หลังจากคังอิงผละไป กวนเสี่ยว หัวหน้าสำนักงานก็หยิบสมุดบันทึกขึ้นมา แล้วเดินสอบถามสถานการณ์ของพนักงานที่ประสบปัญหาจากพนักงานคนอื่นๆ ทีละคน
ด้วยท่าทีที่จริงจังของคังอิง กวนเสี่ยวตัดสินใจตรวจสอบพนักงานแต่ละคนอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดข้อผิดพลาด เพราะไม่อย่างนั้น เธอจะไม่มีหน้าไปรายงานคังอิง
“หัวหน้ากวน ผมได้ยินมาว่าพนักงานที่ประสบปัญหาจะได้รับเงินช่วยเหลือพิเศษใช่ไหมครับ? เรื่องนี้เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า?”
ขณะที่กวนเสี่ยวกำลังยุ่งอยู่กับงาน ผู้ชายร่างเล็กที่มีใบหน้าเหมือนลิงก็เดินเข้ามาใกล้ๆ เธอ แล้วถามด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
ผู้ชายคนนั้นตัวไม่สูง เท้าสวมรองเท้าผ้าใบอาดิดาสและสวมเสื้อยืดแขนสั้นสีขาวกับกางเกงยีน การแต่งกายของเขาดูทันสมัยมาก
“โอ้โห จางชางเซิ่ง ข่าวสารของคุณนี่ไวจริงๆ เลยนะ รู้เรื่องนี้ได้ยังไงกัน” แน่นอนว่ากวนเสี่ยวจำจางชางเซิ่งพนักงานคนนี้ได้ เขาเป็นคนร่ำรวยของห้างสรรพสินค้ามิตรภาพ เพราะป้าของเขาแต่งงานไปอยู่ฮ่องกง เขาจึงมักจะสวมเสื้อผ้าที่ส่งมาจากฮ่องกง มือก็ถือบุหรี่ยี่ห้อคาเมล ทำให้เขาดูเป็นคนมีฐานะ
อย่างรองเท้าผ้าใบอาดิดาสที่เขาสวมใส่อยู่ตอนนี้ เขาบอกว่าป้าที่ฮ่องกงส่งมาให้ ราคาคู่ละกว่าสองร้อยเหรียญฮ่องกง ในยุคสมัยนี้มีไม่กี่คนหรอกที่ซื้อรองเท้าคู่นี้ได้
การแต่งกายสไตล์ฮ่องกงของจางชางเซิ่งมักจะทำให้เขารู้สึกดีกับตัวเอง แน่นอนว่าคนในห้างสรรพสินค้าก็มองเขาด้วยความชื่นชม
“โอ๊ย หัวหน้ากวน ผมก็ไม่ได้ตั้งใจจะสืบอะไรหรอกครับ แต่คุณเอาแต่ถามไปทั่วว่าใครยากลำบาก แค่คิดดูดีๆ หน่อยก็รู้แล้วครับ เมื่อก่อนสหภาพแรงงานก็เลือกพนักงานที่มีความยากลำบากแบบนี้ไม่ใช่หรือครับ?”
“โอ้โห ไม่เห็นรู้เลยนะว่านายฉลาดขนาดนี้ มีความสามารถในการวิเคราะห์ข้อมูลด้วย!” กวนเสี่ยวกวนประสาท
“หัวหน้ากวน คุณช่วยเพิ่มชื่อผมเข้าไปในรายชื่อด้วยได้ไหมครับ?” จางชางเซิ่งเอ่ยถาม
“รายชื่อ? รายชื่ออะไรเหรอ?” กวนเสี่ยวถามอย่างงุนงง
“รายชื่อพนักงานที่มีความลำบากไงครับ!” จางชางเซิ่งบอกหน้าด้านๆ
“นาย? พนักงานที่มีความลำบาก? อย่าล้อเล่นน่า ฉันยังลำบากกว่านายอีก” กวนเสี่ยวหัวเราะ เธอคิดว่าจางชางเซิ่งกำลังล้อเล่น
ห้างสรรพสินค้ามิตรภาพของพวกเราได้รับการตกแต่งอย่างหรูหรา อีกทั้งเครื่องใช้ไฟฟ้าพวกนี้ก็ล้วนแต่เป็นยี่ห้อดังในประเทศ คนทั่วไปหาซื้อไม่ได้ง่ายๆ นะ แบบนี้ประธานคังคงรวยมากแน่ๆ ผมได้ยินมาว่าเธอเป็นลูกสาวของเจ้าสัวใหญ่ ไม่ขาดแคลนเงิน
หากเธอจะมอบเงินช่วยเหลือพนักงานที่มีความลำบากจริงๆ ละก็ การเพิ่มชื่อผมเข้าไปในรายชื่อคงไม่ได้ทำให้เธอต้องเสียเงินมากขึ้นหรอกมั้ง” จางชางเซิ่งกล่าว
เรื่องเกี่ยวกับภูมิหลังและตัวตนของคังอิงนั้น ตอนนี้พนักงานในห้างสรรพสินค้ามิตรภาพต่างก็พูดกันไปต่างๆ นานา ส่วนสิ่งที่จางชางเซิ่งพูดนั้นก็เป็นแค่ข่าวลือข่าวหนึ่ง
ตอนแรกกวนเสี่ยวคิดว่าเขากำลังล้อเล่น แต่พอเห็นสีหน้าจริงจังของจางชางเซิ่งแล้ว เธอจึงตกตะลึงไปชั่วขณะ
“นายเป็นหนึ่งในคนที่ร่ำรวยที่สุดในห้างสรรพสินค้ามิตรภาพของพวกเราเชียวนะ จะไปอยู่ในรายชื่อพนักงานที่มีความลำบากได้ยังไง?
แค่ดูการแต่งกายของนายก็รู้แล้วว่านายไม่ใช่คนลำบาก นายเคยบอกไม่ใช่เหรอว่าทุกๆ ปี ป้าของนายจะส่งเงินมาให้ครอบครัวของนายหลายพันหยวน” กวนเสี่ยวพูดตรงไปตรงมา
คนอย่างจางชางเซิ่งไม่ใช่คนที่ลำบากเลยสักนิด ทั้งการแต่งกายที่ดูหรูหรา แถมยังมีญาติร่ำรวยที่คอยช่วยเหลืออยู่เรื่อยๆ ชีวิตแบบนี้เป็นชีวิตในฝันของผู้คนมากมายในอำเภอหลี่ว์ แต่เขากลับอยากจะแย่งโควตาของพนักงานที่มีความลำบากอีก
“หัวหน้ากวน ป้าของผมส่งเงินมาให้แม่ ไม่ได้ส่งมาให้ผมนะครับ ต่อให้ตอนนี้ผมสวมใส่เสื้อผ้าแบรนด์เนมทั้งตัวก็เถอะ แต่พูดตามตรงแล้ว พวกนี้ล้วนแต่เป็นเสื้อผ้าเก่าๆ ที่ลูกพี่ลูกน้องของผมไม่ใส่แล้วทั้งนั้น ไม่งั้นเขาคงไม่ยอมให้ผมหรอกครับ” จางชางเซิ่งกล่าว
กวนเสี่ยวอ้าปากค้าง วันนี้เธอได้ยินเรื่องซุบซิบนินทาที่น่าตกตะลึงเข้าแล้ว ที่แท้เสื้อผ้าที่จางชางเซิ่งสวมใส่อยู่ล้วนแต่เป็นของมือสองงั้นหรือ?
แต่พอลองสังเกตเสื้อผ้าแบรนด์เนมที่จางชางเซิ่งสวมใส่ดูดีๆ ก็พบว่ามันไม่ได้ใหม่เอี่ยมอ่องขนาดนั้น จะบอกว่ามันเป็นเสื้อผ้ามือสองก็เป็นไปได้
แต่ถึงอย่างนั้น ครอบครัวของจางชางเซิ่งก็อาศัยอยู่ในบ้านที่มีสามห้องนอนหนึ่งห้องนั่งเล่น ภรรยาของเขาทำงานอยู่ที่โรงงานหม้อไอน้ำ พวกเขาทั้งคู่มีงานทำ มาตรฐานการครองชีพย่อมดีกว่าคนทั่วไปมาก
ดังนั้นกวนเสี่ยวจึงส่ายหน้าบอกว่า “การเลือกพนักงานที่มีความลำบากนั้นมีมาตรฐานนะ ไม่ใช่ว่านายพูดว่าตัวเองลำบากก็คือลำบากจริงๆ ต้องผ่านการตรวจสอบและยืนยันก่อน ถึงจะเข้าไปอยู่ในรายชื่อพวกนั้นได้”
“หัวหน้ากวน คุณพูดแบบนี้มันใจร้ายไปหน่อยมั้ง ยังไงเงินพวกนี้ก็เป็นเงินของนายทุน จะให้ใครก็เหมือนกันแหละ”
เมื่อก่อนตอนที่บริษัทของพวกเรายังเป็นรัฐวิสาหกิจอยู่ ผมเคยมาขอแบบนี้หรือไง? ผมไม่ใช่พวกที่ชอบเอาเปรียบประเทศชาติ หรือพวกที่ชอบกินภาษีของประเทศนะ
แต่กับพวกนายทุน คุณรู้ไหมว่านายทุนคืออะไร? เมื่อเงินทุนมาถึงโลกนี้ ทุกซอกทุกมุมของมันก็เต็มไปด้วยเลือดสกปรก คาร์ล มาร์กซ์ [1] ก็เคยกล่าวไว้นี่
จางชางเซิ่งอาจจะทำอย่างอื่นไม่ได้ แต่เรื่องพูดจาปากหวานนั้นขอให้บอก ขนาดกวนเสี่ยวก็แทบจะรับมือไม่ไหว เธอจึงบอกว่า
“ยังไงฉันก็ไม่เห็นด้วย รายชื่อนี้ต่อให้ส่งไปให้ประธานคังก็คงถูกปฏิเสธอยู่ดี”
กวนเสี่ยวคิดในใจแล้วว่า ‘ฐานะทางบ้านของนายดีขนาดนี้ หากฉันเอาชื่อนายไปใส่ในรายชื่อพนักงานที่มีความลำบาก ประธานคังคงคิดว่าฉันไม่ยุติธรรมและใช้อำนาจในทางที่ผิดแน่’
แน่นอนว่าเธอไม่ได้พูดประโยคนี้ จนถึงตอนนี้คังอิงยังคงเชื่อใจกวนเสี่ยวมาก เรื่องเล็กเรื่องใหญ่ล้วนปล่อยให้กวนเสี่ยวเป็นคนจัดการ
ถึงแม้กวนเสี่ยวจะต้องเหนื่อยและยุ่งมากขึ้น แต่เธอก็รู้สึกถึงความสุขใจที่ได้ทำงานอย่างเต็มที่ มันต่างจากความรู้สึกที่น่าเบื่อหน่ายและไม่รู้จะทำอะไรเหมือนเมื่อก่อน มันสร้างความรู้สึกสดใหม่ที่แตกต่างออกไป เธอจึงเห็นคุณค่าของงานนี้เป็นอย่างมาก
“หัวหน้ากวน ประธานคังกรอกยาเสน่ห์อะไรให้คุณกินหรือไงกันครับ? คุณเอาแต่คอยตามติดรับใช้ประหนึ่งเป็นบริวารหน้ารถม้าของเธอแบบนี้
ผมจะบอกอะไรให้นะ พวกนายทุนน่ะใจคอโหดเหี้ยม วันนี้เห็นว่าคุณมีประโยชน์ก็เลยใช้คุณ แต่พรุ่งนี้ก็อาจจะถีบหัวส่งคุณออกไปก็ได้”
อีกอย่าง เรื่องการประเมินผลงานในช่วงสิ้นปีนั้นต้องให้พวกเราเป็นคนโหวตนะ หากคุณไม่เอาชื่อผมไปใส่ไว้ในรายชื่อนี้ล่ะก็ เวลาโหวตผมจะบอกให้เพื่อนๆ โหวตว่าคุณทำงานไม่ได้มาตรฐาน ดูสิว่าคุณยังจะสามารถเป็นหัวหน้าต่อไปได้หรือเปล่า!”
จางชางเซิ่งข่มขู่กวนเสี่ยว
กวนเสี่ยวถึงกับตะลึงงัน จริงๆ แล้วพอบริษัทเมื่อก่อนถึงช่วงสิ้นปีก็จะมีการประเมินผลงาน หรือก็คือให้พนักงานทุกคนกาเครื่องหมายถูกหรือกากบาทที่ชื่อพนักงานแต่ละคน เพื่อประเมินผลงานของแต่ละคนว่าดีหรือแย่
หากอัตราการประเมินผลงานแย่เกินกว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์ จะถูกหัวหน้างานตำหนิและถูกตัดเงินเดือน หากทำงานไม่ได้มาตรฐานติดต่อกันสามปี ก็จะถูกปลดออกจากงาน
ถึงตอนนี้จะยังไม่มีใครถูกปลดออกจากงาน แต่ขั้นตอนนี้ก็ยังคงมีอิทธิพลต่อพนักงานเป็นอย่างมาก
ด้วยวิธีการนี้ ทำให้คนที่ฉลาดและไม่ชอบทำงาน หรือพวกที่ชอบยุยงปลุกปั่นคนอื่นๆ ได้เห็นจุดอ่อนของคนซื่อสัตย์ พวกเขามักจะข่มขู่คนเหล่านั้นโดยไม่เกรงกลัว
ตอนนี้ดูเหมือนว่าจางชางเซิ่งจะเอาวิธีการนี้มาจัดการกับเธอแล้ว กวนเสี่ยวที่ถูกแทงใจดำก็พูดไม่ออกไปชั่วขณะ
ตอนนี้เธอยังไม่รู้ว่าคังอิงจะมีระบบการประเมินผลงานแบบไหน หรือแม้กระทั่งการที่เธอจะได้นั่งเก้าอี้หัวหน้าสำนักงานต่อไปหรือเปล่า
จนถึงตอนนี้คังอิงยังไม่มีท่าทีที่แน่ชัดเกี่ยวกับการโยกย้ายตำแหน่ง ดังนั้นการที่เธอวิ่งวุ่นทำงานให้อีกฝ่าย อาจจะไปเหยียบเท้าพนักงานเก่าๆ เข้าก็ได้ ซึ่งแบบนี้มันคุ้มค่าจริงๆ แล้วงั้นหรือ?
กวนเสี่ยวรู้สึกสับสนขึ้นมาทันใด
เชิงอรรถ
[1] คาร์ล ไฮน์ริช มาร์กซ์ นักเศรษฐศาสตร์ นักปรัชญา และนักปฏิวัติชาวเยอรมัน เป็นที่รู้จักจากการเป็นเจ้าของแนวคิดมาร์กซิสต์ (Marxist) หรือลัทธิมาร์กซ์ (Marxism) ซึ่งเป็นทฤษฎีเชิงวิพากษ์เกี่ยวกับสังคม เศรษฐกิจ และการเมืองแบบซ้ายจัด โดยเป็นรากฐานของลัทธิคอมมิวนิสต์ที่สืบต่อมาถึงปัจจุบัน