บทที่ 3
ข้าถาม ไม่ได้ยินกันหรือ พวกมนุษย์น่าโง่
“เราจะทำอย่างไรกันต่อดี ข้างหน้าก็ไปต่อไม่ได้ ข้างหลังก็บีบเข้ามาแล้ว” อาเหิงพูดพลางหันมองข้างหลังอย่างหวาดระแวง พอหันมองข้างหน้าก็ทำหน้าซีดปากสั่น
เย่ิไม่ได้ตอบโต้ เขามองหาตำแหน่งที่ลมมันเผยช่องว่าง แต่กำแพงลมชั้นสุดท้ายนี้แข็งแกร่งเกินไป ไม่ว่าจะมองตรงไหนก็ไม่มีช่องว่างให้ลอดผ่านเลย จนกระทั่งเขาเหลือบไปเห็นเ้าไป๋ไป๋ใช้เท้าเตะกำแพงลม พบว่าเท้าของเ้าไป๋ไป๋หลุดออกไปเสี้ยวหนึ่งก่อนมันจะถึงเท้าตัวเองกลับมา ชั่วพริบตานั้นเย่ิก็พลันคิดออก
“กำแพงลมชั้นสุดท้ายนี้ไม่มีช่องว่าง” เย่ิพูดเสียงเบา และแม้เสียงลมจะดังวีดหวิว แต่ทุกคนกลับได้ยินเสียงของเด็กน้อยผู้นี้อย่างชัดเจน “แต่ใช่ว่าจะไม่มีทางหรอกนะ” เย่ิหันไปยิ้มเผล่ให้กับคนที่เหลือ ทำให้เอาหัวใจของชายฉกรรจ์ทั้งสามยวบเหลวลงแนบพื้น ในสมองคิดวนอยู่เพียงว่า
น่ารัก น่ารัก น่ารัก!!
เย่ิไม่สนใจคนที่โดนความน่ารักของเขาโจมตี ดวงตากลมโตหันจับจ้องกำแพงลมเขม็งก่อนจะเจอจุดที่มันอ่อนตัวลง ความรุนแรงใน่นั้นเท่ากับลมธรรมดา อาจทำให้ผู้ที่ััโดนมึนๆ เซๆ อยู่บ้างแต่ไม่อาจทำให้เจ็บได้ แต่มันมาเพียงเสี้ยว น้อยยิ่งกว่าช่อว่างก่อนหน้านี้เสียอีก
เมื่อจุดนั้นหายไปเย่ิก็มองหาจุดใหม่ เมื่อเจอก็ยกมือฟาดเ้าไป๋ไป๋เต็มแรงจนมันใวิ่งพรวดออกไป คนอื่นๆ ที่กำลังเคลิบเคลิ้มอยู่นั้นพลันได้สติมองเ้าไป๋ไป๋ที่อยู่อีกฝั่งของกำแพงลมด้วยความมึนงง เย่ิไม่มีเวลาอธิบาย เขารู้สึกว่าหากช้ากว่านี้จะไม่มีทั้งช่องว่างลมและ่ที่ลมอ่อนตัวอีกแล้ว เมื่อเจอ่ที่ลมอ่อนตัวเขาก็ตบตูดม้าให้ออกไปก่อนจนครบสี่ตัว
จากนั้นก็หันไปดึงตัวอาเหิงมาใกล้ๆ ตน เมื่อเห็นว่าใกล้ถึงเวลาก็ถอยมายืนอยู่ข้างหลังอาเหิง ทันทีที่กระแสลมอ่อนตัวลงเย่ิก็ยันคนที่อายุเยอะกว่าเต็มแรง
อีกสองคนที่มองอยู่ตาโตแทบถลนที่เห็นแบบนั้น และเมื่อเย่ิหันมาหาตนก็ต่างพากันสะดุ้งจนตัวโยน
และไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลง ทั้งสองคนก็ถูกถีบออกมาไล่เลี่ยกัน ภายในกำแพงลมจึงเหลือเพียงเย่ิเท่านั้น เขามองไปรอบๆ ก่อนจะชะงักเมื่อเห็นว่าเ้าของดวงตาสีแดงปรากฏตัวอยู่ด้านหลัง เย่ิจ้องพวกมันกลับอย่างไม่เกรงกลัว เขาไล่สายตามองรูปร่างของพวกมัน พวกมันไม่เหมือนตัวอะไรเลย มีหัวกลมๆ คล้ายหัวมนุษย์แต่ไม่มีผม ดวงตาสีแดง จมูกเป็เพียงจุดเล็กๆ บนใบหน้า ริมฝีปากฉีกยาวถึงหูเมื่อมันยิ้มก็เห็นฟันแหลมคมเรียงตัวสยดสยอง
สีผิวของพวกมันบ้างก็สีเขียว บ้างก็ม่วง บ้างก็ซีดเซียว ตัวของพวกมันไม่เหมือนกันสักตัว เหมือนไปเอาลำตัวของผู้อื่นมาประกอบตัวใหม่ จึงเป็ร่างกายที่แปลกประหลาด แต่สิ่งหนึ่งที่เหมือนกันคือ เล็บของพวกมันที่มีข้างละสามนิ้วเหมือนกันทุกตัว เล็บพวกนั้นทั้งยาว ทั้งแหลมและแข็ง หากโดนแทงสักครั้ง คงไม่มีโอกาสได้ร้องเ็ปเป็แน่ ส่วนท่อนล่างเป็ขาเป็ขาคล้ายขาแมงมุม แต่ลักษณะขานั้นเล็กมาก เหมือนเข็มอย่างไรอย่างนั้น
เย่ิรู้ดี ว่าตอนนี้ไร้ทางออก พวกมันควบคุมลมได้ดั่งใจนึกและแน่นอนว่านี่คือสิ่งที่พวกมัน้า หากเขาไม่ส่งทุกคนออกไปพวกมันก็จะกันทุกคนออกไปแทนและเหลือไว้แค่เขา มีเพียงตัวเขาที่พวกมัน้า เย่ิอดสงสัยไม่ได้ว่าอะไรในตัวเขาที่มันดึงดูดตัวปัญหาเข้ามา ครั้งก่อนก็สัตว์มาร ครั้งนี้ก็ตัวประหลาดอะไรไม่รู้
“แคก” พวกมันเริ่มสงเสียง เย่ิรู้สึกว่าพวกมันกำลังหัวเราะพอใจที่เขายังอยู่ตรงหน้า
“้าสิ่งใด” เย่ิถามออกไปอย่างโง่งม ถึงรู้ว่าพวกมันเล็งเขาแต่เขาก็ไม่รู้นี่ว่ามัน้าอะไร เย่ิยกมือกอดอกมองพวกมันเงยหน้าหัวเราะออกมาดังแคกๆ ไม่หยุด ฟังเป็เสียงที่ชวนขนลุกและน่ารำคาญไม่น้อย “ข้าไม่ไดมีเวลามาฟังพวกเ้าพ่นเสียงน่ารำคาญพวกนี้ออกมาหรอกนะ”
“แค๊กกก!”
สิ้นคำของเย่ิพวกมันก็เป็จากเสียงแคกๆ เป็เสียงร้องแสบหู จนเด็กน้อยต้องยกมือขึ้นมาอุดหูไว้แทบไม่ทัน พวกมันทั้งสิบตัวร้องออกมาเหมือนกันแต่โทนเสียงต่ำสูงต่างกันจึงสร้างความมึนงงให้ผู้ฟัง มันอาจจะเป็กลการโจมตีของพวกมันที่ทำให้เหยื่อมึนงงเสียก่อนค่อยจัดการ
เย่ิเซไปดวงตากลมปิดแน่น หัวคิ้วขมวดจนแทบจะชนกัน เขาสะบัดศีรษะแรงๆ เพื่อขับไล่อาการมึนเบลอออกไป แต่ยิ่งสะบัดก็ยิ่งมึนเบลอ เขารู้สึกอยากหลับๆ ไปสะจะได้ไม่ต้องทรมาน และในตอนนั้นเองที่เขาได้ยินเสียงเคลื่อนไหวแหวกกระแสลมพุ่งมาหาเขา ดวงตาที่ปิดแน่นก่อนหน้านี้ก็เปิดพรึบขึ้นพลางยกยิ้มพึงพอใจ
เ้าตัวน่าเกลียดที่พึ่งเข้ามาอย่างแรงแสดงสีหน้าใแต่มันก็หยุดไม่ได้แล้ว มันจึงตวัดเล็บแสนอันตรายนั่นสุดแรง เย่ิกลิ้งหลบได้อย่างคล่องแคล่วไม่มีคราบของคนที่ยืนเซไปเซมาเมื่อครู่เลยสัดนิด ชั่วพริบตานั้นสิ่มีชีวิตน่าเกลียดทั้งสิบก็ตระหนักได้ ว่าพวกมันโดนมนุษย์เด็กนี่หลอกเข้าให้แล้ว!
“ขอบใจสำหรับทางนะ” เย่ิว่าเสียงใสก่อนพุ่งตัวเข้าไปในรอยแยกกำแพงลมที่ก่อนหน้านี้ถูกแหวกเปิดเพราะการโจมตีของพวกมัน
"แค๊กก!!!”
“อาิ!!” จางกู้รีบพุ่งไปรับตัวเด็กหนุ่มที่พุ่งออกมาจากความว่างเปล่า เขามองเย่ิที่นอนหอบหายใจในอ้อมแขนตน พลางสำรวจว่าเ้าเด็กจอมแสบนี่ได้แผลมาเพิ่มหรือเปล่า พอเห็นว่านอกจากที่มือก็ไม่มีแผลไหนอีกเขาก็ถอนหายใจด้วยความโล่งใจ “เ้าทำบ้าอันใดของเ้าห้ะ!” และอดไม่ได้ที่จะดุเด็กดื้อ
เย่ิย่นคอก่อนเอ่ย “เป้าหมายพวกมันคือข้า อีกอย่างข้าคิดไว้อยู่แล้วว่ายังไงมันก็ไม่ยอมปล่อยข้า ข้าเลยให้ทุกคนออกมาก่อน” หากเขาฟืนจะออกมาก่อน ลมพวกนั้นจะไม่ปล่อยใครออกมาเลยสักคน เพราะแบบนั้นเขาจึงยอมเอาชีวิตตัวเองเป็เหยื่อล่ออย่างไรล่ะ
“เ้านี่มัน...!” จางกู้ไม่รู้จะหาคำไหนมาต่อว่า เพราะตนรอดมาได้ก็เพราะเด็กแสบคนนี้ เขาถอนหายใจอย่างปลงตก “อย่าทำแบบนี้อีก หากหนีไม่ได้จะเป็อย่างไร อย่าลืมว่าเถ้าแก่จูรอเ้ากลับไปหาอยู่” จางกู้บอกเสียงสั่นเขาก็ผูกพันกับเ้าเด็กนี่ไม่น้อยทั้งยังตั้งใจจะปกป้องเด็กมันด้วยชีวิต แต่เด็กตรงหน้านี้ดันเอาชีวิตตัวเองไปแขวนเล่น มันน่านัก!
“ขอรับ ข้าจะไม่ทำแบบนี้อีกแล้ว” น้ำเสียงเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด แต่ริมฝีปากกลับฉีกยิ้ม
“เ้ายิ้มอันใด สำนึกบ้างหรือไม่” จางกู้ดันเ้าเด็กดื้อให้นั่งดีๆ พลางถามเสียงดุ
“ก็ข้าตื่นเต้นนี่นา!” เย่ิยอมรับว่าตอนหลบเ้าตัวนั่น เขาไม่ได้รู้สึกแค่กลัวแต่ตื่นเต้นด้วยทั้งยังสนุกอีกด้วย! ราวกับบางอย่างในตัวเขามันเรียกร้อง ราวกับมันชอบที่เขาทำเื่อันตราย หรือมันอาจจะกำลังกระตุ้นอะไรในตัวเขาให้ตื่นกันนะ
“มะเหงกสิ” ไม่แค่ว่าแต่มือนั้นเคาะหน้าผากไปแล้วเต็มแรง
“โอ๊ย! หัวข้าแตกแล้ว” เย่ิโวยวายพลางยกมือกุมหน้าผากที่เจ็บแปล๊บๆ “ไหนบอกจะปกป้องข้า นี่ท่านกำลังจะฆ่าข้าชัดๆ” เย่ิบ่นงุบงิบพลางชอนตากลมโตมองจางกู้ด้วยแววตาอ้อนจนคนอายุเยอะกว่าใจอ่อนยวบอีกรอบ
“ก็ลงโทษเด็กดื้อแบบเ้าไง” จางกู้ดึงมือของเย่ิออกแล้วลูบรอยแดงนั่นเบาๆ “เดี๋ยวก็หาย เลิกสำออย” ถึงจะว่าแบบนั้นแต่มือหนาก็ยังคงลูบรอยแดงนั่นเบาๆ ราวกับกำลังปลอบประโลมโดยไม่รู้เลยว่า ตั้วผางนั้นเขินจนตัวม้วน เขินจนถอนขนม้าจะหมดแผงคอแล้ว!
ฮี่!
ผลั๊วะ
“โอ๊ย เ้าม้าเนรคุณ!!”
เย่ิมองหนึ่งคนหนึ่งม้าทะเลาะกันด้วยความอ่อนใจ ตั้วผางที่เขารู้จักในตอนแรกนั้นเป็ผู้เป็คนกว่านี้ แน่นอนว่าอย่างน้อยก็ไม่ใช่คนที่ไล่ถอนขนม้าเพราะความแค้นแบบนี้ ตอนนี้พวกเขาพักแรมกันอยู่ภายในเขตอาคมป้องกันระดับกลางที่หนึ่งในกลุ่มสำรวจเอาออกมาใช้ หลายคนต่างคิดในใจว่ามีของดีทำไมไม่เอามาใช้แต่แรก ปล่อยให้โดนพวกมันรังครวญตั้งสองรอบทำไมกัน
แต่ก็นั่นแหละ ลูกคุณหนูผู้สูงศักดิ์แบบนั้นใช่คนที่พวกเขาจะไปตำหนิได้ ได้แค่ขอบคุณและพึ่งใบบุญไป
“อาิเปลี่ยนเวรแล้ว ไปนอนได้แล้ว” จางกู้เรียกเย่ิที่นั่งมองตั้วผางด้วยสายตาว่างเปล่า เขาเองก็ค้านจะไปห้ามเ้าบ้านั่น ปล่อยให้ม้ากระทืบอยู่แบบนั้นนั่นแหละ
“ขอรับ” แน่นอนว่าคนที่มีชนักติดหลังแบบเขายอมทำตามคำสั่งแต่โดยดี
จางกู้ยกยิ้มอย่างพึงพอใจที่เ้าเด็กนี่พูดง่ายขึ้นมาบ้างเขาไม่รู้เลยว่า เย่ิที่พูดง่ายแบบนี้จะเกิดขึ้นอีกเมื่อไหร่ จางกู้รู้ดีพอรุ่งเช้าเ้าเด็กดื้อจาใสบอกอะไรก็ไม่ฟังจะกลับมาอีกแน่ๆ
การเดินทางภายในป่าอสูรระดับสามไม่มีวันไหนที่ราบรื่น เพียงวันแรกก็โดนต้อนรับอย่างอบอุ่นจากสองเผ่าพันธุ์ พอรุ่งเช้าต่อมาไม่ทันได้เช็ดขี้ตาก็ต้องร้องจ๊ากเพราะมีผู้มีเยี่ยมแบบไม่ทันตั้งตัว โชคดีที่อาคมระดับกลางนั่นปกป้องพวกเขาทั้งหมดไว้ได้ จากสัตว์ตัวมหึมาที่ออกล่าในยามเช้า พอมันเห็นว่าทำอะไรพวกเขาไม่ได้มันก็จากไป
จากนั้นพวกเขาก็เร่งเก็บของ รีบทานอาหารเช้าและรีบเดินทาง ภายในใจทุกคนต่างภาวนาถึงทางออก ไม่มีใครอยากจะอยู่ต่อในป่านี้อีกแล้ว แต่การเดินทางผ่านป่าอสูรนี่ยังต้องมีต่อเนื่องอีกแปดวันเลยทีเดียว
“เอ่อ” เย่ิมองสถานการณ์ตรงหน้าแล้วไร้คำพูด เมื่อวานตั้วผางทะเลาะกับม้าเพราะไปถอนขนแผงคอมันจนบาง วันนี้ตั้วผางจึงไม่มีม้าขี่เพราะม้าตัวนั้นงอนไม่ยอมให้ตั้วผางจับ สุดท้ายเ้าม้าตัวนั้นก็มาหาเขา ส่วนตั้วผางก็ไปขี่ม้าตัวเดียวกับจางกู้ซึ่งบุรุษตัวั์สองคนนั่งด้วยกันย่อมเบียดกัน สุดท้ายตั้วผางก็ถูกม้าของจางกู้เทอีกตัว ตอนนี้ตั้วผางจึงคอตกเดินตามกลุ่มอยู่ด้านหลัง
“สมน้ำหน้ามัน” จางกู้เหลือบตามองเล็กน้อยก่อนกระทุ้งม้าให้เดินต่อ
เย่ิถอนหายใจเบาๆ ก่อนหันไปหาม้าสีน้ำตาลของตั้วผางแล้วเอ่ย “เ้าน่ะ อย่าทิ้งเ้านายตัวเอง กลับไปรับเข้าซะ และข้าขอให้สัญญาว่าเขาจะไม่ทำร้ายเ้าอีก เพราะหากทำข้าจะให้ไป๋ไป๋กระทบเขาเอง” เย่ิยกมือลูบแผงม้าที่บางลงมากจากตอนแรกด้วยความสงสาร มันมองเย่ิครู่หนึ่งก่อนถอนหายใจออกมาแรงๆ และเดินไปหาตั้วผาง พลางใช้เท้าเตะอีกฝ่ายเบาๆ เพื่อให้เงยหน้ามองมันอีกด้วย
“อ๋า เ้ากลับมาหาข้าหรือ! ข้าสัญญาว่าจะไม่ดึงขนเ้าอีกแล้ว ขอบคุณเ้าที่ไม่ทิ้งข้า!!”
เย่ิยกยิ้มกับเสียงด้านหลัง
เมื่อตั้วผางคืนดีกับม้าแล้วทุกคนก็เร่งฝีเท้าม้าทันที เสียงวิ่งของม้าดังก้องไปทั่วป่าและพุ่งผ่านไปอย่างรวดเร็วจนฝุ่นตลบ
เมื่อตั้วผางได้ม้าคู่ใจกลับคืน พวกเขาก็เร่งเดินทางต่อทันที ไม่มีใครรู้ว่าต้องเดินทางผ่านป่าอสูรแห่งนี้ไกลเท่าไหร่เพราะไม่มีแผนที่ ทุกคนที่เข้ามาในนี้หากออกนอกเส้นทางล้วนไม่ได้วนกลับมา หรือแม้จะอยู่ในเช่นทางก็ยังเสี่ยงที่จะจบชีวิตลงที่นี่ ดังที่พวกเขาเจอกันก่อนหน้านี้ พวกเขานับว่าโชคดีที่พวกมันไม่ได้เล็งยกกลุ่มจึงถูกปล่อยออกมาง่ายๆ ยกเว้นเย่ิน่ะนะ
พวกเขาเดินทางกันจนหมดวันอีกครั้ง ครั้งนี้เดินทางได้สะดวกสบายพอสมควร นอกจากมีสัตว์อสูรโผล่มาทักทายก็ไม่มีเหตุการณ์ระทึกขวัญเกิดขึ้นอีก วันนี้พวกเขาพักแรมกันแถวข้างๆ ทางที่เดินทางกัน พวกเขาค่อนข้างเข็ดเพราะครั้งแรกที่โดนลวงตาเพราะเผลออกนอกเส้นทาง ครั้งที่สองเองก็เช่นกัน
เส้นทางในป่านี้ค่อนข้างกว้าง พอที่จะให้สองขบวนเดินสวนกันสบายๆ เพราะแบบนั้นพวกเขาจึงไม่ต้องห่วงว่าจะไปขวางทางใคร อีกอย่างเย่ิคิดว่าคงไม่มีใครผ่านมาในเร็วๆ นี้แน่
“ท่านจางข้าขอถามอะไรหน่อยสิขอรับ” หลังทานข้าวจนอิ่มแต่ละคนก็แยกย้ายกันพักผ่อน เพราะตอนนี้ยังไม่มืดมากจึงยังไม่ต้องแยกเวรยามเฝ้า แค่คอยสอดสายตาระวังไว้ก็พอ
“อะไรหรือ” จางกู้ที่หยิบดาบวงพระจันทร์ขึ้นมาเช็ดถูเงยหน้าขึ้นมาถาม
“ป่าอสูรแบ่งเป็กี่ระดับหรือขอรับ” ถามพลางไล่สายตามองดาบวงพระจันทร์ของคนตรงหน้าด้วยความสนใจ จนจางกู้เงยหน้าขึ้นมาเห็นจึงยกดาบให้คล้ายจะถามว่าอยากจับดูไหม แต่เย่ิส่ายหน้า “ข้าไม่ใคร่ถูกกับดาบหรือกระบี่นักขอรับ ครั้งแรกที่จับก็นำมันไปฟันมั่ว จนทำม้าของเถ้าแก่หลุดคอกวิ่งจับกันวุ่นวาย แหะ” เย่ินึกถึงครั้งแรกที่จับของมีคมได้ ตอนนั้นด้วยความตื่นเต้นและคึกคะนอง ดันเอาไปฟาดฟันเล่นระหว่างตรวจตราคอกม้า ทำให้คมดาบไปฟันเชือกมันประตูคอกม้าขาดแล้วทำม้าหลุด
ตอนนั้นเขาจำได้ว่าวิ่งตามม้ากันเกือบสิบคน เขาเองก็วิ่งตามจนลิ้นห้อยแต่จับกลับมาได้แค่ตัวเดียว จากนั้นก็มีหลายๆ เหตุการณ์ซวยๆ ที่เกิดจากการถือดาบจากเขา เพราะแบบนั้นเย่ิจึงสรุปว่าตัวเขาไม่ใคร่จะถูกกันกับดาบหรือกระบี่ ห่างไว้ให้ดีที่สุด
“เช่นนั้นรึ” จางกู้เก็บดาบกลับไปเช็ดต่อก่อนเอ่ยตอบคำถามที่เด็กน้อยถามไว้ก่อนหน้านี้ “ป่าอสูรแบ่งออกเป็ห้าระดับ ยิ่งตัวเลขน้อยยิ่งอันตราย” จางกู้ตอบเสียงราบเรียบพลางเก็บดาบเข้าฝักแล้วเงยหน้ามองเด็กน้อยที่จ้องเขาตาแป๋วอยู่ “ที่เราอยู่ตอนนี้คือระดับสาม แต่อย่าชะล้าใจไป ในป่าอสูรไม่ได้มีแค่สัตว์อสูร”
“หมายความว่าอย่างไรขอรับ”
“ป่าอสูรเป็ชื่อเรียกโดยรวมของมัน ความจริงสิ่งที่อาศัยอยู่ใครจะหยั่งรู้ ตามคำบอกเล่าที่ได้ยินมา บอกว่าในป่าอสูรมีสัตว์อสูรค่อนข้างน้อยส่วนมากเป็สัตว์อสูรนอกรีตที่ถูกฝูงขับไล่เพราะมีพฤติกรรมโหดร้าย ที่จะมีมากในป่านี้ก็จะเป็สัตว์มารมากฤทธิ์ ภูตผี ปีศาจรวมไปถึงพวกมาร” จางกู้เล่าไปมองรอบๆ ไปพลาง “ว่ากันว่าต่อให้เป็ป่าอสูรระดับห้า ก็มีโอกาสพบเจอพวกมารได้”
“พวกมาร อันตรายมากหรือขอรับ” เย่ิไม่เคยศึกษาเื่เหล่านี้เป็จริงเป็จัง เขารู้เพียงแค่ผิวเผินเท่านั้น ในตำราก็บอกว่าเผ่ามารเป็เผ่าที่หวงถิ่นจึงไม่ค่อยออกมาวุ่นวายกับมนุษย์ แต่หากพวกเขาถูกรุกรานก่อนก็พร้อมที่จะตอบโต้กลับอย่างรุนแรง อีกอย่างในตำรานั่นยังบอกชัดว่าเผ่ามารนั้นอาศัยอยู่อีกมิติหนึ่งไม่ใช่อีกที่หนึ่ง เย่ิจึงคิดว่าการเจอเผ่ามารจึงเป็ไปได้ยากไม่คิดว่าในป่าก็จะมี
“อา มารพวกนี้ก็เป็มารนอกรีต พวกหัวรุนแรง เืเย็น พวกมันต้องเคยทำเื่ร้ายแรงที่เผ่ามารมาก่อนจึงถูกเนรเทศมาที่นี่ อันตรายมาก มากกว่าสัตว์มารระดับพันปีเสียอีก แต่น้อยมากที่จะเจอ” อย่างน้อยโอกาสพบเจอก็น้อยมาก เขาคิดว่ายังไงก็คงปลอดภัยจนออกไปพ้นป่าแห่งนี้
แต่ใครจะคาดคิดว่าไม่กี่วันต่อมาพวกเขาจะได้พบเจอกับพวกมันตัวเป็ๆ
การเดินทางในวันที่สามและสี่เป็ไปด้วยความราบรื่นนอกจากจะไม่ถูกตัวประหลาดก่อกวนแล้วยังไม่ถูกแวะเวียนกระทั่งสัตว์อสูร ทุกอย่างดูเงียบสงัดไปหมด แม้จะแปลกใจก็ก็คิดว่าดีไม่ใช่น้อยที่เดินทางราบรื่น หากเป็เช่นนี้อีกสามวันพวกเขาก็คงจะถึงทางออกจากป่าแล้วเป็แน่
และเหมือนจะเป็เื่มหัศจรรย์ที่ผ่านมาสามวันแล้วพวกเขาก็ยังไม่เจอการก่อกวนอีกเลย จนกระทั่งอีกสามลี้ก็จะถึงทางออกซึ่งเห็นได้จากต้นไม้ที่มีสีเขียวต้นใหญ่ตั้งเด่นสง่าอยู่ตรงหน้า ทุกคนต่างเผยสีหน้าโล่งอกและผ่อนคลายออกมาเมื่อคิดว่าจะพ้นจากป่าน่ากลัวนี่เสียที
ทว่า
“รีบร้อนไปไหนกันหรือ”
เสียงเย็นเยียบชวนขนลุกดังขึ้นด้านหน้าพวกเขา ทุกคนต่างเงยหน้าขึ้นมองด้วยความใ ก่อนจะเบิกตากว้างจนแทบจะถลนออกมา เมื่อเห็นว่า ‘อะไร’ ยืนอยู่ตรงหน้าตน
สิ่งที่ยืนอยู่ตรงหน้าพวกเขาเหมือนมนุษย์ทุกระเบียบนิ้ว เพียงแต่กลิ่นอายรอบๆ ตัวกลับไม่ใช่ เพียงมองแค่แว้บแรกก็รู้ได้ทันทีว่านั่นไม่ใช่มนุษย์ และสิ่งที่เลียนแบบมนุษย์ได้เหมือนมากขนาดนี้เป็อะไรไปไม่ได้นอกจาก ‘มาร’ เรือนผมสีดำที่ปล่อยสยายปลิวตามแรงลมน้อยๆ ดวงตาคมสีชมพูหางตาชี้ขึ้นดูดุดันน่าหวั่นเกรง ริมฝีปากสีแดงสดแย้มยิ้มอยู่ตลอดเวลาแต่กลับทำให้บรรยากาศรอบๆ ตัวชายผู้นั้นดูน่าขนลุก
อาภรณ์ที่สวมใส่ก็เป็ชุดสีดำไร้ลวดลาย ทั้งยังเป็ชุดบางๆ ที่มีเพียงสองชั้นเท่านั้น ซึ่งมนุษย์ทั่วไปคงทนไม่ไหวกับอากาศที่เย็นะเืของป่าแห่งนี้ด้วยชุดเพียงสองชั้นแน่นอน มันยืนเหยียดหลังตรงสองมือไขว้หลังดูองอาจสง่าและน่าเกรงขามในเวลาเดียวกัน
ทุกคนในบริเวณเงียบนิ่งไม่มีใครกล้าเอ่ยตอบเพราะต่างได้รับคำสั่งสอนมาว่าอย่าตอบรับอะไรมั่วซั่วหากยังไม่มั่นใจ ยิ่งกับสิ่งตรงหน้าที่ดูไม่น่าไว้ใจแบบนี้ด้วย
พอมันเห็นว่าไม่มีใครตอบ มันก็เอียงคอมองก่อนจะฉีกยิ้มกว้างและเอ่ยด้วยน้ำเสียงเข้มเย็นะเือีกครั้งว่า
“ข้าถาม ไม่ได้ยินกันหรือ พวกมนุษย์น่าโง่!”
เฮือก!
ทุกคนสะดุ้งสุดตัวขนลุกซู่ทั้งตัว แรงกดดันเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วจนทุกคนเข่าอ่อนกระแทกพื้นกันสั่งดัง พวกเขาต่างตัวสั่นงันงกด้วยความหวาดกลัว สิ่งที่อยู่ตรงหน้าเทียบไม่ได้กับความกดดันของสัตว์มารระดับเจ็ดที่เจอตอนแรก ตัวประหลาดสองตัวก่อนหน้านี้เองก็เทียบไม่ติด ความหวาดกลัวเกินจะบรรยายเข้าเกาะกุมจิตใจทุกคน ชาวบ้านธรรมดาทั่วไปต่างก็ทนไม่ไหวล้มลงไปนอนกลิ้งอยู่บนพื้นพลางร้องออกมาด้วยความทรมาน
เย่ิกัดฟันแน่นเนื้อตัวเขาสั่นเทาไปหมดแม้ภายในใจจะไม่ได้หวาดกลัวแต่ร่างกายกลับรับไม่ไหว สั่นเกร็งจนล้มลงไปนอนกับพื้นอีกคนเพียงแต่เขาไม่ได้ดิ้นทุรนทุรายแบบคนอื่น จางกู้ที่เห็นก็นึกห่วงแต่ลำพังตัวเขายังเอาตัวไม่รอด คงไม่สามารถไปช่วยเย่ิได้
“เอ้า ไม่ตอบกันเลย พวกมนุษย์นี่ไม่มีมารยาทเลยน้า” มันว่าเสียงระรื่นพลางยิ้มแย้มราวกับเป็มิตรแต่ดวงตาของมันกลับไม่ได้ประกายสดใสดั่งคนใจดีแต่เต็มไปด้วยความโเี้และกระหายที่ทอดมองมา มันจ้องมองเย่ิเป็พิเศษพลางแลบลิ้นเลียด้วยความกระหายอยาก “จุ๊ๆ ถึงจะน่าเบื่อไปบ้างแต่พวกเ้าก็พาของดีมาหาข้าถึงที่”
ไม่ต้องถามก็รู้ว่ามันหมายถึงใคร เพราะเหตุการณ์หลายๆ เหตุการณ์นั้นทำให้พวกเขามั่นใจแล้วว่าบางอย่างในตัวเย่ิมีสิ่งที่พวกมัน้า ทั้งสัตว์มาร พวกภูตผีปีศาจและมารเอง ก็กระหายที่จะได้ตัวเย่ิไป แม้ไม่รู้ว่ามันคืออะไรแต่จางกู้ก็หมายมั่นตั้งใจว่าจะปกป้องเย่ิจนตัวตาย ทว่า
“หาก อึก หากอยากได้มันนัก เ้าก็ อั่ก เอามันไปเสียสิ” เป็ติงหงยี่ที่เอ่ยออกมาด้วยความยากลำบาก แม้นางจะมียันต์ระดับสูงคุ้มกายก็ยังไม่อาจต้านทานแรงกดดันของมารตนนี้ได้ ยิ่งหากไปขัดใจมันก็ยิ่งนำพาความตายมายังตน สู้ให้สิ่งที่มัน้าไปจะดีกว่า
“ฮ่าๆ” มารตนนั้นมองไปยังสตรีผู้มีใบหน้างดงามหยาดเยิ้ม หากแต่จิตใจดำมืดไม่ต่างจากมารอย่างมัน ดวงตาที่เคยเป็สีชมพูพลันเปลี่ยนเป็เป็สีแดงก่ำ ร่างที่สูงเท่าๆ มนุษย์ก็ยืดยาวสูงกว่าสี่ศอก (1 ศอก = 50 ซม.) ผิวกายเปลี่ยนเป็สีดำกลืนกินกับเนื้อผ้าและผืนป่า ผมสีดำสยายยาวกว่าเดิมบ้างมีสีขาวมาแซม นิ้วมือทั้งสิบเต็มไปด้วยเล็บแหลมคมสีแดง ริมฝีปากของมันฉีกยิ้มกว้างไม่ต่างจากผีตาแดงที่พวกเขาเจอก่อนหน้านี้ แต่ตัวตรงหน้านี้น่ากลัวกว่ามาก
“นี่แหละหนามนุษย์ เห็นแก่ตัวไม่มีเผ่าใดเกิน!” มันว่าอย่างใส่อารมณ์ก่อนจะหันมาหาเย่ิที่นอนหมอบอยู่ “เ้าหนู ไปกับข้าแล้วข้าจะให้ทุกอย่างที่เ้า้า” มันว่าพลางเดินเข้าไปหาเย่ิอย่างช้าๆ
“อึก” เย่ิเงยหน้ามองมันก่อนจะเค้นเสียงตอบกลับไป “ข้าจะไปกับเ้า...อึก ก็ต่อเมื่อข้าตายเท่านั้น!!”
T B C
พาตัวละครหลักคนใหม่มาแนะนำ ส่วนจะมาในบทไหนนั้น รอติดตามชมกันนะฮะ
เอ จะมาร้ายหรือมารัก เอ้ย หรือมาดีกันน้า
enjoy!