ตอนที่31 สะใภ้บ้านนา
นางเชื่อมาโดยตลอดว่าของที่ไม่ใช่ของตัวเองสุดท้ายอย่างไรก็ต้องคืนเ้าของไปอยู่ดีก็เหมือนกับตอนนี้ที่นางแย่งชิงชะตาชีวิตของผู้อื่นมาไม่ช้าก็เร็วนางย่อมต้องมอบคืนเ้าของไปอยู่ดี
ถึงแม้นางจะอาลัยในชีวิตเก่าของนางทว่าชีวิตของนางมันกลายเป็อดีตไปแล้วนางไม่อยากใช้ชีวิตที่ได้มาโดยบังเอิญราวกับความฝันนี้เพื่อกลับไปหาคนรัก เพราะนางกลัวว่าหากวันใดวันหนึ่งที่นางและเขาต้องตื่นจากฝันคนที่จะรับมันไม่ไหวมากที่สุดก็คือคนเป็ที่ยังมีลมหายใจอยู่
เพราะฉะนั้นยามนี้ไม่มีหยางน่าไม่มีว่าที่พระชายาในองค์รัชทายาทผู้นั้นอีกแล้วมีเพียงชีวิตใหม่ในกายหยาบที่นางบังเอิญได้เข้ามาอยู่อาศัย ไม่ว่าจะเป็อย่างไรนางก็จะต้องหาทางนำิญญาของเ้าของเดิมกลับคืนสู่กายหยาบนี้ให้จงได้
เมื่อถึงเวลานั้นนางก็จะได้จากไปโดยที่ไม่ต้องรู้สึกผิดหรือติดค้างกับใครอีก
“ข้าให้เ้าอยู่ด้วยได้นะ เพียงแต่เ้าต้องมาเป็ครอบครัวเดียวกันกับพวกเราตกลงไหม?” นางจูถือโอกาสนี้กุมมือของหญิงสาวก่อนจะลูบไล้ไปมาในใจก็นึกไปว่าจะดีสักเพียงไรหากว่านางได้สตรีงดงามถึงเพียงนี้มาเป็สะใภ้
อ้าฝ่ามือของแม่หนูคนนี้สากเล็กน้อย คาดว่าน่าจะเป็คนที่ทำงานบ้านเป็ ช่างโชคดีเหลือเกิน...
บอกตามตรงเลยว่าต้าจ้วงลูกชายเพียงคนเดียวของนางนั้นนับว่าเป็ชายหนุ่มรูปงามและแข็งแรงที่สุดในหมู่บ้านหากไม่ใช่เพราะเขาชอบทำตัวี้เีไม่ยอมออกไปทำงานข้างนอกป่านนี้ก็คงจะมีสตรียอมแต่งงานกับเขาไปแล้ว
แต่ถึงจะหล่อเหลาอย่างไรก็เถอะมีหญิงสาวคนใดในหมู่บ้านที่เลือกสามีจากหน้าตาบ้างเล่า พวกนางดูแค่ว่าบ้านไหนที่มีที่นาหรือทรัพย์สินมากพอจะเลี้ยงดูพวกนางได้บ้างก็เท่านั้นเอง
ช่างโชคร้ายเหลือเกินที่บ้านของนางยากจนข้นแค้นเป็อันดับต้นๆในหมู่บ้าน ต่อให้มีบุตรชายหล่อเหลามากเพียงไรก็ไม่มีหญิงสาวนางใดยอมแต่งกับผู้ชายที่ทั้งจนและี้เีเช่นนี้เป็แน่
ดังนั้นนางจูจึงหนักใจเื่ลูกสะใภ้มาโดยตลอดยามนี้มีเพียงนางและตาแก่ที่ทำงานกันอยู่สองคน ส่วนเงินที่ได้มาก็ช่างน้อยนิดยิ่งกว่ากระไรการจะสู่ขอภรรยาสักคนให้บุตรชายนั้นเป็เื่ที่ยากยิ่งกว่างมเข็มในมหาสมุทรเสียอีก
แต่ใครจะคาดคิดเล่าว่าในที่สุด์ก็มีเมตตามอบสตรีที่งดงามทั้งยังดูว่านอนสอนง่ายผู้นี้มาให้ครอบครัวนาง
ที่สำคัญก็คือบุตรชายของนางหล่อเหลาดั่งเทพบุตรส่วนสตรีผู้นี้ก็งดงามดั่งเทพธิดาทั้งคู่จะต้องให้กำเนิดหลานชายที่น่ารักน่าชังให้กับนางอย่างแน่นอน
ยิ่งคิดนางจูก็ยิ่งรู้สึกตื่นเต้นและอดใจรอไม่ไหวดวงตาทั้งสองข้างเป็ประกายเจิดจ้าจ้องมองไปยังสตรีที่อยู่ตรงหน้าตาไม่กะพริบ
หยางน่ามองดูดวงตาที่หมายมั่นปั้นมือตรงหน้าด้วยความรู้สึกขนลุกแปลกๆหญิงผู้นี้เอาแต่ลูบหลังมือของนางไปมา ทั้งยังจ้องเขม็งราวกับนางเป็เหยื่อชิ้นโตก็มิปานนางจึงเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ไม่ค่อยมั่นใจไปว่า “ครอบครัวเดียวกัน หมายความว่าอย่างไรหรือเ้าคะ”
“คืออย่างนี้นะแม่นาง ข้ามีบุตรชายคนหนึ่ง ถ้าจะให้พูดเดี๋ยวก็จะหาว่าข้าโม้ แต่ว่ามันคือความจริง บุตรชายของข้าคนนี้หน้าตาหล่อเหลาทั้งยังมีรูปร่างบึกบึนแข็งแรง นิสัยขยันขันแข็งอดทน ทว่าจนป่านนี้ยังไม่มีภรรยาหากว่าเ้าไร้ที่ไปไม่สู้มาเป็สะ...”
นางจูพูดยังไม่ทันจบหยางน่าก็รีบดึงมือออกมาและส่ายหัวอย่างรวดเร็ว “ไม่ได้เ้าค่ะ ข้ามีสามีแล้ว!”
“เอ๋ ก็ไหนเ้าบอกว่าครอบครัวตายไปหมดแล้วไง หรือว่าเมื่อครู่นี้เป็เื่โกหก”นางจูหรี่ตาลงอย่างจับผิด
เมื่อเห็นอย่างนี้หยางน่าก็ลอบด่าตัวเองว่าโง่เขลาเล็กน้อยก่อนที่นางจะแก้ตัวไปว่า “เอ่ยคือตอนนั้นข้าเห็นว่าสามีถูกทำร้าย ก็เลยคิดว่าเขาตายไปแล้ว...”
“ก็นั่นน่ะสิ คงตายไปแล้วจริงๆ นั่นแหละ เ้าเองก็อย่าได้หลอกตัวเองเลยอยู่กับพวกเราเสียที่นี่แหละ พวกข้าสัญญาว่าจะดูแลเ้าเป็อย่างดีถึงแม้ครอบครัวพวกเราจะไม่ร่ำรวย แต่ก็ไม่มีทางทำผิดต่อเ้าอย่างแน่นอน” นางจูเอ่ยอย่างมั่นใจ ส่วนต้าหนิวนั้นก็เห็นดีเห็นงามกับภรรยาเช่นกัน
เขารีบวางชามข้าวในมือลงก่อนจะวิ่งไปลากคอบุตรชายที่ยังคงนอนหลับอุตุอยู่ในห้องออกมา
หยางน่าแทบอยากจะหลั่งน้ำตาออกมาเป็สายเือยู่แล้วนี่นาง...ขุดหลุมฝังตัวเองหรอกหรือนี่ใครจะไปคิดว่าแค่ขออยู่ด้วยแค่นี้กลับต้องจ่ายค่าตอบแทนราคาแพงหากซางฉีรู้ว่านางทิ้งเขามาเพื่อเป็สะใภ้บ้านนอกเช่นนี้ เขาจะโกรธมากเพียงไร
ถึงแม้ชีวิตที่แล้วนางยังไม่ทันได้แต่งงานก็ต้องมาตายเสียก่อนแต่ชีวิตนี้ไม่ว่าอย่างไรนางก็จะไม่ยอมเป็ภรรยาของผู้อื่นแน่นอนเมื่อคิดอย่างนั้นแล้ว หยางน่าก็เตรียมที่จะลุกขึ้นและขอตัวจากลาไปทันที
แต่แล้วสถานการณ์ที่นางไม่อยากจะเผชิญหน้ามากที่สุดก็ได้เกิดขึ้นภาพชายหนุ่มหัวฟูราวกับรังนก ใบหน้าดาษดื่นมองไม่เห็นเค้าโครงความหล่อเหลาไม่ใช่ว่านางเป็พวกชอบดูถูกคนหรอกนะ แต่ทว่าฟันที่เรียงตัวราวกับเมล็ดข้าวโพดสุกงอมที่โผล่พ้นออกมามากเสียจนทำให้ริมฝีปากเผยอได้นั้นเริ่มทำให้นางรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาแล้ว
หยางน่ามองไปทางนางจูโดยไม่รู้ตัวในใจก็พลันนึกอยากถามคำถามมากมาย แต่เมื่อเห็นสายตารักใคร่และเทิดทูนบุตรชายเพียงคนเดียวของตัวเองแล้วหยางน่าก็ต้องกลืนคำพูดของตัวเองลงทันที
นี่สินะที่เขาเรียกกันว่าในสายตาของพ่อแม่นั้นลูกของตัวเองนั้นดีที่สุด...
“ไอ้หยา น่าอายจริงๆ ปกติต้าจ้วงของพวกเราเป็คนตื่นเช้า เขาตื่นเช้าก่อนไก่ขันเสียอีกนะต้องเป็เพราะเมื่อวานทำงานหนักแน่นอน เขาขยันขันแข็งอย่าบอกใครพวกเ้าลองพูดคุยกันดูเถิด ทำความรู้จักกันเสียั้แ่เนิ่นๆพอตกดึกจะได้ไม่เขินอายกัน คิๆ” นางจูยิ้มอย่างมีเลศนัยก่อนจะรีบคว้าตัวสามีออกไปข้างนอกทันที ทิ้งให้หยางน่ามองตาตามปริบๆ
ส่วนต้าจ้วงหนุ่มหล่อที่สุดในหมู่บ้านผู้นั้นก็ปรือตาขึ้นมาด้วยความรำคาญใจเมื่อครู่นี้บิดาได้เล่าเื่ทุกอย่างให้เขาฟังอย่างคร่าวๆ แล้วพอฟังจบต้าจ้วงก็นึกดูถูกยิ่งนัก เหตุใดหนุ่มหล่อเช่นเขาถึงต้องลดตัวมาแต่งหญิงหม้ายสามีตายผู้หนึ่งเป็ภรรยาด้วยทั้งที่มีหญิงสาวดีๆ ตั้งมากมายอยากจะเป็ภรรยาของเขาใจจะขาด
เมื่อคิดอย่างนั้นแล้วต้าจ้วงก็คว้าชามใส่น้ำแกงมาแล้วยกซดต่อหน้าต่อตาแม่หม้ายผู้นั้นก่อนจะเรอใส่หน้านางอย่างขอไปที
หลังจากที่ส่งเสียงเรอลากยาวไปหนึ่งยกแล้วเขาก็รู้สึกสบายตัวขึ้นมา ก่อนจะเช็ดเศษขี้ตาที่เกาะแน่นออก แล้วปรือตาขึ้นมาคิดที่จะมองดูแม่หม้ายผู้นี้ให้เต็มตาสักหน่อยปากก็ยังไม่วายเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่ดูถูกเหยียดหยามออกไปก่อนล่วงหน้า
“ไหนขอดูหน้านังโสโครกเมื่อวานหน่อยสิ กล้าดีอย่างไรหวังสูงคิดจะแต่งเป็ภรรยาขะ...”ชายหนุ่มยังไม่ทันจะพูดจบ เขาก็ต้องตกตะลึงกับใบหน้าดวงเล็กน่ารักดุจซาลาเปาของหญิงสาวตรงหน้า
เมื่อเช็ดคราบดินโคลนออกไปแล้วผิวพรรณขาวใสผุดผ่องก็พลันปรากฏออกมา นี่ใช่นังโสโครกคนเดียวกันกับเมื่อวานแน่รึ...
ฉับพลันนั้นดวงตาที่รังเกียจในตอนแรกก็พลันเปล่งประกายอย่างแปลกประหลาดเขาขยี้ตาตัวเองแรงๆ แล้วเบิกตามองดูสาวงามตรงหน้านี้ให้ชัดๆ
โอ้โหแม่เ้าโว้ย งามราวกับนางฟ้านาง์
ต้าจ้วงแทบจะลืมความรู้สึกรังเกียจในตอนแรกไปจนหมดสิ้นก่อนที่จะโน้มตัวเข้าไปมองดูนางให้ชัดๆ พลางทำสีหน้าและแววตาที่ดูเพ้อฝันราวกับได้พบเจอเทพธิดาจำแลงกายก็มิปาน
หยางน่าถอยตัวหลบฟันเหลืองดูไม่สะอาดที่เกือบจะพุ่งชนปลายจมูกนางโดยพลันแม้จะหลบพ้นแล้ว ทว่าจมูกของนางกลับยังคงกลิ่นไม่พึงประสงค์ที่โชยออกมาจากปากของชายหนุ่มนางกุมจมูกของตัวเองไว้แน่นให้ตายอย่างไรนางก็ไม่มีทางทำเื่น่าอับอายเช่นนั้นออกมาแน่
เมื่อเห็นหญิงสาวกลั้นหายใจจนหน้าแดงก่ำเช่นนั้นแล้วต้าจ้วงก็ขยับเข้าไปใกล้มากขึ้นอีกแล้วเอ่ยถามด้วยความเป็ห่วง “คนงาม เ้าเป็อะไรไป ไม่สบายตรงไหนพี่จะช่วยเ้า”
“ชะ ช่วยออกไปให้ห่างข้าหน่อย!” หยางน่าบีบจมูกและตะเบ็งเสียงแหลมเล็กออกมาจนสุดเสียงกลิ่นเหม็นเน่าที่หมักหมมอยู่ภายในช่องปากผสานรวมกับกลิ่นน้ำแกงเนื้อเหม็นฉุนปะทะบนใบหน้าอย่างต่อเนื่องจนทำให้นางอดกลั้นไม่ไหวอีกต่อไปก่อนจะสำรอกอาหารที่เพิ่งกินออกมาจนหมด แล้วล้มลงหมดสติทันที
“คนงาม! เ้าเป็อะไรไป ท่านพ่อ ท่านแม่ ช่วยด้วยคนงามเป็ลม!” ต้าจ้วงร้องะโอย่างสุดเสียงก่อนจะเห็นสองสามีภรรยาวิ่งเข้ามาด้วยสีหน้าที่แตกตื่น
เช้าวันนั้นหยางน่าแสร้งทำเป็หมดสติเพราะไม่อยากเผชิญหน้ากับคนทั้งสามแต่ใครจะไปคาดคิดเล่าว่าชายผู้นั้นจะคลั่งไคล้นางมากเสียจนตามมาดูอาการทุกๆหนึ่งเค่อ
ยามนี้กลิ่นเหม็นเขียวอันเป็เอกลักษณ์เฉพาะตัวของชายผู้นี้ได้แพร่กระจายไปทั่วห้องของนางแล้วในที่สุดหยางน่าก็อดทนเสแสร้งต่อไปไม่ไหว พอได้ยินว่าสองสามีภรรยาคู่นั้นจะทิ้งนางออกไปทำงานที่ทุ่งนานางจึงดีดตัวลุกขึ้นทันทีและขอติดตามไปด้วยอย่างไม่ลังเล อย่างน้อยๆนางก็ไม่ต้องทนอยู่ร่วมกับชายผู้นี้
หยางน่าเดินตามติดสองสามีภรรยาคู่นั้นไม่หยุดระหว่างทางนางก็พยายามทำตัวให้เป็มิตรกับทุกคนและหลอกถามข่าวสารจากชาวบ้านเหล่านี้ไปด้วย
หมู่บ้านแห่งนี้อยู่บริเวณชานเมืองหากจะเข้าไปในเมืองจำต้องนั่งรถเทียมลาเข้าไปส่วนเื่ราคานั้นไม่ใช่สิ่งที่นางสนใจมากนัก
แม้ยามนี้ในกระเป๋าจะมีแค่เพียงเศษเงินแต่ก็ยังนับว่ามีค่ามากเมื่ออยู่ท่ามกลางหมู่บ้านชนบทเช่นนี้ดังนั้นสิ่งที่นางต้องทำในตอนนี้ก็คือเก็บรักษาเงินจำนวนนี้ไว้ให้ดีที่สุดจนกว่าจะถึงยามเหม่า[1]ของวันพรุ่งนี้
นาง้าไปให้ทันเวลาก่อนที่รถเทียมวัวจะเข้าไปในเมืองแล้วจากนั้นค่อยลองคิดหาหนทางเอาตัวรอดใหม่
เมื่อตัดสินใจได้อย่างนี้แล้วหยางน่าก็เอาแต่ตามติดนางจูไม่ยอมหยุด นางแทบจะไม่เปิดโอกาสให้ต้าจ้วงได้เข้าถึงตัวนางยามนี้แสงดวงอาทิตย์ที่ร้อนระอุยังไม่น่ากลัวเท่ากลิ่นปากของชายผู้นั้น
ภาพหญิงสาวหน้าตายิ้มแย้มและคอยช่วยงานนางจูอย่างไม่ย่อท้อได้สร้างความปลื้มปีติให้แก่นางจูยิ่งนักไม่คิดเลยว่า์จะทรงเมตตามอบลูกสะใภ้ที่งดงามให้นางไม่พอ ลูกสะใภ้คนนี้ยังขยันขันแข็งทำงานที่สำคัญเลยก็คือนางถึงกับทำให้ต้าจ้วงที่ไม่แม้แต่จะย่างกายเข้ามาในทุ่งนาถึงกับลงมาไถนาด้วยตัวเอง
“น่าน่าจ๊ะ เ้าเอาน้ำไปให้พี่เขาหน่อยเร็ว ดูสิทำงานขยันขันแข็งถึงเพียงนั้น”นางจูรีบยัดกระบอกน้ำใส่ในมือของหยางน่า ก่อนจะผลักให้นางไปข้างหน้า
เมื่อต้าจ้วงเห็นอย่างนั้นก็ลอบยิ้มดีใจเขาฉีกยิ้มรับแสงอาทิตย์ที่เจิดจ้า เมล็ดฟันข้าวโพดที่ส่องประกายรับแสงแดดเจิดจ้านั้นช่างสะท้อนใจผู้พบเห็นยิ่งนักเท่านั้นไม่พอเขายังหยักคิ้วหลิ่วตาให้นางอีกด้วยท่าทางเช่นนั้นดูมั่นใจในหน้าตาของตัวเองอย่างสุดประมาณ
“น่าน่าจ๊ะ มือพี่เปื้อนไปหมดแล้ว เ้าช่วยป้อนพี่หน่อยไหม” ต้าจ้วงพูดจาออดอ้อนสาวงามอย่างเปิดเผย
จู่ๆหยางน่าก็นึกหมั่นไส้ชายหนุ่มตรงหน้าขึ้นมา ใครมอบความมั่นใจแบบผิดๆเช่นนี้ให้กับเขากัน ก่อนที่นางจะปรับสีหน้าให้เป็ปกติและยิ้มอ่อนหวานปานน้ำผึ้งให้เขาทันที“ได้ ท่านอ้าปากสิ”
‘ล้างปากเสียบ้างนะเ้า แมลงวันจะทำรังอยู่แล้ว!’ หยางน่านึกอยู่ในใจก่อนจะหรี่ตาลงอย่างชั่วร้าย
“อา...” ต้าจ้วงหลับต้าพริ้มอย่างมีความสุขแต่แล้วก็มีน้ำเทลงมาพรวดใหญ่ในคราเดียว จนเขาสำลักออกมาทันทีความรู้สึกเปี่ยมสุขนั้นหายไปในพริบตาในขณะที่กำลังจะชี้หน้าด่าอีกฝ่ายว่าโง่เขลานั้นดวงตากลมโตใสซื่อตรงหน้าก็ทำให้เขาด่าไม่ลง
“ทำไมจ๊ะ น้ำไม่เย็นเหรอพี่” หยางน่าเอ่ยถามอีกฝ่ายด้วยความสงสัยแววตาคู่นั้นดูใสซื่อไร้ซึ่งเล่ห์เหลี่ยมใดๆ
‘คิ’ เสียงหัวเราะแ่เบาดังขึ้นมาในหัวอีกครั้งหยางน่ารีบหันซ้ายหันขวาทันที แต่ก็ไม่พบใคร ยังไม่ทันจะได้หาคำตอบหยางน่าก็ต้องหลับตาปี๋ทันทีเมื่อชายผู้นี้สะบัดผมที่เปียกชื้นใส่หน้านางโดยไม่ทันได้ได้ตัว ความรู้สึกเค็มปี๋ที่ริมฝีปากนั้นทำให้นางเข่าแทบทรุด
“อะ อา ชื่นใจมากๆ เลย น้องน่าน่า” ต้าจ้วงเสยผมที่ชื้นเหงื่อของตัวเองเล็กน้อยแล้วแสร้งทำเป็หัวเราะกลบเกลื่อนดวงตาเรียวเล็กดุจเม็ดขาวหรี่มองสาวงามตรงหน้าอย่างเ้าชู้เล็กน้อย
หยางน่าหัวเราะฝืดๆในลำคอ ก่อนจะรีบชิงหนีไปช่วยงานอีกทางทันที นางแทบจะไม่ได้จดจ่ออยู่กับงานที่นางจูสอนเลยสักนิดในใจเอาแต่หวาดระแวงกลัวว่าชายผู้นั้นจะมาทำตัวน่าขนลุกใส่นางอีก
จวบจนเมื่อถึงยามเย็นในที่สุดหยางน่าก็ได้หลุดพ้นจากการตามตื๊อของต้าจ้วงสักทีนางรีบกินข้าวและเข้านอนั้แ่หัววันในใจก็นึกไปว่าขอให้ถึงวันพรุ่งนี้เช้าโดยเร็ว
.
.
.
[1] ยามเหม่า หมายถึง ่เวลาประมาณ05.00 – 06.59 น.