“น้องหญิงปราณกระบี่ของเจ้านับวันก็ยิ่งร้ายกาจนัก ในคนรุ่นเดียวกันคงจะมีน้อยคนที่มีความสามารถเช่นเจ้า เรียกได้ว่า นับได้ด้วยมือข้างเดียวเป็นแน่” สวีอันฉีนางพูดอย่างเริงร่าท่ามกลางกองเลือดของเหล่าชายชุดดำที่ชั่วช้า นางและน้องหญิงตอนนี้ต่างลงมืออย่างโหดเหี้ยมและไร้ซึ่งความปราณีใดๆ
นั้นก็ช่วยไม่ได้ เพราะสองสตรีงามต่างได้ยินทุกคำที่ออกมาจากกลุ่มชายชุดดำเช่นกัน และเมื่อได้ยินได้ฟังเช่นนี้จะให้ยั้งมือกับพวกมันได้อย่างไร พานลี่ศิษย์ติดตามของพวกนาง ยังนับว่าเป็นสตรีวัยเยาว์ที่ไม่ควรพบเจอเรื่องพวกนี้
ตอนนี้ใบหน้าของสองสตรีงามเมื่อต้องหยดโลหิตกับดูส่องประกายเชิดฉายอย่างประหลาด ทั้งสวยงามและก็ดูน่าหวาดกลัวในเวลาเดียวกัน
“บอกมาเหตุใดเจ้าจึงต้องลงมือโหดร้ายกับเด็กหญิงตัวน้อยเช่นนี้” สวีอันฉีกล่าวโดยสีหน้าไร้อารมณ์ หากแต่นัยน์ตาของนางช่างเย็นเฉียบ เย็นจนผู้พบเห็นต้องหนาวสั่น ปลายกระบี่ของนางชี้ไปที่คอของหัวหน้าชายชุดดำ…
ชายชุดดำที่บัดนี้ร่างนั่งจมกองเลือดของตัวเอง มันจ้องใบหน้าของสวีอันฉีและมองไปที่สวีอี้เฟยมันพลั้นตกตะลึงในความงามของทั้งสอง แสงจันทร์ที่สะท้อนกับใบหน้าของพวกนางทำใจมันล่องลอย ก่อนจะได้สติจากความเจ็บปวดที่แขนและขา ความแสบร้อนนี้ไม่ง่ายเลยที่จะระงับ แม้ภาพตรงหน้าจะคือนางสวรรค์
ชายชุดดำมันเลือกหัวเราะเบาๆ ในลำคอ โดยมันไม่ได้ตอบสิ่งใด มีเพียงทีท่านิ่งเงียบและหัวเราะในลำคอเท่านั้น
มันทำอาชีพนักฆ่าและคนคุ้มภัยมานานเกินไป
ทำให้ในใจมันรู้ดีว่าสิ่งใดควรพูดสิ่งใดไม่ควรพูด นับว่ามันมีจรรยาบรรณในวิชาชีพของมันอยู่บ้าง หากแต่ความชั่วช้าและจิตใจของมันต่อผู้คนที่อ่อนแอนั้นควรเรียกว่าเข้าขั้นต่ำทราม
สวีอันฉีเห็นดังนั้นคิดจะตวัดกระบี่อีกคราว มือของยอดหญิงงามก็จับนางเอาไว้ ก่อนที่ยอดหญิงงามจะส่ายหน้า เพื่อบอกให้นางรู้ว่าไม่ควรลงมือต่อไปอีก
“ศิษย์พี่หญิงเราควรปล่อยให้นี่เป็นเรื่องของทางการมากกว่า… ไม่เช่นนั้นเรื่องราวจะบานปลายได้ จนทำให้ท่านพ่อและท่านอาต้องวุ่นวาย”
สวีอันฉีเห็นดังนี้ก็นิ่งคิดครู่สั้นก่อนจะหยุดมือ นางคิดในใจตัวเองเบาๆ พร้อมมองจ้องใบหน้าสวีอี้เฟยน้องหญิงของตัวเอง ‘เป็นเจ้าไม่ใช่รึที่รีบร้อนลงมือ แขนขาพวกมันที่อยู่ตรงหน้า กองเลือดเหล่านี้ล้วนเป็นผลงานเจ้าทั้งนั้น’
สวีอันฉีนางถอนหายใจก่อนที่จะหยิบของสิ่งหนึ่งออกจากแหวนมิติและยกขึ้นเหนือศีรษะ เมื่อสังเกตดีๆ จะพบว่าของสิ่งนี้คือพลุสัญญาณ หากแต่มันไม่ใช่พลุสัญญาณธรรมดา มันมีตราสัญลักษณ์ของจ้าวเมืองและอาณาจักรเก้ามังกรสลักอยู่
!!!ฟิว….ตะลุด ตะลุด ตะลุด
พลุสัญญาณส่องสว่างไปทั่วท้องฟ้า เป็นค่ำคืนมืดสว่างจ้าในทันที
นี่คือพลุแจ้งเหตุของอาณาจักรเก้ามังกรของสิ่งนี้เป็นของที่ทางการเอาไว้แจ้งเหตุร้ายไม่คาดฝันต่างๆ ส่วนหนึ่งมันได้มอบให้เหล่าจอมยุทย์และสำนักฝ่ายธรรมะที่มีชื่อเสียงและบุคคลระดับสูงของอาณาจักรไว้เท่านั้น แสดงถึงคุณค่าและการให้เกียรติของทางอาณาจักรต่อเหล่าสำนักใหญ่และเหล่าจอมยุทธ์ที่มีชื่อเสียงเหล่านั้น ที่หากมีเรื่องวุ่นวาย ด้วยสิ่งนี้พวกท่านย่อมได้รับการช่วยเหลือและแก้ปัญหาโดยทางการ
สวีอันฉีใช้พลุสัญญาณนี้ เพื่อให้เรื่องต่อจากนี้ฝ่ายทางการจะเป็นผู้สืบหาสาเหตุและจัดการปัญหาต่างๆ แทนพวกนาง แต่ถึงอย่างนั้นแม้ตอนนี้สวีอันฉีจะสังหารมันสิ้นทั้งห้าคน ณ เดี๋ยวนี้ก็ไม่มีใครกล้าเอาความผิดจากนางเช่นกัน นั่นเพราะในโลกในนี้ ‘พลังและอำนาจ’ มันคือคำตอบของทุกสิ่ง
สำนักบรรจบฟ้ายิ่งใหญ่ไม่แพ้ใครในอาณาจักรเก้ามังกร แม้แต่ทางราชสำนักยังต้องเกรงใจอยู่หลายส่วน และการฆ่าสังหารคนชั่วช้าก็นับไปเรื่องดีต่อทางการเสียอีก ดังนั้นในยุคสมัยที่ความแข็งแกร่งคือกฏ ไม่มีผู้ใดกล้าเรียกร้องสิ่งใดต่อผู้แข็งแกร่ง… และถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น หากแต่ความแข็งแกร่งนั้นก็ยังต้องควบคู่กับคุณธรรม
สำนักบรรจบฟ้ามีสิ่งเหล่านี้จึงทำให้เป็นสำนักวิชายุทธ์ที่มีชื่อเสียงและเป็นที่ยอมรับของผู้คนทั่วหล้าแห่งอาณาจักรเก้ามังกร
ในระหว่างนี้ยอดหญิงงามนางค่อยๆ เดินไปยังเด็กหนุ่มที่สลบอยู่ มันผู้ที่เต็มไปด้วยผ้าพันแผล ในใจสวีอี้เฟยนางรู้สึกแปลกประหลาดในทันที…
ตึกตัก ตึกตัก ตึกตัก
ไม่รู้ว่าด้วยเหตุอันใด ใจนางจึงเต้นเร็วขึ้น เร็วขึ้น ยิ่งนางก้าวไปอยู่ใกล้เด็กหนุ่มคนนี้
นางนั่งลงข้างกายเด็กหนุ่มก่อนจะค่อยๆ พลิกกายมันขึ้นมา นางใช้มือลูบไปที่ใบหน้าของเด็กหนุ่มช้าๆ
แม้จะไม่อาจมองเห็นใบหน้าของเด็กหนุ่มชัดนักด้วยเพราะมีเหล่าผ้าพันแผลปิดบังไปทั่ว แต่นางก็รู้สึกพิเศษยิ่งกับเด็กหนุ่มคนนี้ อย่างที่แม้แต่ตัวนางเองไม่รู้ว่าจะอธิบายความรู้สึกเหล่านี้ได้อย่างไร
และในตอนนั้นเอง…
“ตึกๆ ตึกๆ ตึกๆ” เสียงหัวใจของเด็กหนุ่มมันก็ดังลั่นจนรู้สึกได้เช่นกัน
เด็กหนุ่มมันค่อยๆ ลืมตาขึ้นอย่างช้าๆ
หัวใจของมันสั่นไหว… สั่นไหวอย่างที่ไม่เคยเป็น
เฉียวเฟิงมันเคยคิดว่าตัวมันนั้นแข็งแกร่งและมั่นคงด้วยสตินัก ไม่ว่าจะพบเจอสิ่งใด ภัยร้ายหรืออุปสรรคมันจะจัดการได้อย่างมีเหตุมีผล
แต่ในตอนนี้เมื่อมันได้มองไปที่นาง นางผู้งดงาม
ภาพที่เคยเห็นในห้วงจิต ภาพที่จ้าวหมื่นมารสร้างขึ้นของสตรีผู้หนึ่งที่ไม่ว่าจะทำอย่างไรมันก็ไม่อาจจะลืมเลือนใบหน้านี้ได้ มันเคยคิดว่าเมื่อมันอยู่ต่อหน้านาง นางอาจจะเป็นแค่ผู้หญิงหรือสตรีคนหนึ่งที่มันอาจจะไม่ได้รู้สึกอะไร
แต่ตอนนี้ เมื่อนางผู้งามตระการได้อยู่ตรงหน้าของมัน... มันรู้สึกได้แค่ว่าที่สิ่งที่เคยคิดเอาไว้นั้นผิดทั้งหมด หัวใจของมันร่ำร้องว่าทั้งชีวิตมันไม่อาจจะขาดนางได้…
จากที่มันเคยคิดว่านางเป็นสตรีที่งดงาม งดงามอย่างเหนือล้ำก็เท่านั้น… บุรุษทั่วหล้าและตัวมันคงชอบนางก็เพราะความงามนี้
ตอนนี้มันเข้าใจแล้วว่าสำหรับจ้าวหมื่นมาร นี่ไม่ใช่แค่ความลุ่มหลงในความงดงามของสตรี นั่นเพราะเฉียวเฟิงมันก็รับรู้เช่นกันว่า ตอนนี้ราวกับหัวใจและร่างกายของมันถูกร้อยรัดด้วยโซ่ตรวนและสายไย ที่ไม่ว่าชาติภพ ก็อาจจะไม่มีวันสะบั่นมันขาด
เพื่อหนึ่งรอยยิ้มของนาง แม้ต้องแลกด้วยชีวิต หัวใจของมันคล้ายจะรีบตอบว่าพร้อมยอม
ตอนนี้ในจิตของเฉียวเฟิงคิดนึก แท้จริงมันก็คงเป็นบุรุษโง่คนหนึ่ง
.
.
.
มือข้างหนึ่งของเฉียวเฟิงมันค่อยๆ ยกขึ้นสัมผัสใบหน้าอันงามล้ำค่าของสวีอี้เฟยยอดหญิงที่งามตระการ
โดยที่ไม่รู้ทำไม มือที่ยกขึ้นนั้นเฉียวเฟิงคล้ายรู้สึกว่า ไม่ใช่แค่ตัวมันที่เป็นผู้ยกมือนี้ขึ้น... ราวกับว่ามือนี้คือมือของมันแต่ไม่ใช่มือของมัน
ราวกับว่าเฉียวเฟิงสัมผัสถึงหัวใจและความรู้สึกของบุรุษอีกผู้หนึ่ง ‘จ้าวหมื่นมาร’
มือของเด็กน้อยช่างหยาบกร้าน... มันเป็นมือของคนที่ตรากตรำ มือข้างนี้กำลังสัมผัสสตรีซึ่งงามตระการ