืบของเราน่ะสิ" "
"ก็.. ไว้หาโอกาสเหมาะๆกับเขาก็ได้นี่หลังจากวันนี้ไปก็บอกได้ด้วยซ้ำนะ"
"งั้นเหรอ แล้วถ้าเขาไม่สามารถรับมันได้ล่ะ"
"ไม่หรอกน่าพี่ไมเนอร์ ทุกๆคนที่ย้ายเข้ามาก็ยอมรับได้ทุกคนไม่ใช่เหรอ"
"ก็คนนี้เขาโดนผีทำร้ายมาตั้ง 2 ครั้งน่ะสิ กลัวว่ามันจะกลัวจนรับไม่ได้น่ะ.. ที่ต้องมารับงานที่ทำเกี่ยวอะไรแบบนี้"
"โห.. 2 ครั้งเลยสินะเนี่ย"
"ใช่"
"แต่หนูคิดว่ายังไงเขาก็น่าจะรับแหละนะ เพราะขนาดพี่น่ะ โดนทำร้ายมาตั้ง 5 ครั้งยังมารับที่นี่ได้เลย"
"ก็ฉันกับเ้าหนูนั่นมันต่างกันนะ คนเราไม่เหมือนกันซักหน่อย"
"แต่พี่ก็เก่งเหมือนกันนะรอดมาได้ถึงจะโดนทำร้ายถึง 5 รอบ"
"จะยังไงก็เถอะ ถึงหมอนั่นจะรับไม่ได้ยังไงหมอนั่นก็ต้องยอมรับให้ได้"
"อื้ม ต้องแบบนี้สิพี่ไมเนอร์ สายตามุ่งมั่นแบบนั้นหนูชอบจังเลย"
"ชงกาแฟเสร็จแล้วนะ เติมน้ำตาลตามใจได้เลย เดี๋ยวฉันไปหาหมอนั่นก่อน"
"โอเคค่า... พยายามเข้านะพี่ไมเนอร์"
"พยายามอะไร?"
"ก็เผื่อไว้ต้องบอกความจริงกับคนนั้นจริงๆน่ะ หนูให้กำลังใจฝากไว้เฉยๆ"
"ฉันยังไม่บอกตอนนี้หรอก"
ในขณะที่กำลังเดินออกไปหาแครอลกับเ้าหมอนั่นอยู่นั้น เดินตรงไปด้วยเสียงฝีเท้าที่กระทบกับพื้นไม้ดังเป็จังหวะเหมือนเป็เวลานับถอยหลังให้คำพูดนั้นเผยออกมา คำพูดที่ยังไม่อยากได้ยินตอนนี้ แต่มันก็เกิดขึ้นไปแล้ว ฉันเคยคิดว่าอยากให้ทุกอย่างมันย้อนเวลาได้และทำให้มันดีกว่าเดิม แต่ตอนนี้ไม่สามารถย้อนได้.
"ก็เพราะถูกส่งมาฝึกเป็มือปราบผีไงล่ะ "บูอิน" น่ะ"
"..........."
"นี่แครอล.. "
"หืม ว่าไงไมเนอร์"
"เธอพูดเื่ "บูอิน" ไปแล้วเหรอ"
สีหน้าของเ้าหนูนั่นแค่มองไกลๆเป็ระยะหลายกิโลเมตรก็ยังรู้ว่าทำหน้าใแค่ไหน และทำหน้าเหมือนคนโดนทรยศที่ปกปิดความลับกับเขาเหมือนเขาเป็คนโง่ที่ตามอะไรไม่ทัน ในระหว่างความเงียบงันและความอึดอัดนี้ ก็มีเสียงสอดเข้ามา ถึงแม้จะเป็เสียงที่น่าฟังขนาดไหนก็ไม่สามารถหยุดบรรยากาศนี้ได้แล้วเหมือนกัน..
"นี่! พี่แครอล! พี่ไมเนอร์! เ้าหมาตัวนั้นมันหายไปอีกแล้วอ่า"
ทันใดที่สิ้นเสียงนี้ลงเหมือนดั่งตัวโน๊ตตัวแรกจบลงในดนตรีแล้วก็มีเสียงที่หนักยิ่งกว่าถาเข้ามาให้สะกดผู้ฟัง ทำให้ไม่สามารถละสายตาจากมันไปได้ ถึงแม้ว่าจะพยายามละสายตาเพียงใด แต่คำพูดที่เ้าหนูนั่นกำลังจะพูดออกมา ทำให้เห็นว่าอารมณ์และภายนอกที่แสดงออกมาของเด็กคนนี้นั้นเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
::------------------------------------------------------------------------::
หลังจากที่สิ้นเสียงที่คุณแครอลพูดนั้น "มือปราบผี" ในชีวิตของผมไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าชีวิตของผมต้องมาพัวพันกับอะไรแบบนี้ แล้วก็ไม่คิดเหมือนกันว่าทั้งสองคน ทั้งๆที่ผมพยายามจะผูกมิตรดีๆ แต่กลับเก็บความลับนี้ไว้ไม่บอกผม ในตอนนั้นผมไม่สามารถควบคุมอารมณ์ได้อยู่เลย ผมรู้สึกเหมือนคนโง่ อ่อนแอ ไร้ความสามารถ ที่ถึงขนาดต้องเก็บเป็ความลับไว้ ผมตะคอกเสียงออกไปโดยไม่สนใจเลยว่าสองคนนั้นจะคิดยังไง
"นี่มันเื่อะไร! มือปราบผีที่คุณแครอลพูดถึงมันคือเื่อะไรกันครับ!"
"ฟังนะเ้าหนู.. เื่นี้น่ะมั--"
"คุณไมเนอร์! เื่นี้มันเื่อะไรกันครับ มือปราบผี? บูอิน? มันคืออะไรแล้วทำไมต้องปิดบังผม!"
"ฉันเข้าใจว่านายกำลังใกับสิ่งที่แครอลพูด แต่ฟังฉันก่อนนะ"
คำพูดนั้นทำให้ผมใจเย็นได้เล็กน้อยแค่ภายนอก เพราะด้านในของผมนั้นร้อนรนไปหมด อยากรู้เื่อะไรต่างๆทั้งความลับ ทั้งบอกให้ผมใจเย็น ทั้งเื่ต่างๆที่ปิดบังผมไว้ ผมจึงพยายามควบคุมตัวเองไม่ให้พูดอะไรมากกว่านี้ให้เขาทั้งสองคนไม่ชอบหน้าผมที่ตะคอกแบบนั้นไป คุณไมเนอร์เข้ามานั่งตรงโซฟาแทนที่ของคุณแครอลแล้วบอกให้คุณแครอลให้ไปที่อื่น เพราะเหมือนว่า้าพูดกับผมแค่ 2 ต่อ 2 เท่านั้น
"แครอล เธอน่ะไปช่วยลินน์หาเ้าหมาตัวนั้นไป"
"อ.. อื้ม.. โอเค"
คุณแครอลรีบเร่งฝีเท้าไปทางคุณลินน์แล้วเดินหายไปที่อื่น เหมือนตามที่คุณไมเนอร์บอก ผมจ้องไปตรงสายตาของคุณไมเนอร์อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อน ผม้ารู้ความจริงเกี่ยวกับสิ่งนี้ และเดี๋ยวนี้เลยด้วย
"งั้นฉันจะเริ่มั้แ่แรกเลย นายจำคนใส่หน้ากากรอยยิ้มที่บิดเบี้ยวที่ใส่ชุดคลุมสีดำทั้งตัวไหม คนที่ช่วยนายแล้วเอามาฝากไว้ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าน่ะ"
"จำได้ครับ แล้วมันเกี่ยวอะไรกันเหรอครับ"
เสียงของผมเริ่มใจเย็นลงเพราะเื่ราวต่างๆเหมือนจะเริ่มคลายออกมาเรื่อยๆ แล้วคุณไมเนอร์ก็พูดถึงคนๆนั้นด้วย เหมือนเขาจะได้เจอคนๆนั้นมาก่อนเหมือนกัน
"ฉันไม่เข้าใจเป้าหมายของคนๆนั้นหรอก แต่คนๆนั้นช่วยเราทุกคนในหอพักไว้ั้แ่วัยยังเด็ก แล้วทำการรวบรวมคนมีญาณทิพย์แบบนายและคนอื่นๆมารวมกันไว้ที่นี่"
"แล้วเขาเป็ใครกันครับ ? แล้วทำไมยังไม่มาหาพวกเราแล้วบอกความจริงกับพวกเราเอง ? แล้วมารวบรวมเราไว้ที่นี่เพื่ออะไร?"
"ใจเย็นๆก่อน ฉันบอกว่าเดี๋ยวจะค่อยเล่าไปทีละจุด"
" .... "
"เริ่มต้นที่ว่าหนึ่ง เขาเป็ใครเราไม่รู้แต่ที่รู้ๆเขาช่วยพวกเราไว้ ดีแค่ไหนที่เขามีที่ซุกหัวนอนให้เรา สองฉันไม่รู้ว่าทำไมเขาถึงไม่เคยโผล่หัวมาให้เราเห็นแล้วบอกกับพวกเราเอง สามฉันสามารถบอกได้.. ที่เราโดนรวบรวมมาที่นี่เพราะให้เรามาเป็มือปราบผีและเป็สมาชิกของสำนักงานนักสืบ เดิมทีแล้วโลกนี้โดนแบ่งเป็สองมิติ มิติความเป็จริงและมิติของิญญา ิญญาภูติผีปีศาจนั้นจะสามารถแข็งแกร่งขึ้นได้ถ้ายิ่งมนุษย์อย่างพวกเราทำสิ่งที่ไม่ดีและคิดในสิ่งที่ไม่ดี จะเป็กำลังชั้นดีในการทำให้มันแข็งแกร่งขึ้น หน้าที่ของพวกเราคือการกำจัดพวกมัน เพื่อไม่ให้มันมีพลังมากพอที่จะผ่านมิตินั้นมายังโลกมนุษย์ได้ เพราะถ้ามันผ่านมาได้นั่นหมายถึงการก่อาเลยล่ะ"
"แล้ว.. เราจะไปจัดการกับพวกมันได้ยังไง"
"ด้วยสิ่งนี้"
ทันใดนั้นที่คุณไมเนอร์พูดเสร็จเขาก็ควักกระเป๋าตัวเองพร้อมกับยันต์บางอย่างที่มีสีแดง มีลักษณะเป็รอยคล้ายๆลูกตาอยู่ตรงกลางใบมันเหมือนกับที่คนที่ใส่หน้ากากคนนั้นใช้ในตอนนั้นเลย
"ถ้าเราจะ้าเข้าไปสู่ของิญญาต้องทำการเผาสิ่งนี้ซะ แล้วนายจะเข้าสู่โลกของิญญาได้"
"แล้วเราจะสู้กับพวกนั้นได้ยังไง.."
"ในตัวทุกคนมีสิ่งที่เรียกว่า "พลังแฝง" มันคือพลังที่ใช้ได้ในเฉพาะโลกของิญญาเท่านั้น มันเป็ความสามารถพิเศษเมื่อนายเข้าไปโลกของิญญาแต่เราก็คาดเดาไม่ได้เหมือนกันว่าพลังแฝงของนายคืออะไรจนกว่าพลังนั้นจะเผยออกมาเอง ตัวอย่างฉันในโลกิญญา ฉันมีพลังย้อนเวลา ใช้ได้ทั้งตัวฉันเองและคนรอบข้าง และจะมีแต่ฉันที่เห็นเหตุการณ์ก่อนย้อนเวลา แต่คนอื่นจะจำไม่ได้ยกเว้นแต่ฉันจะบอกกับพวกเขา เป็พลังที่เห็นแก่ตัวดีไหมล่ะ"
"แล้วถ้า.. เราจุดไฟที่ยันต์นั่นแล้วเข้าไปโลกของิญญา แล้วถ้าเขาไม่สนใจเราล่ะครับ?"
"ไม่มีทางหรอก พวกเราน่ะเป็เหยื่ออันโอชะให้มันเลยล่ะ เพราะถ้ามันยิ่งฆ่าคนได้เยอะพลังก็ยิ่งแข็งแกร่ง และถ้ามันฆ่ามือปราบผีแบบพวกเราไปมันก็จะได้พลังนั้นไปด้วย นั่นแหละสิ่งที่ควรระวัง"
"แล้วทำไม.. พวกคุณถึงรู้เื่นี้ได้ ทั้งๆที่คนที่ใส่หน้ากากคนนั้นส่งพวกคุณมาที่นี่อย่างเดียวไม่ได้บอกอะไรเลย ทั้งสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าที่แท้จริงแล้วเป็การเลี้ยงให้เรามาเป็มือปราบผีแบบนี้.."
"มันมีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งน่ะ เดี๋ยวฉันจะเอามาให้ดูนะ"
หลังจากนั้นเขาก็ลุกไปจากโซฟาแล้วตรงไปที่เคาท์เตอร์แล้วหยิบหนังสือเล่มหนึ่งออกมาด้านหน้าไม่มีอะไรเขียนตรงหน้าปกเป็หนังสือสีดำ ตัดกรอบสีขาวธรรมดาๆ แล้วเขาก็วางมันลงบนโต๊ะให้ผมดู
"แครอลเป็คนค้นพบหนังสือเล่มนี้ และเราคาดว่าหนังสือเล่มนี้เป็หนังสือที่คนที่ใส่หน้ากากนั่นเขียนไว้ให้เราอ่าน ด้านในหน้าแรกนั้นมีใจความว่า"
"สวัสดีทุกๆคนที่ย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ได้อย่างปลอดภัย ฉันคือคนที่ช่วยพวกเธอออกมาจากสถานการณ์เลวร้ายนั้น ฉันเข้าใจว่าเธออาจจะงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่ได้โปรดเข้าใจสิ่งที่ฉันกำลังจะทำด้วย และฉันอยากให้เธอยอมรับมันเพื่อเป็อีกแรงในการช่วยให้โลกของเราสงบขึ้น ฉันรู้ว่าเธออ่านไปอ่านมามันเหมือนกับการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่ได้โปรดเถิด อ่านเล่มนี้ให้จบและได้โปรดเข้าใจสิ่งที่ฉันกำลังจะทำ ฉันรู้ว่าพวกเธอไม่ควรมาทำงานนี้แต่เพื่อโลกของเรามันจำเป็อย่างมาก ทำตามที่หนังสือนี้บอกและทำตามหน้าที่ของตัวเอง และที่สำคัญทำงานเป็ทีม อย่าทำอะไรด้วยตัวคนเดียวเด็ดขาด และรอวันที่ฉันกลับมาด้วยนะ -La"
"ใจความในหนังสือทั้งหมดเป็การเล่าเกี่ยวกับโลกใบนี้และิญญาร้ายต่างๆแต่ละประเภท และวิธีการรับมือในวิธีการต่างๆ การใช้ห้องสำนักงานนักสืบ การปลุกพลังแฝง ทุกอย่างอยู่ในนี้ทั้งหมด ฉันจะสอนนายทั้งหมดเมื่อนายยอมรับมัน.. เอาล่ะเรลเลตส์ นายจะยอมรับมันไหม ไม่ว่าจะเสี่ยงชีวิตแค่ไหน ก็จะทำเพื่อโลกใบนี้ไหม ?"
"ไม่..."
"นายพูดว่าอะไรนะ เรลเลตส์"
ผมไม่เข้าใจว่าผมกำลังพูดอะไรออกไป ในตอนแรกที่ผมคิดว่าถ้าผมยอมรับมันผมอาจจะช่วยคนได้เยอะแท้ๆ และความลับเขาก็บอกให้ผมฟังจนหมดแล้ว ผมไม่รู้ว่าผมยังไม่พอใจอะไรอีก ถึงได้ปฎิเสธมันไปอย่างไร้เยื่อใย ในขณะที่ผมคิดว่าจะช่วยคนเ่าั้ ผมได้ทำพวกเขาตายมากี่คนแล้ว พ่อ,แม่ และคนที่ช่วยผมครั้งแรกก็ตายเพราะผมมันทำอะไรไม่ได้ และพี่เลี้ยงก็เกือบมาต้องตายเพราะความโง่เขลาของผม.. ผมรู้สึกไม่คู่ควรกับมันเอาซะเลย..
"ไม่ครับ.. ขอเวลา.."
ผมเดินออกจากโซฟานั้น ตามจริงแล้วก็ยังไม่ได้พูดปฎิเสธไปซะทีเดียวหรอก เพราะว่าผมนั้นอ่อนแอ.. ถ้าเป็ไปแล้วจะไปช่วยใครได้ เผลอๆตายั้แ่ทีแรกด้วยซ้ำ.. ผมคิดว่าผมต้องแค่เข้าห้องนั้นไปแล้ว ทำใจกับเื่นี้แล้วไปบอกกับพวกเขาว่าผมทำไม่ได้ แต่อีกใจหนึ่งผมก็อยากช่วยเหลือคนที่เป็แบบผมบ้าง เพื่อทำให้ตัวเองไม่ต้องเป็คนที่เอาแต่พึ่งพาคนอื่นอีกต่อไป.. แต่อีกใจหนึ่งผมกลับขี้ขลาดไม่อยากเผชิญกับมัน เพราะกลัวการสูญเสีย..
::------------------------------------------------------------------------::
ในตอนนั้นที่ฉันเจอกับทิวส์เดย์ ฉันเห็นแววตาของเขา แววตาอันแรงกล้าที่ปรารถนาที่จะช่วยคนแต่ภายในแววตานั้น ก็มีความอ่อนแอที่ค้ำเขาอยู่เช่นกัน.. คำพูดที่ฉันบอกพี่ไมเนอร์ไป ฉันหวังว่าจะให้เขามาเข้าสำนักงานของเราให้ได้ เพราะถ้าได้คนยิ่งเยอะยิ่งดีในตอนนี้.. เพราะพวกภูติผีิญญานั้นก็ใช่ว่าจะน้อยลง มันกลับเพิ่มขึ้นมากเลยล่ะ.. แต่ในความคาดหวังของฉันนั้นก็โดนพังทะลายลง เพราะหลังจากที่ทิวส์นั้นฟังเื่เสร็จเขา ทำหน้าตาไม่สบายใจนักแล้วเดินขึ้นห้องไป..
"พี่แครอลล่ะก็.. ไม่น่าหลุดปากไปเลยนะคะ"
พี่เขาก็ทำหน้าไม่สบายใจเหมือนกันที่ตัวเป็คนเก็บความลับไม่เก่ง แล้วชอบพูดความลับออกไปตลอด เพราะมันเป็จุดอ่อนเดียวของพี่แกเลย และพี่เขาหลุดปากบอกไปขนาดนั้น จะทำหน้าเศร้าๆแบบนี้ก็ไม่แปลกหรอก
"พี่ขอโทษ.."
ฉันคิดว่าต้องทำอะไรสักอย่างให้พี่คนนี้โทษตัวเอง ฉันเลยหยิกแก้มพี่เขาไป
"นี่พี่ ไม่ต้องโทษตัวเองหรอก เพราะยังไงซักวันเราก็ต้องบอกเขาอยู่ดี และผลลัพธ์มันคงไม่ต่างกับตอนนี้เท่าไหร่หรอก"
"ไม่หรอกนะ.. ถ้าพี่บอกกับเขาเอง พี่อาจจะควบคุมอะไรได้มากกว่า แต่พี่รู้สึกแย่มากเลยทำตามไมเนอร์ไป.."
"นี่ๆบอกแล้วไง อย่าคิดมากน่าพี่แครอล นี่ๆหยิกแก้มซะเลย"
ฉันหยิกแก้มไปอีกทีหนึ่ง เพื่อหวังเรียกสติพี่แกให้เลิกคิดมากซะที และก็สำเร็จพี่เขากลับมาแสยะยิ้มอีกครั้ง พร้อมกับใบหน้าอันยิ้มแย้มที่ขนาดฉันเป็ผู้หญิงเองถ้าเห็นรอยยิ้มนี้ไปบางทีคงหลงไปบ้างเหมือนกัน
"ฮ่ะๆ พอแล้วพี่เจ็บนะ"
"เห็นมั้ยล่า ยิ้มแล้ว"
ทันใดนั้นก็มีเสียงดังขึ้นมากลบให้สถานการณ์แย่อีกครั้ง
"้เ้าหนูนั่นเดินขึ้นห้องไปแล้ว"
"ขอโทษนะไมเนอร์"
"ไม่เป็ไรหรอก ยังไงเ้าหนูนั่นก็ต้องกลับมาแน่นอน"
"ทำไมคิดแบบนั้นล่ะ พี่ไมเนอร์เขาอาจจะลาออกจากหอพักนี้ไปเลยก็ได้นะ"
"ไม่หรอก แววตาเ้าหนูนั่นมันให้ความหวังอะไรบางอย่างกับฉันไม่ว่ายังไงหมอนั่นก็ต้องกลับมาแน่นอน หมอนั่นมันไม่สามารถหนีไปไหนได้แล้ว เพราะที่นี่เป็สิ่งเดียวที่เรียกว่า "บ้าน" ของหมอนั่น"
"เห.."
ฉันรู้อยู่แล้วล่ะว่าคนๆนั้นต้องกลับมา ฉันแค่แกล้งถามไปเฉยๆว่าเขาคิดแบบเดียวกับฉันไหม แววตาของคนที่อยากช่วยคน แววตาของคนที่อยากเป็คนที่ไม่อยากพึ่งคนอื่น อยากเป็คนที่พึ่งพาได้และช่วคนอื่นได้ แต่ในแววตานั้นก็กลับเต็มไปด้วยความอ่อนแอภายในจิตใจ ที่มันค้ำคอของเขาอยู่ ไม่สามารถทำตามสิ่งที่เขาปรารถนาจริงๆได้ แววตาแบบนั้นไม่ได้เห็นมานานแล้วแฮะ.. เห็นทีฉันต้องทำอะไรสักอย่างแล้วล่ะ
"งั้นเดี๋ยวหนูไปจัดการให้เอง แต่ขอหาเ้าหมาตัวนั้นก่อนนะ"
"เธอจะจัดการได้เหรอ ลินน์?"
"พี่ไมเนอร์เชื่อใจในตัวหนูหน่อยสิ หนูขอเวลาแค่ชั่วโมงเดียวก็พอแล้ว"
"พี่ฝากด้วยนะลินน์ ขอให้เธอเอาเขากลับมาให้ได้นะ"
"อื้อ! ไว้ใจหนูได้เลย!"
::------------------------------------------------------------------------::
จังหวะทุกๆก้าวที่ผมเดินกลับขึ้นมาบนห้องทำให้ภาพของคนที่ตายไปเพื่อผมนั้นย้อนกลับมาในหัวทุกครั้ง ผมรู้สึกแย่ชะมัดเหมือนตัวเองนั้นทำอะไรเป็นอกจากหนีมันมาเลย มีโอกาสมาอยู่ตรงหน้าแล้วแท้ๆ โอกาสที่เราจะได้หยุดพวกนั้นและช่วยคนที่กำลังลำบากที่เจอเื่แบบนั้น แต่ผมกลับปฎิเสธมันไป.. มันคงไม่มีโอกาสครั้งหน้าแล้ว เราปฎิเสธมันไปแล้วนี่..
ผมเข้ามานั่งกอดเข่าอยู่ตรงริมห้องและเสียใจกับสิ่งที่ตัวเองทำลงไปความคิดกับร่างกายของผมมันไม่ได้ไปพร้อมกันเลย รู้สึกแย่ชะมัด..
"นี่ทิวส์จัง อยู่ไหมเอ่ยยย"
ในระหว่างที่ผมกำลังสับสนกับความคิดตัวเองอยู่นั้นก็มีเสียงดังขึ้นจากประตู ผมเดินไปเปิดประตูเพื่อตามหาคนที่เป็เ้าของเสียงนั้นและก็เดาถูกจริงๆ..
"ขอเข้าไปหน่อยได้ไหม?"
เธอทำหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใสเหมือนดั่งปรกติ แต่เป็ในระยะที่ใกล้ขึ้น ทำให้ผมใเล็กน้อย พร้อมกับเธอที่ถือเ้าเวนส์เดย์ไว้ตรงอ้อมแขนด้วย
"ฮ่อง! ฮ่อง!"
"เห็นไหมดูเ้าตัวนี้มันอยากเข้าห้องนายด้วยแหละ ฮ่อง! ฮ่อง! เห็นไหมม"
"เอ่อ.. ก็ได้ครับ เชิญครับ.."
ในจังหวะที่ผมกำลังอนุญาตให้เธอเข้ามาในห้อง เธอได้ปล่อยเ้าเวนส์เดย์ลงในตอนแรกที่อยู่ในอ้อมแขนแล้วเปลี่ยนเอามือนั้นมาจับมือผม มือนั้นััอ่อนนุ่มและรู้สึกว่าเป็มือที่เล็กมากถ้าเทียบกับขนาดมือผู้ชายอย่างผม เธอยิ้มให้ผมแล้วลากแขนผมไปที่เตียง แล้วจับตัวผมนั่งลง แล้วเธอก็มานั่งข้างๆผมแบบไหล่ติดกัน เหมือนเธอจะ้าคุยอะไรบางอย่าง โดยที่เธอไม่ได้สังเกตเลยว่าหน้าผมก็รู้สึกร้อนๆบ้างแล้ว..
"นายไม่อยากเข้าสำนักงานปราบผีของเราเหรอ?"
"อยากเข้าสิครับ! แต่ว่า..."
แต่ว่าเพราะร่างกายกับความคิดมันไปคนละอย่างกันเลยไงล่ะ ในขณะที่ผมมีความคิดว่าตัวเองอ่อนแอแต่ร่างกายกลับอยากที่จะเข้าไปในนั้น เป็การทำงานของระบบประสาทร่างกายที่น่าสับสนจริงๆ
"นายกลัวว่านายอ่อนแอแล้วไม่สามารถจะช่วยใครได้ใช่ไหมล่ะ?"
"รู้ได้ไงเหรอครับ?"
"นี่แววตาของคนน่ะ มันบอกทุกอย่างได้หมดเลยนะรู้รึเปล่า ถึงนายจะมีตาสีน้ำเงินเป็สีที่ดูแววตายากที่สุด แต่สำหรับฉันแล้วก็มองทะลุปุโปร่งหมดนั่นแหละ แต่ฟังฉันก่อนนะทิวส์"
ผมไม่รู้จะพูดอะไรต่อหลังจากประโยคนั้นผมแค่รอให้เขาพูด ว่าเขา้าสื่อสารอะไรกับผมกันแน่
"ฉันรู้ว่านายกำลังกลัวว่าในอดีตในเคยโดนช่วยมา 2 ครั้งแล้วนายเอาแต่หนีอย่างเดียวไม่ได้ช่วยอะไรกับพวกเขาเลย แต่นายในอดีตกับนายในตอนนี้มันเหมือนกันซะที่ไหนกันเล่า อย่าเอาตัวเองในอดีตมาเทียบกับตัวเองในตอนนี้สิ"
"ผมก็รู้อยู่หรอกว่าการทำแบบนั้นมันไม่ดี แต่ผมก็กังวลว่าผมอาจจะก่อปัญหาให้พวกคุณและพวกคุณอาจจะตายก็ได้ ถ้าผมทำอะไรพลาดไป.."
"พวกฉันเนี่ยนะจะตายเพราะนาย ไม่มีทางหรอกน่า พวกฉันอยู่ที่นี่มานานแล้ว ฉันไม่ตายกันง่ายๆหรอก"
"จะมั่นใจได้ยังไงล่ะครับ.. ถ้าเกิดมันพลาดขึ้นมา"
เธอเอามือมาลูบหัวผมทั้งๆที่ความสูงไม่ได้ต่างกันเท่าไหร่และอายุก็เท่ากันด้วย แต่ผมรู้สึกว่าเธออายุมากกว่าผมด้วยซ้ำ เธอเอามือของเธอลูบผมบนหัวของผมด้วยความอ่อนโยนและยิ้มให้ผมเหมือนที่เคยทำ ที่ผมไม่เคยได้รับเมื่อนานมาแล้ว ทำให้ผมกลั้นน้ำตาที่อยู่ในเบ้าตาไม่อยู่และมันก็ไหลออกมาเล็กน้อย
"อ๊ะ! ร้องไห้เลยเหรอ! ฉันทำอะไรผิดไปหรือเปล่า!"
ผมเอามือมาปาดน้ำตาให้มันหายไป ไม่ใช่ว่าผมจะเมินคำพูดของเธอที่ทำให้ดูเหมือนว่าผมนั้นอ่อนแอ แต่ผมแค่้าพูดอะไรกับเธอด้วยหน้าที่ไม่ต้องมีน้ำตาปนเปื้อนหน้ามาด้วย
"ไม่หรอกครับ.. ขอบคุณนะครับ เดี๋ยวผมจะคิดอีกทีนะ"
หลังจากที่ผมพูดประโยคนั้นเสร็จแล้วก็กำลังจะลุกไปห้องน้ำเพื่อล้างหน้าล้างตาที่ร้องไห้นี้ให้หยุดร้องไห้เ้าเวนส์เดย์ก็มาะโมากอดผม มันทำท่าจะมากอดผมแต่ด้วยขนาดตัวที่สั้นมันจึงกอดผมได้แค่ต้นขาแล้วก็ะโโลดเต้นพยายามจะเลียหน้าผมให้ได้ แต่ในจังหวะเดียวกันนั้นลินน์ก็จับชายเสื้อของผมไว้
"ม.. มีอะไรเหรอครับ ลินน์?"
หลังจากที่สิ้นเสียงประโยคที่พูดไม่ได้นานเธอก็ลุกขึ้นพร้อมกับมือที่จับชายเสื้อของผมไว้ เธอก็ใช้มืออีกข้างล้อมเอวของผมพร้อมกับมืออีกข้าง และหลังผมก็ัักับด้านหน้าของเธออย่างจัง ใช่แล้วครับเธอกอดผมพร้อมกับผมของเธอที่กระทบกับหลังของผม ทำให้ผมรู้สึกอุ่นใจแปลกๆแต่แบบนี้ผมคิดว่ามันแปลกเกินไปแล้ว
"อ.. เอ๋!?" ผมหลุดน้ำเสียงออกมาอย่างลนลานและใบหน้าที่ไม่ต้องส่องกระจกก็รู้ว่าหน้าแดงขนาดไหน
"มาที่สำนักงานให้ได้นะ ทิวส์"
แล้วเธอก็คลายมือนั้นออกแล้วรีบเดินออกไปที่หน้าประตูแล้วปิดประตูดัง "ปั้ง!" เหมือนว่าเธอจะอายสิ่งที่พูดและกระทำไปเหมือนกัน แต่สิ่งที่ทำก็เหมือน้าให้ไปให้ได้อะไรแบบนั้น ใน่ที่ผมกำลังสับสนมีคนมาช่วยผมและให้ผมผ่านมันไปได้ตลอดเลย ตอนแรกเป็พี่เลี้ยงและตอนนี้ก็กลายเป็ลินน์ที่มาช่วยผมในยามที่สติของผมฟุ้งซ่านคิดอะไรไม่ออกและกำลังสับสน ในระหว่างนั้นเ้าเวนส์เดย์มองหน้าผม หางกระดุกกระดิกไปมาทำให้ผมรู้สึกได้ว่าเป็เ้านี่ก็อยากให้ผมไปที่สำนักงานนี้เหมือนกัน ใน่นั้นความคิดผมก็เปลี่ยนไปเราน่ะ ถึงจะอ่อนแอขนาดไหนมันก็ไม่ใช่เราเมื่อก่อนอีกแล้ว ตอนนี้เราคือเราในปัจจุบัน ต้องลองก่อนสิถึงจะรู้แล้วผลลัพธ์เป็ยังไงเราต้องคิดกันอีกที ทำให้ไฟในใจของผมนั้นลุกโชนขึ้นมาอีกครั้ง
"อื้ม เดี๋ยวฉันไปแน่นอนเวนส์เดย์"
หลังจากที่ผมพูดเสร็จเ้าเวนส์เดย์ก็ะโมาเลียหน้าผม เหมือนมันดีใจที่ผมพูดแบบนั้น และเหมือนว่าจะเข้าใจที่ผมพูดเป็สุนัขที่แสนรู้จริงๆเลย ผมเล่นกับมันเล็กน้อยหลังจากนั้น ผมได้ทอดสร้อยคอมาดูแล้วเปิดรูปพ่อแม่ดูอีกครั้ง ถึง่นี้ผมเปิดดูรูปพ่อแม่เยอะเป็พิเศษอาจจะเป็เพราะว่าท่านเป็เครื่องรางของผมก็ได้ และทุกๆครั้งที่ผมเปิดดูผมรู้สึกว่าท่านอยู่ข้างๆผมคอยให้กำลังใจผมอยู่ตลอด
หลังจากนั้นอะไรดลใจให้ผมเปิดตู้เสื้อผ้า ผมเปิดดูก็พบว่ามีเสื้อเชิ้ตกับเนคไทและกางเกงขายาวสีดำอยู่ ผมจึงเลือกเปลี่ยนชุดซักหน่อยเพื่อที่จะไปพบหน้าทั้งสองคนอีกครั้ง และเพื่อเป็การขอโทษที่ปฎิเสธไปในตอนแรก ในตอนนี้ผมจะไม่ได้เป็คนที่คอยรับความช่วยเหลืออีกต่อไปแล้ว วันนี้จะเป็วันที่ผมให้ความช่วยเหลือคนอื่น จะเป็วันที่ตัวตนในอดีตของผมมันไม่ได้มีค่าในตอนนี้อีกต่อไป วันนี้จะเป็วันที่ผมได้เปลี่ยนแปลงตัวเอง.. และอีกอย่างนี่เป็ที่เดียวที่เรียกว่า "บ้านและครอบครัว" ของผมด้วย..
"ผมไปแล้วนะครับ พ่อ.. แม่.."
::------------------------------------------------------------------------::
ฉันไม่อยากจะเชื่อตัวเองเลยว่าทำแบบนั้นไปได้ยังไง ฉันก็รู้อยู่หรอกว่าการกอดน่ะ เป็สิ่งที่เยียวยาจิตใจของคนได้มากที่สุด! แต่อยู่ดีๆร่างกายของฉันมันก็ขยับไปเอง ฉันรีบปิดประตูห้องของเขาแล้วเดินลงมาชั้นล่าง เพื่อบอกกับพี่แครอลและพี่ไมเนอร์กับสิ่งนี้แต่จะไม่บอกที่ฉันไปกอดทิวส์เด็ดขาดเลย..
"เป็ไงบ้างล่ะลินน์ ชวนเขามาได้มั้ย"
"อ.. เอ่อ.. เขาบอกจะคิดดูก่อนน่ะ แต่ก็น่าจะมาแหละนะ"
"ถ้าเธอว่าแบบนั้นก็ดีแล้วล่ะ"
"แล้วพี่แครอลล่ะ ?"
"อยู่ตรงนั้นไงนั่งเขียนระบายลงกระดาษอยู่"
ฉันเดินไปดูพี่แครอลนั่งเขียนในกระดาษว่า ขอโทษ เต็มใบกระดาษพร้อมกับใบหน้าที่เศร้าสร้อยอย่างมากซึ่งมองแล้วก็น่ากลัวถ้ามีกระดาษส่งมาที่หน้าบ้านของฉันเต็มไปด้วยคำขอโทษที่เขียนด้วยหมึกสีดำ แต่มองอีกนัยหนึ่งยังไงมันก็ตลกอยู่ดี
"น่าๆพี่แครอล หนูปลอบเขาให้แล้ว เดี๋ยวเขาก็มาน่า"
"ฮือ.. ฉันรู้สึกผิดนี่นา"
"แหมๆโดนหนูหยิกแก้มยังไม่เข็ดใช่มั้ยค้า นี่แน่ะๆ"
"งืออ เอิกอิกแอ้มอี่เออะะะ"
"อะไรนะคะ ไม่ได้ยินเลยย จับใจความไม่ได้เลยค่ะะ"
"งืออ เลิกยิกแก้มพี่เถอะน่าาา เจ็บไปหมดแล้ว"
"เลิกเสียใจก่อนสิคะ นี่แน่ะๆ"
"งือๆ พี่เลิกเสียใจแล้วก็ได้"
"ก็ได้ อะไรคะ นี่มันเหมือนบังคับอารมณ์เลยนี่นา กลับมาเป็อารมณ์ร่าเริงด้วยสัญชาตญาณปรกติสิคะ!"
"น้องก็บังคับพี่อยู่ไม่ใช่หรือไงง"
"คนละอย่างกันแล้วค่าา"
"อ่ะ.."
ทันใดที่มีเสียงของพี่ไมเนอร์เสียงนั้นออกมา ฉันก็รู้แล้วฉันทำสำเร็จแล้วพี่เขาใกับสิ่งที่อยู่ตรงหน้าเล็กน้อย ใช่แล้วนั่นทิวส์เดย์นั่นเอง แต่เขาแต่งชุดเสื้อเชิ้ตกับเนคไทกางเกงสีดำ ที่เตรียมไว้ในทุกๆห้องที่อยู่ในตู้เสื้อผ้า ซึ่งดูเข้ากับเขามากๆ เหมือนเด็กฝึกงานใหม่ๆเลยล่ะ ทำเอาฉันใไปนิดหนึ่ง และทำให้นึกถึงภาพที่ฉันกอดเขาขึ้นมาเล็กน้อย และดีใจที่เขายอมรับตัวเองในตอนนี้และก้าวออกมา..
ไมเนอร์ : "หึ ว่าแล้วต้องมาเ้าหนู.."
ลินน์ : "อ้าวว ทิวส์เดย์ มาจนได้นะะ"
แครอล : "ฮ.. เฮ๊ะ ทิวส์เดย์!"
ในตอนนี้เหมือนดั่งรุ่งอรุณสาดส่องมาในยามเช้า บอกถึงเช้าวันใหม่ที่บ่งบอกถึงการเปลี่ยนแปลงครั้งใหม่ ของเด็กน้อยคนหนึ่งที่พยายามจะเป็ผู้ให้มากกว่าตัวเองในอดีตที่เป็แต่รับอย่างเดียว ในวันนี้เขาเลือกเส้นทางที่จะเปลี่ยนแปลงตัวเองในการเดินทางครั้งใหม่นี้ โลกของเขาจะได้เปลี่ยนไปและทุกๆอย่างจะได้เริ่มต้นใหม่อีกครั้งหนึ่ง ในสถานที่ใหม่และผู้คนใหม่ๆที่จะพาเขาไปสู่การเดินทางที่คาดไม่ถึง สำนักงานนักสืบลับเฉพาะกิจที่เอาไว้เฉพาะสืบคดีต่างๆที่เกี่ยวกับภูติผีปีศาจ และเป็เกราะกำบังระหว่างโลกคนเป็และโลกคนตาย เป็ผู้พิทักษ์ที่อยู่ในเงามืดและทำตามสิ่งที่ตัวเองบัญญติไว้เพื่อปกป้องโลกนี้ไว้จากภูติผีปีศาจที่คอยจะเล่นงานพวกเราอยู่.. วันนี้ได้มีสมาชิกใหม่เพิ่มขึ้นมาอีกคนแล้ว..!
ยินดีต้อนรับสู่โลกของมนุษย์ที่มีสิ่งชั่วร้ายซ่อนอยู่ภายใต้เงามืด!
ทิวส์เดย์ : ผมมาแล้วครับ.. ทุกคน
"ยินดีต้อนรับสู่สำนักงานสืบสวนบูอินนะทิวส์เดย์!"
-----------------------------------------------------------
"บทสรุปจุดจบของจุดเริ่มต้น : ลางสังหรณ์บอกเหตุ"
----------------------------------------------------------
นี่.. ถ้านายสามารถหวังอะไรบางอย่างแล้วมันสมหวังได้ นายคิดจะหวังอะไรเหรอ?
ก็ไม่รู้สินะ ฉันไม่เคยคิดถึงอะไรแบบนั้นเลย
งั้นเหรอ.. ถ้าเป็ฉันนะ..
ถ้าเป็เธอ.. ?
ฉันจะหวังให้ช่วยทุกคนที่อยู่ในสถานการณ์ลำบากได้ล่ะ
งั้นเหรอ.. เป็ความคิดที่เป็คนดีจังเลยนะ แต่เธอก็รู้นี่เราช่วยทุกคนไม่ได้
ฉันรู้อยู่หรอก.. แต่อย่างน้อยตอนนี้ ก็ช่วยได้แล้วหนึ่งคนนะ
งั้นเหรอ ดีใจด้วยนะ
ทำไมนายดูไม่ค่อยดีใจเลย เป็คนบอกอยากออกมาแท้ๆนะ
นั่นสินะ ฉันก็ดีใจอยู่หรอก
เป็คนความคิดกับร่างกายไม่ตรงกันหรือไงเนี่ย
ประมาณนั้นมั้ง
ฮ่ะๆ ช่างเถอะ เราต้องไปกันแล้วนะ
อื้ม ไปช่วยคนพวกนั้นกัน..