แสงไฟจากป้ายหน้าร้าน The Memory Brew ดับวูบลง เหลือเพียงความมืดสลัวที่ถูกแต่งแต้มด้วยแสงจันทร์สีนวลซึ่งทอดผ่านบานกระจกเข้ามา เงาที่ทอดยาวของเฟอร์นิเจอร์ที่พาดลงบนพื้นไม้ดูคล้ายอสุรกายที่กำลังหมอบคลาน
ในมุมที่ลึกที่สุดหลังเคาน์เตอร์กาแฟ นัทในร่างของฝ้าย และฝ้ายในร่างของกิ๊ฟ แอบหลบแม่มดมายืนคุยกัน โดยไม่ให้แม่มดเห็น เขาทั้งคู่ต่างยืนประจันหน้ากันในมุมมืดที่คิดว่าไม่มีใครรู้
"พี่นัททำได้ดีมากเลยค่ะวันนี้...ฝ้ายภูมิใจในตัวพี่นัทมากเลยค่ะ"
ฝ้ายในร่างกิ๊ฟกระซิบแ่เบาด้วยน้ำเสียงของกิ๊ฟเธอด้วยความยินดี มือสาวน้อยของกิ๊ฟเอื้อมไปกุมมืออันเรียวบางของนัทไว้แน่น
"ฝ้ายเห็นความพยายามของพี่... เห็นพี่จัดการกับเื่รบกวนใจพวกนั้นได้ ฝ้ายภูมิใจในตัวพี่นัทนะคะ"
นัทบีบมือภรรยาตอบแน่นเพื่อเป็การแสดงออกถึงความขอบคุณสำหรับกำลังใจ เขาสูดลมหายใจเข้าลึกๆ พร้อมกับยิ้มออกมาอย่างเชื่อมั่น ในตอนนี้นัทรู้สึกมั่นใจจนเขาคิดว่าไม่มีอะไรสามารถมาทำให้เขาพ่ายแพ้ได้อีกแล้ว
"พี่ขอโทษที่ปล่อยให้ตัณหามันบังตาจนมืดบอด แต่ตอนนี้พี่ตาสว่างแล้ว"
นัทเอ่ยด้วยน้ำเสียงมั่นใจและเข้มแข็ง
"ความรู้สึกที่หลงไปกับััแห่งความสุขในร่างผู้หญิงที่พี่ไม่เคยััมาก่อนมันน่ากลัวเหลือเกิน มันทำให้พี่ลืมสัญญาและความรักที่มีต่อฝ้ายไปหมดเลย แต่ตอนนี้พี่รู้วิธีจัดการและเข้าใจมันแล้ว พี่รู้แล้วว่าไม่มีสิ่งใดล้ำค่าไปกว่าความรักของเรา พี่สัญญา... พี่จะไม่ยอมให้ใครมาทำให้พี่หลงละเลิงไปกับััจอมปลอมนั้นอีก ไม่ว่าแม่มดนั่นจะใช้อุบายหรือเล่ห์กลใดมาล่อลวง พี่จะรักษาหัวใจที่มั่นคงของพี่เอาไว้ให้ถึงที่สุด"
ทั้งคู่ยืนกุมมือกันท่ามกลางความเงียบงัน แสงสว่างแห่งความหวังที่เคยริบหรี่เริ่มโชติ่ขึ้นมา ราวกับว่าพวกเขาได้รับชัยชนะในการทดสอบนี้ไปแล้ว
แต่ในจังหวะที่นัทและฝ้ายกำลังชื่นชมกับความสำเร็จอยู่นั้น บรรยากาศรอบตัวก็พลันเปลี่ยนไปอย่างกะทันหัน ความอบอุ่นจางๆ จากฝ่ามือที่กุมกันไว้ถูกแทนที่ด้วยลมหนาวเย็นที่พัดผ่านมาจากทิศทางที่ไม่สามารถคาดเดาได้ กลิ่นไม้จันทน์ที่นัทคุ้นเคยโชยมาแตะจมูกจนเขารู้สึกเสียวสันหลังวาบขึ้นมา
กึก... กึก…
เสียงฝีเท้าแ่เบาดังมาจากห้องเก็บของหลังร้าน จังหวะที่สม่ำเสมอทว่ากลับฟังดูหนักอึ้งในความรู้สึก ทั้งนัทและฝ้ายสะดุ้งสุดตัว พวกเขารีบผละออกจากกันตามสัญชาตญาณราวกับนัดแนะกัน เสียงหัวใจของนัทและฝ้ายต่างเต้นรัวกระหน่ำจนแทบทะลุออกมาจากอก ความวิตกกังวลและความกดดันเข้ามาแทนที่ ในขณะที่พวกเขาพยายามหรี่ตามองฝ่าความมืดเข้าไปดูว่าใช่คนที่คิดไว้เดินมาหรือเปล่า
แม่มดในร่างของนัท ค่อยๆ เดินออกมาจากเงามืดอย่างช้าๆ ด้วยท่าทางที่ดูสุขุม นางอยู่ในชุดเสื้อเชิ้ตที่พับแขนเสื้อขึ้นหลังจากที่เพิ่งตรวจเช็กสต๊อกสินค้าเสร็จ
"คุยอะไรกันอยู่เหรอฝ้าย? ดูท่าทางเคร่งเครียดกันเชียว"
แม่มดเอ่ยถามเรียบๆ ด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ นางหยุดยืนอยู่ห่างจากคนทั้งสองเพียงไม่กี่ก้าว แสงจันทร์พาดผ่านใบหน้าของร่างชายหนุ่มเพียงครึ่งเดียว ทิ้ง ปล่อยให้หน้าอีกซีกดูมืดไป แววตาของนางดูว่างเปล่าจนน่าสงสัย
นัทจ้องมองลึกลงไปในดวงตาคู่นั้นด้วยความหวาดหวั่น... เขาเดาไม่ออกเลยว่าแม่มดมายืนฟังอยู่ั้แ่เมื่อไร
นางจะได้ยินประโยคที่เขาเพิ่งประกาศเื่การได้สติกลับมาแล้วไปแล้วหรือไม่
"ปะ... เปล่าค่ะพี่นัท ฝ้ายแค่นัดแนะงานกับกิ๊ฟเื่สต๊อกของวันพรุ่งนี้นิดหน่อยค่ะ"
นัทพยายามตอบออกไปแบบให้ดูเป็ธรรมชาติที่สุด เขาพยายามบังคับมือที่สั่นให้แนบชิดลำตัว เพื่อไม่ให้แม่มดสังเกตเห็น
แม่มดพยักหน้าพร้อมกับส่งยิ้มให้
"อย่างนั้นเหรอ... ขยันกันจังเลยนะ แต่ตอนนี้ได้เวลากลับบ้านแล้วนะฝ้าย พี่เตรียมรถไว้รอแล้วล่ะ"
แม่มดเดินเข้ามาใกล้ขึ้นอีกก้าว พลางยื่นมือมาแตะที่ไหล่อันบอบบางของนัทเบาๆ ัันั้นดูกดดันแต่นัทต้องข่มใจอย่างถึงที่สุดเพื่อไม่ให้ปัดมันออก ฝ้ายในร่างกิ๊ฟได้แต่ยืนก้มหน้านิ่ง บรรยากาศรอบตัวเต็มไปด้วยความกดดันจนหายใจไม่ทั่วท้อง
"ไปกันเถอะ... คืนนี้ยังมี 'เื่สำคัญ' ที่เราต้องจัดการกันอีกเยอะ"
คำว่าเื่สำคัญถูกเน้นย้ำด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลเป็พิเศษจากร่างของนัท ทำให้ฟังแล้วดูคล้ายเหมือนกับมีอะไรซ่อนอยู่
นัทแอบสบตากับฝ้ายเพียงชั่วครู่ แววตาของทั้งคู่เต็มไปด้วยความหวาดหวั่นที่พยายามซ่อนไว้
ภายใต้ความกดดันพวกเขาจำใจเดินตามแม่มดออกจากร้านไปอย่างช้าๆ โดยที่ในหัวของนัทมีเพียงคำถามเดียวที่วนเวียนในใจไม่รู้จบ…
แม่มดรู้เื่ที่พวกเขาคุยกันหรือยัง? หรือนี่คือกับดักใหม่ที่กำลังล่อหลอกให้เขาตกลงไปกันแน่?
เงาของคนทั้งสามทอดยาวไปตามถนนที่เงียบสงัด มุ่งหน้าสู่ทางไปลาดจอดรถเพื่อกลับบ้าน
นัทจับมืออันบอบบางของตัวเองไว้แน่น เขาสัญญากับตัวเองว่า… ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในค่ำคืนนี้ เขาจะไม่ยอมแพ้ให้กับสิ่งที่แม่มดจะมาล่อลวงเขา เขาจะต้องใจแข็งและผ่านมันไปให้ได้ เขาเข้าใจเกี่ยวกับร่างกายผู้หญิงนี้ทุกอย่างแล้ว เขาจะไม่เสพติดมันแน่นอน
ความมืดมิดภายนอกร้านยังดูกดดัน เมื่อเขาก้าวเดินเคียงคู่ไปกับแม่มดมุ่งหน้าสู่ลานจอดรถ สายลมราตรีที่พัดโชยมาปะทะผิวหน้าช่วยทำให้เขาผ่อนคลายและช่วยให้จิตใจที่ตื่นกลัวเริ่มสงบลงทีละน้อย แต่น้ำหนักมือของแม่มดที่ยังคงวางแช่อยู่บนไหล่อันบอบบางกลับเป็เครื่องเตือนสติชั้นดีว่าเขายังคงเดินอยู่บนเส้นด้ายที่ขึงตึงและพร้อมจะขาดได้ทุกเมื่อ
"คืนนี้เรามาต่อจากเื่เมื่อวานกันดีไหมจ๊ะฝ้าย?"
แม่มดเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มหวานนุ่มนวล ราวกับสามีที่กำลังออดอ้อนภรรยาหลังจากวันอันแสนเหนื่อยล้า คำชวนนั้นทำให้นัทใจหายวูบ ภาพในอดีตที่เขาปล่อยให้ตัณหาครอบงำเมื่อคืนก่อนผุดซ้อนขึ้นมาเป็ฉากๆ จนความกังวบเริ่มตีขึ้นมาในหัว แต่นัทรู้ดีว่าเขาต้องหาทางเลี่ยงแบบให้ไม่มีพิรุธ... เขาจะพลาดไม่ได้
"วันนี้ฝ้ายเหนื่อยมากเลยค่ะพี่นัท..."
นัทตอบออกไปด้วยเสียงหวานที่ดูอ่อนแรง เขาพยายามควบคุมเสียงให้ดูเป็ธรรมชาติที่สุดเพื่อไม่ให้แม่มดจับได้ เขาแกล้งทำเป็ยกมือขึ้นนวดขมับเบาๆ อย่างคนป่วย
"สงสัยวันนี้ฝ้ายฝืนร่างกายเยอะไปหน่อย ฝ้ายรู้สึกปวดหัวตุบๆ มาั้แ่เย็นเลยค่ะ คืนนี้ขอฝ้ายนอนพัก สักคืนนะคะพี่นัทนะ..."
เขาทำเสียงออดอ้อนและกลั้นหายใจรอคำตอบจากอีกฝ่าย รอบกายเงียบสงัดจนได้ยินเสียงจิ้งหรีดที่กรีดร้องมาจากพุ่มไม้ข้างทาง
แม่มดทำท่าใช้ความคิดแล้วนิ่งไปอึดใจหนึ่ง ดวงตาคมกริบคู่นั้นยังคงมองตรงไปข้างหน้าอย่างไร้จุดหมาย ก่อนที่นางจะยิ้มกว้างออกมาและหันมาบีบไหล่นัทเบาๆ
"นั่นสินะ... ฝ้ายของพี่ฝืนทำงานหนักมาทั้งวันแล้ว พักผ่อนบ้างก็ดีจ้ะ"
แม่มดยอมรับอย่างง่ายดายจนนัทรู้สึกสังหรณ์ใจแปลกๆ
"คืนนี้พี่จะไม่กวนฝ้ายเลย พี่จะปล่อยให้ฝ้ายนอนหลับฝันหวานให้เต็มที่เลยนะ..."
ความว่าง่ายจนผิดสังเกตของแม่มดทำให้ความกังวลของนัทมลายหายไป เขาแอบถอนหายใจยาวออกมาอย่างเงียบๆ เขารู้สึกถึงความสำเร็จของการใช้แผนการ "แกล้งป่วย" ที่เขานำมาใช้นั้น ดูเหมือนจะทำงานได้ผลดียิ่งกว่าที่คาดไว้ แม่มดเชื่อเขาอย่างสนิทใจ และยังคงติดอยู่ในกับดักละครที่เขาสร้างขึ้น โดยยังไม่ระแคะระคายเลยว่าความสำนึกแห่งความดีชั่วนั้นได้กลับมาทำงานเรียบร้อยแล้วในจิติญญาของเขาอย่างสมบูรณ์แล้ว
เมื่อก้าวขึ้นสู่รถยนต์คันเดิม นัทในร่างฝ้ายนั่งลงที่เบาะหน้าข้างคนขับ และมีฝ้ายในร่างกิ๊ฟนั่งประจำที่เบาะหลังเหมือนเดิม บรรยากาศภายในรถที่เคยอึดอัดและกดดันด้วยอะไรบางอย่าง บัดนี้กลับดูผ่อนคลายลงอย่างประหลาด นัทมองผ่านกระจกมองหลังไปสบตากับฝ้ายชั่วครู่ แสงไฟจากท้องถนนที่วูบผ่านไปเป็ระยะส่องให้เห็นประกายความหวังที่สะท้อนอยู่ในดวงตาของเธอ
มันเป็สายตาที่สื่อถึงความหวังที่เกิดขึ้น เป็แสงสว่างที่โชติ่ที่สุดนับั้แ่ฝันร้ายนี้เริ่มต้นขึ้น นัทเริ่มเชื่ออย่างสนิทใจว่ากระแสลมแห่งโชคชะตาเริ่มเปลี่ยนทิศมาทางฝั่งพวกเขาแล้ว เขาพิสูจน์ให้เห็นแล้วว่าเขาสามารถจัดการสถานการณ์ต่างๆ ได้ทั้งหมดและต่อกรกับแม่มดได้ด้วยสติปัญญามากกว่าอารมณ์ ความมั่นใจค่อยๆ ก่อตัวขึ้นจนเต็มอก นัทเชื่อเหลือเกินว่าหากเขาสามารถประคองสถานการณ์เช่นนี้ไปได้ตลอดรอดฝั่ง จนถึงวันคืนพระจันทร์เต็มดวงได้ พวกเขาย่อมผ่านบททดสอบรักแท้แปดวันอันแสนสาหัสนี้ไปได้อย่างแน่นอน
รถยนต์เคลื่อนตัวไปตามท้องถนนที่เงียบเชียบมุ่งหน้าสู่บ้านพัก นัททอดสายตามองออกไปนอกกระจก ดูแสงสีของเมืองที่ค่อยๆ ลับตาไป ความรู้สึกพองโตในใจทำให้เขาเผลอฮัมเพลงแ่เบาในลำคอโดยไม่รู้ตัว เขาเริ่มจินตนาการถึงวันที่ได้กลับคืนสู่ร่างเดิม วันที่จะได้โอบกอดฝ้ายในร่างจริงของกันและกัน ได้ัักันด้วยอ้อมแขนของเขาจริงๆ และย้อนรำลึกถึงบททดสอบความรักครั้งนี้ด้วยรอยยิ้ม
"ทุกอย่างจัดการได้หมดแล้ว..."
นัทพึมพำกับตัวเองด้วยความมุ่งมั่น
ท่ามกลางความหวังที่หลั่งไหล นัทไม่ได้เฉลียวใจเลยแม้แต่น้อยถึงความเงียบของแม่มดที่นั่งอยู่ข้างกาย นางบังคับพวงมาลัยด้วยท่วงท่าที่มั่นคงและสงบนิ่ง ไร้ซึ่งเสียงสนทนาหรือการตอบสนองใดๆ สายตาคู่นั้นจ้องเขม็งไปยังถนนเบื้องหน้า สงบแบบไม่มีใครสามารถคาดการณ์ได้ว่านางกำลังคิดอะไร
รอยยิ้มที่นางมอบให้นัทเมื่อครู่ยังคงค้างอยู่ที่มุมปาก แต่มันกลับดูแข็งทื่อราวกับว่านางกำลังสวมหน้ากากแห่งรอยยิ้มไว้ ในความมืดสลัวของห้องโดยสาร แม่มดดูคล้ายนักล่าที่รอคอยตะครุบเหยื่อโดยที่แกล้งยอมปล่อยให้เหยื่อได้เริงร่าในทุ่งกว้างเป็ครั้งสุดท้ายก่อน
นัทหลับตาลงช้าๆ ด้วยความยินดี และกำลังซึมซับรสชาติแห่งชัยชนะนี้ไว้
เขาไม่รู้เลยว่าในตอนนี้เขากำลังก้าวเท้าเข้าสู่กับดักที่แม่มดได้เตรียมไว้รออยู่ ด้วยความเงียบสงบของแม่มดในตอนนี้…
กับดักของแม่มดคืออะไร แล้วจะจัดการเขาได้หรือไม่ แล้วหลังจากนี้เขาจะเป็อย่างไร ในตอนนี้ก็ยังไม่มีใครสามารถคาดเดาอะไรได้เลย
(จบบทที่ 26)