บารอนแบเชลสะบัดคอไปมาเบาๆ ก่อนจะเอื้อมมือไปจัดเนกไทให้เข้าที่เข้าทาง เมื่อมั่นใจว่าปมเนกไทอยู่ตรงกลางเป๊ะแล้ว เขาก็แจกยิ้มให้ทั้งสองคนที่เหลืออยู่ ดูเหมือนว่าเขาจะกลับมามีมาดสุภาพบุรุษมาดเนี๊ยบเหมือนตอนแรกเปี๊ยบ
“เอาล่ะ ใครจะเป็คนชิมต่อดี?”
บารอนแบเชลเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลและมั่นคง ราวกับว่าเมื่อครู่ไม่มีอะไรเกิดขึ้นเลยสักนิด
“ผมเอง”
ดันเต้ยกมือขึ้นอาสาแบบไม่ต้องเสียเวลาคิด
“ดีมาก”
บารอนแบเชลรู้สึกแปลกใจนิดหน่อยที่เห็นนักเรียนดูกระตือรือร้นกับเกมมรณะรอบใหม่ขนาดนี้ ปกติแล้วพอจบพ้นรอบแรกไป พวกนักเรียนที่เหลือมักจะเริ่มสติแตกด้วยความหวาดกลัว แต่ดูสองคนนี้สิ นอกจากจะนิ่งกริบแล้ว ยังดูพกความมั่นใจมาเต็มเปี่ยมอีกต่างหาก
แต่ก็นั่นแหละ ยิ่งเป็แบบนี้ บารอนแบเชลก็ยิ่งรู้สึกว่ามันน่าสนุก เขายิ้มออกมาอีกครั้ง เพราะการเปลี่ยนแปลงที่เหนือความคาดหมายนี่แหละคือเครื่องปรุงรสชั้นยอด สำหรับผู้ล่าแล้ว ยิ่งเหยื่อมีความพิเศษมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งคุ้มค่าที่จะล่ามาเท่านั้น
บารอนแบเชลประคองถาดอาหารอีกใบขึ้นมา แล้วเดินอ้อมขอบโต๊ะยาวอย่างมีมารยาทจนมาหยุดอยู่ข้างกายของดันเต้ จากนั้นเขาก็ผ่อนแรงยกมือขึ้นเปิดฝาครอบจานสีเงินให้กับดันเต้
อาหารจานนี้ต่างจากจานก่อนหน้าอย่างสิ้นเชิง อาหารในจานส่งกลิ่นหอมยั่วน้ำลายลอยเตะจมูก สีสันเหลืองทองอร่าม มองเห็นร่องรอยความกรอบได้อย่างชัดเจน เนื้อย่างถูกห่อหุ้มด้วยชั้นแป้งกรอบนอกส่องประกายล้อแสงไฟ ดูเหมือนว่าบนฝาครอบจานจะมีการลงเวทมนตร์เอาไว้ ถึงจะวางทิ้งไว้สักพัก แต่มันก็ยังคงรักษาความสดใหม่ของอาหารไว้ได้เป็อย่างดี
ดันเต้ต้องสะกดกลั้นความอยากที่จะหยิบฝาครอบจานนั้นมาถอดรหัสวิเคราะห์ดู แล้วหันกลับมาจดจ่อที่อาหารแทน เขานั่งตัวตรง หยิบมีดและส้อมขึ้นมา แล้วเริ่มตัดแบ่งอาหารอย่างไม่รีบร้อน อาหารที่เขาส่งเข้าปากแต่ละคำนั้นมีปริมาณไม่มากนัก จากนั้นเขาก็ค่อยๆ เคี้ยวอย่างละเมียดละไม
อืม...หนังกรอบมีเลเยอร์ เนื้อข้างในนุ่มชุ่มฉ่ำ แถมยังมีรสหวานมันของชีสผสมโรงเข้ามาอีก เป็มื้อดึกที่สมบูรณ์แบบจริงๆ แฮะ
กระบวนการทั้งหมดนี้กินเวลาไปประมาณ 5 นาที เขาจึงวางมีดและส้อมลง แล้วหยิบผ้าเช็ดปากมาซับริมฝีปากเบาๆ
“ไม่เลว”
ดันเต้พิงหลังกับพนักเก้าอี้อีกครั้ง พร้อมกับให้คะแนน เขาถึงกับเกือบจะควักกระเป๋าเงินออกมาให้ทิปบารอนแบเชลด้วยซ้ำ แต่ดีที่เขายั้งมือไว้ได้ทัน
ท่าทีของดันเต้นั้น ทำให้บารอนแบเชลประหลาดใจสุดๆ เขาไม่เคยเห็นนักเรียนคนไหนทำตัวชิลล์ขนาดนี้ในห้องคหกรรมมาก่อนเลย นักเรียนคนนี้ไม่มีความหวาดกลัวเลยสักนิด แต่กลับทำตัวเหมือนแขกผู้สูงศักดิ์ที่กำลังมาประเมินฝีมือเชฟยังไงยังงั้น
นี่ข้าเชิญมันมากินข้าวเหรอเนี่ย? ไอ้หมอนี่เป็มันนักชิมตัวจริง หรือว่าสมองมันมีปัญหาไปแล้วกันแน่?
“หึๆๆ”
บารอนแบเชลหลุดขำออกมา นอกจากความประหลาดใจแล้ว เขายังรู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาอีกด้วย ช่างเป็เหยื่อที่แปลกใหม่จริงๆ เขาแทบจะรอไม่ไหวที่จะได้เห็นใบหน้าที่แสนสงบนิ่งของนักเรียนคนนี้เปลี่ยนเป็ความสิ้นหวัง แล้วเริ่มอ้อนวอนขอชีวิตจากเขา คิดแล้วก็อยากจะบดขยี้มาดนิ่งๆ นั่นให้แหลกคามือจริงๆ
“แล้ว...คำตอบของคุณคืออะไรบ้าง?”
บารอนแบเชลแสยะยิ้มพลางชำเลืองมองดันเต้แล้วเอ่ยถาม
“คำตอบของผมคือ—”
“โคนีเลีย พิษ กิน ลงมือ”
ดันเต้นั่งพิงพนักเก้าอี้พลางไขว่ห้างแล้วพูดออกมา
“นี่คือคำตอบของคุณเหรอ?”
บารอนแบเชลขมวดคิ้วแน่น ดูเหมือนจะสงสัยว่าตัวเองหูฝาดไปหรือเปล่า
“ใช่แล้ว”
ดันเต้ตอบด้วยใบหน้าไร้ความรู้สึก
แต่คำตอบนั้นทำเอาบารอนแบเชลสตั๊นไปชั่วขณะ
โคนีเลีย พิษ กิน ลงมือ
มันหมายความว่ายังไงกันแน่? ไม่ว่าจะมองมุมไหน มันก็ไม่ได้เฉียดใกล้คำตอบที่ถูกต้องเลยสักนิด!
ฝีมือแค่นี้ แต่ยังกล้าอวดดีขนาดนี้เนี่ยนะ? นี่เ้ากำลังปั่นหัวข้าเล่นงั้นเหรอ? แต่จริงๆ แล้วเ้าไม่ได้รู้อะไรเลยใช่ไหม? พอรู้ว่าต้องตายแน่ๆ ก็เลยเลือกที่จะดื่มด่ำกับอาหารให้คุ้มก่อนตายงั้นเหรอ?
บารอนแบเชลจ้องเขม็งไปที่ดันเต้ จนถึงตอนนี้เ้าหมอนี่ก็ยังดูนิ่งสงบไม่สะทกสะท้าน ทำให้เขารู้สึกเหมือนโดนหยามยังไงไม่รู้
ความหวาดกลัวของเ้าล่ะ? ความสิ้นหวังล่ะไปไหนหมด? นั่นมันคือเครื่องปรุงรสชั้นเลิศที่ข้าควรจะได้นะโว้ย! แล้วดูสีหน้าที่เหมือนกินอิ่มแล้วอยากได้เครื่องดื่มตบท้ายนั่นสิ เห็นที่นี่เป็ร้านอาหารจริงๆ หรือไง?
“ฮี่ๆๆๆ ผมเพิ่งเคยเจอนักเรียนแบบคุณเป็ครั้งแรกเลยนะเนี่ย”
บารอนแบเชลโกรธจนตัวสั่น แต่เขากลับหัวเราะออกมาด้วยความโมโห
“ผมตัดสินใจแล้ว ผมจะเคี้ยวคุณในปากให้แหลกละเอียด! เป็การลงโทษที่คุณทำความปรารถนาของผมพังพินาศ!”
สิ้นเสียงที่เต็มไปด้วยโทสะของบารอนแบเชล ลำคอของเขาก็ยืดออกอีกครั้ง ส่วนหัวทั้งหมดกลับกลายเป็ร่างจริงของเขาอีกครั้ง เพียงแต่ในครั้งนี้ เขาไม่อยากจะชื่นชมอาการของเหยื่ออีกต่อไปแล้ว เขาอ้าปากกว้างแล้วพุ่งเข้าไปกัดดันเต้ในทันที!
ทว่าในจังหวะนั้นเอง โคนีเลียก็พุ่งตัวออกมาอย่างรวดเร็ว ในมือของเธอมีค้อนเหล็กด้ามหนึ่งปรากฏขึ้นมา เธอเหยียบลงบนโต๊ะอาหารแล้วะโทะยานไปข้างหน้า พลางเล็งไปที่ลำคอที่ยืดยาวออกมาของบารอนแบเชลแล้วฟาดลงไปสุดแรง
ตูมมมมม!
เสียงปะทะดังสนั่นเหมือนเหล็กกระทบกันดังก้องไปทั่วห้องเรียนที่เคยเงียบสงัด จุดที่ค้อนของโคนีเลียกระแทกเข้ากับเกล็ดของบารอนแบเชลจนเกิดเป็ประกายไฟกระเด็นไปทั่ว ได้กลิ่นเขม่าควันจางๆ ฟุ้งกระจายไปในอากาศ คอของบารอนแบเชลถูกโคนีเลียฟาดจนหักพับผิดรูปอย่างน่าสยดสยอง และร่างทั้งร่างของเขาก็ปลิวละลิ่วกระเด็นถอยหลังไป
โคนีเลียเองก็โดนแรงสะท้อนมหาศาลจนต้องยันเท้ากับพื้นสองสามครั้งถึงจะหยุดทรงตัวได้ แต่ในดวงตาของเธอกลับฉายแววตื่นเต้นที่สะกดกลั้นมานาน ในที่สุดเธอก็ได้ปลดปล่อยฝีมือสู้กันจริงๆ จังๆ เสียที
คำพูดของดันเต้เมื่อกี้ มีเพียงเธอเท่านั้นที่ฟังเข้าใจ มันหมายความว่า “โคนีเลีย เขาถูกผมวางยาพิษแล้ว พอเขากำลังจะกินผม เธอค่อยลงมือลอบโจมตี”
ในขณะเดียวกัน หมอกดำก็เริ่มแผ่กระจายออกมา ดันเต้ถอยไปยืนข้างหลังโคนีเลียและเรียกกวีผู้เสื่อมสลายออกมา
บารอนแบเชลพยายามพยุงตัวขึ้นด้วยสีหน้าที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้น เมื่อครู่เขาอยู่ใน่ที่การป้องกันอ่อนแอที่สุด จึงถูกโคนีเลียลอบโจมตีได้สำเร็จ นอกจากความเ็ปที่ตราตรึงอยู่ที่ลำคอแล้ว เขายังรู้สึกถึงความปวดแสบปวดร้อนที่รุนแรงขึ้นเรื่อยๆ ภายในท้องโดยไม่ทราบสาเหตุ
ทว่าเขายังไม่ทันได้มีโอกาสคิดอะไร และยังไม่ทันได้โต้กลับโคนีเลียกับดันเต้...เมื่อหมอกดำปกคลุมไปทั่วห้อง ความเ็ปที่ส่งออกมาจากภายในร่างกายของบารอนแบเชลก็ทวีคูณขึ้นสิบเท่าในชั่วพริบตา
เขาไม่อาจควบคุมตัวเองได้จนต้องทรุดเข่าลงกับพื้น แล้วกระอักเืเสียออกมาคำโต พรมที่ถูกเืหยดใส่เริ่มมีควันพวยพุ่งออกมาเหมือนถูกกัดกร่อนทันที เขาไอติดต่อกันอีกหลายครั้ง ราวกับจะขย้อนเครื่องในออกมาให้ได้ และสิ่งที่เขาคายออกมาก็คือกับดักหนามพิษขนาดเล็กรูปร่างประหลาดหลายชิ้น
“อ๊ากกกกก! พวกเ้า...พวกเ้าทำอะไรลงไป?!”
ท่ามกลางความตื่นตระหนกและโกรธแค้น บารอนแบเชลบิดคอไปมาพร้อมกับแผดเสียงร้องอย่างเ็ปรวดร้าว ความทรมานนี้ไม่ใช่สิ่งที่เขาจะสามารถใช้ประสบการณ์หรือคำพูดใดๆ มาบรรยายได้ แต่มันคือการทรมานอย่างต่อเนื่องที่เหนือยิ่งกว่าขีดจำกัด เขาลงไปนอนดิ้นทุรนทุรายอยู่บนพื้น ร่างกายบิดเบี้ยวไปมา ราวกับมีบางอย่างกำลังฉีกทึ้งเขาจากข้างในสู่ข้างนอกอย่างบ้าคลั่ง
“อยู่เฉยๆ ซะ”
โคนีเลียะโลงจากโต๊ะยาว เหยียบลงบนหลังของบารอนแบเชล แล้วใช้ค้อนเหล็กกดหัวเขาเอาไว้ ซึ่งดูเหมือนจะช่วยให้เขาสงบลงได้บ้างนิดหน่อย
“หึๆ”
ดันเต้หัวเราะเบาๆ พร้อมกับลากเก้าอี้ออกมาจากโต๊ะยาวตัวหนึ่ง เขาวางเก้าอี้ลงตรงหน้าบารอนแบเชลแล้วนั่งลง พลางประสานนิ้วมือทั้งสิบรองใต้คาง
“นายไม่มีสิทธิ์ถามอะไรทั้งนั้น ต่อจากนี้ไปคือเวลาสอบสวนของผม”
ดันเต้มองดูบารอนแบเชลที่หมอบราบอยู่กับพื้นด้วยสายตาที่เจือไปด้วยแววเย้ยหยัน