ตึง! ตึง! ตึง!
เสียงฝีเท้าของเหล่ามือปราบนับสิบนายพุ่งเข้าไปในจวนสกุลฉง คนในบ้านทั้งหมดรวมตัวกันอยู่ห้องโถงหน้าตาแต่ละคนล้วนแตกตื่นใต้เท้าฉงเ้าของจวนเป็ขุนนางใหญ่กรมพิธีการนั่งหน้าเครียดอยู่เก้าอี้กลางห้องด้านขวามือเป็อวี๋ฮูหยินที่ใบหน้าซีดเซียวจนแทบจะเป็สีกระดาษ
“ข้าน้อยโหยวอีหัวหน้าหน่วยมือปราบที่หนึ่งขอรับ!”
“เป็อย่างไรบ้างหัวหน้าโหยว?พบร่องรอยคนร้ายบ้างหรือไม่?”
“ไม่เลยขอรับ!ดูเหมือนจะแทงเพียงครั้งเดียวนางก็สิ้นใจ” โหยวอีส่ายหน้าอย่างจนใจ
คดีนี้แปลกยิ่งนักผู้เคราะห์ร้ายคือบุตรสาวคนที่สามของใต้เท้าฉงนาม ‘ฉงเยว่’ นางเสียชีวิตเพราะถูกแทงด้วยมีดสั้นปักคาอกฟุบหน้าลงกับโต๊ะกลมกลางห้องนอนในห้องมีเพียงเศษกระเบื้องกาน้ำชาและถ้วยน้ำชาที่แตกกระจัดกระจายไม่มีร่องรอยการต่อสู้ที่พอจะวินิจฉัยเหตุการณ์ได้
“ข้าน้อยกำลังให้คนบันทึกสภาพที่เกิดเหตุโดยละเอียดประเดี๋ยวจะมีจิตรกรมาวาดภาพเหตุการณ์เอาไว้ แล้วจะนำศพนางไปชันสูตรที่สำนักมือปราบขอรับ”
“ท่านพี่!แล้วพวกเราที่เหลือจะปลอดภัยหรือเ้าคะ? ในเมื่อเรายังไม่รู้ว่าผู้ใดเป็ฆาตกร? ขะข้า กลัวเ้าค่ะ!” อวี๋ฮูหยินดวงตาสั่นระริกนางได้ยินเสียงเอะอะโวยวายจากเรือนที่สี่ของอนุกัว บรรดาบ่าวกับสาวใช้พากันจุดคบไฟสว่างไสวแล้วรีบออกมาดูครั้นเข้าไปจนถึงห้องนอนของฉงเยว่กลับเจอภาพชวนสะพรึง
“นั่นน่ะสิ! จะทำเช่นใดดีเล่าหัวหน้าโหยว?ดูเหมือนในจวนของข้าจะไม่ปลอดภัยเสียแล้ว”
โหยวอีถอนหายใจเบาๆ“เช่นนั้นคืนนี้ข้าน้อยจะจัดมือปราบสักสิบคนคอยอยู่ดูแลภายในจวนก่อนขอรับ พรุ่งนี้ค่อยหารือว่าจะเอาอย่างไรต่อไป?”
“ดีๆรบกวนท่านหัวหน้าหน่อยก็แล้วกัน”
โหยวอีรู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากลภายในจวนสกุลฉงเขากวาดตามองไปยังคนทั้งหมดที่ยืนรายล้อมอยู่ใต้เท้าฉงมีอนุภรรยาถึงสี่คนและบุตรทั้งหมดแปดคน ทุกคนล้วนอยู่อาศัยในนี้ในเวลาเกิดเหตุต่างก็ปฏิเสธว่าตนเองไม่รู้ไม่เห็นเพราะเป็เวลาเข้านอนแล้ว
‘นี่มันงานใหญ่ชัดๆ พรุ่งนี้คงต้องสอบสวนกันยาวเลยทีเดียว’
หัวหน้าโหยวไม่กล้าปล่อยให้ลูกน้องอยู่เฝ้าที่นี่เองเขาจึงส่งคนไปแจ้งให้ฮูหยินของตนทราบว่าเขาจำต้องนอนเฝ้าจวนสกุลฉงเพราะเกิดเหตุร้ายแรง
“ให้ตามมือปราบจั๋วด้วยหรือไม่ขอรับ?”
“ยังหรอกพรุ่งนี้เขาต้องมาสำนักมือปราบอยู่แล้ว”
โหยวอีนึกถึงรองหัวหน้าหน่วยที่ลากลับบ้านในอำเภอเฉินจั๋วเหรินหาวมีวรยุทธ์สูงและทำงานเข้มแข็งจริงจังเกิดเื่ในยามที่มือปราบจั๋วไม่อยู่โหยวอีก็ขาดคู่หูคอยปรึกษาเื่คดี...นี่มัน! คดีสำคัญเสียด้วย!
เช้าวันต่อมา‘หมายเหตุข่าว’ ซึ่งเป็การขายข่าวของสำนักนกกระจิบก็เขียนถึงคดีฆาตกรรมะเืขวัญที่เกิดขึ้นในสกุลฉงคนทั้งเมืองหลวงล้วนตกอกใไปตามๆ กัน พวกเขารู้กันดีว่าคุณหนูแปดสกุลฉงเป็สาวงามอันดับหนึ่งประจำปีนี้นางเป็บุตรีของฮูหยินเอกคนใหม่ของใต้เท้าฉง ส่วนผู้ตายคือฉงเยว่บุตรีที่เกิดจากอนุภรรยาคนที่สองซึ่งก็มีความงดงามไม่น้อยไม่ว่าผู้ใดได้ยินก็ล้วนเสียดายในตัวนางแทบทั้งสิ้น
“เห็นว่ายังจับตัวฆาตกรไม่ได้จวนสกุลฉงคนมากมายถึงเพียงนั้นเป็ไปได้หรือไม่ว่าอาจจะเป็ฝีมือของคนใน?”
“นั่นน่ะสิ! การลอบเข้าไปฆ่าคุณหนูสามนับว่าไม่ใช่เื่ง่าย หากเป็คนในลงมือล่ะก็...มีโอกาสทำได้ง่ายกว่า”
“โหดร้ายถึงขนาดแทงหัวใจเลยเชียวนะ”
คำวิพากษ์วิจารณ์พวกนั้นดังกระหึ่มไม่ว่าฉงหยวนหยวนจะเดินไปทางใดล้วนมีผู้ทักทายถามไถ่ถึงเหตุการณ์จนนางต้องคอยหลบเลี่ยงจากที่คิดจะออกมาผ่อนคลายความตึงเครียดกลับกลายเป็รู้สึกปวดหัวหนักกว่าเดิม
“เ้าพาข้ากลับบ้านเถอะ! ผู้คนรู้เื่กันทั้งเมืองแล้วข้าี้เีตอบคำถามพวกเขายิ่งนัก”
ใช่ว่านางจะรู้สึกสบายใจความตายของฉงเยว่สร้างความหดหู่ให้กับคนในจวนสกุลฉงอย่างมาก ก่อนหน้านี้เมื่อเดือนที่แล้วสาวใช้ของอนุหนงภรรยาคนล่าสุดของบิดาก็เพิ่งจมน้ำตายเพราะเป็การตายของสาวใช้ที่คาดว่านางตกน้ำไปเองจึงไม่ได้เป็เื่ใหญ่โตนักแต่การมีคนตายผิดธรรมชาติในจวนก็สร้างความปั่นป่วนให้ทุกคนอยู่ไม่น้อย
“คุณหนูตอนที่หลินเฉินตาย ข้าก็กลัวแทบแย่ คราวนี้เป็คุณหนูสาม บรื๋อ...สยองขวัญจริงๆเ้าค่ะ”
ฉงหยวนหยวนขมวดคิ้ว“ครั้งก่อน ข้าก็ไม่ได้เชื่อนะว่าหลินเฉินตกน้ำตายเ้าไม่รู้สึกบ้างเหรอว่านางกลัวน้ำออกปานนั้นจะไปตกน้ำได้อย่างไร?”
“ข้าก็ไม่เชื่อแต่ทำอย่างไรได้ล่ะเ้าคะในเมื่อนายท่านก็มิได้ติดใจเอาความ คนลงมือก็คงลอยนวลอยู่เช่นนี้”
คุณหนูแปดกำลังจะชักชวนสาวใช้ทั้งสองให้กลับจวนพลันเหลือบไปเห็นคุณชายจานกำลังเดินมาถึงเสียก่อนจานเจิ้งญาติผู้น้องของหมอเวิงอันเป็คนกว้างขวางเขามีมิตรสหายมากหน้าหลายตาครั้นเห็นฉงหยวนหยวนก็โบกมือทักทาย
“คุณหนูแปดเ้าจะกลับแล้วล่ะหรือ?”
“อืม...เ้าก็รู้นี่ว่าระยะนี้เหตุการณ์ในจวนของข้าไม่ค่อยดีนัก”
จานเจิ้งค่อนข้างคุ้นเคยกับฉงหยวนหยวนเพราะมักจะพบกันตามงานเลี้ยงบ่อยครั้งั้แ่เยาว์วัยด้วยความที่รู้จักนิสัยใจคอกันเป็อย่างดีจานเจิ้งจึงไม่อาจเกี้ยวหญิงสาวได้สำเร็จเขารู้ว่าคนอย่างฉงหยวนหยวนก็ไม่ค่อยเหมาะกับตนเองนักเพราะนางมีนิสัยกล้าได้กล้าเสียเอาแต่ใจ ปากคอเราะร้าย หากแต่งงานกันไป เรือนคงจะลุกเป็ไฟสุดท้ายจึงกลายเป็สหายที่สามารถพูดความในใจและปรึกษาหารือได้อย่างสนิทใจ
“เ้าสงสัยคนในอย่างนั้นกระมัง?”
“เ้าช่างรู้ใจข้า! นี่เป็คดีที่สองแล้วยามนี้ในจวนของข้า ทุกก้าวย่างล้วนเต็มไปด้วยอันตราย เ้าช่วยข้าคิดทีสิ! จะทำเช่นใดข้าจึงจะปลอดภัย?”
*******************

