หึ ถึงขนาดตัวสั่นเลยหรือ ลองดีกับใครไม่ลอง อวดเก่งกับใครไม่อวดเก่ง แต่มาอวดเก่งกับคนอย่างเว่ยตงหยางผู้ที่ขึ้นชื่อว่าโหดร้ายและใจอำมหิตที่สุดในแคว้นฉิน ในเมื่ออยากจะให้ย้ำนัก เขาก็จะย้ำมันให้นางฟัง ทั้งคืนเลยก็ไร้ปัญหา
“อ๊ะ”
เว่ยตงหยางกระชากกายของหยวนซูลี่เข้ามาใกล้ยิ่งขึ้นกว่าเดิม สายตาคมมองสำรวจการแต่งกายของนางอย่างจาบจ้วงแทะโลม เนินอกขาวอวบที่โผล่พ้นจากอาภรณ์ส่วนบนทำหัวใจของบุรุษกระตุกสั่นไม่แพ้กัน
ความอดกลั้นที่สั่งสมไว้มาเนิ่นนานกำลังจะถูกปลดผนึก
ทว่า…
“ท่านไม่อยากเข้าใกล้ข้าไม่ใช่หรือเ้าคะ เหตุใดถึงใช้สองมืออันมีค่าของท่านมาแตะเนื้อต้องตัวคู่หมั้นที่ไม่อยากได้เช่นข้าไปได้”
“ข้าหาได้อยากแตะตัวเ้า แต่ข้าเพียงสั่งสอนและตอกย้ำให้เ้าได้สำนึกว่าข้ามีสิทธิ์ทุกอย่างหากจะกระทำสิ่งใดกับเ้า ไม่เว้นแม้แต่วาจาสั่งไม่ให้ยุ่งเกี่ยวกับผู้ใด”
“เช่นนั้นข้าจะทำให้ท่านไม่มีสิทธิ์อีกต่อไป”
“อย่างไรหรือ” มุมปากของเว่ยตงหยางยกยิ้มราวประโยคที่ได้ฟังเมื่อครู่เป็เพียงเื่น่าขัน
เพราะไม่ว่าหยวนซูลี่จะทำสิ่งใดเขาก็มีสิทธิ์ในตัวนางอยู่ดี
“ในเมื่อคำว่าคู่หมั้นเป็เสมือนโซ่ตรวนดึงรั้งให้ท่านไปจากข้าไม่ได้ เป็เสมือนศักดิ์ศรีที่ท่านยกขึ้นมาสั่งห้ามข้าและอ้างสิทธิ์หักห้ามข้าไม่มีอิสระทำตามใจ เช่นนั้นข้าก็จะถอนหมั้นเ้าค่ะ”
ความเงียบเคลื่อนเข้าปกคลุมในห้องโดยสารหลังหยวนซูลี่เปล่งเสียงเรียบนิ่งทว่าแน่นหนักออกมา ในแววตาสุกใสไร้แววล้อเล่นหรือหยอกล้ออย่างอดีตที่เคยผ่าน
…นางพูดจริง
สองสายตาสบประสานวัดใจกันอย่างไม่มีใครยอมใคร
ปากของนางเอ่ยออกไปอย่างไม่หวาดหวั่น แต่หัวใจในอกของนางนั้น สั่นราวกับยืนอยู่หน้าผาที่ก้าวออกไปเพียงเสี้ยวธุลี ร่างกายก็อาจร่วงหล่นลงไปนอนตายอนาถอยู่ใต้ก้นเหวลึกเอาได้
“หึ ถอนหมั้นเช่นนั้นหรือ” น้ำเสียงเย็นะเืกว่าครั้งไหนๆ เลยก็ว่าได้
ในดวงตาคู่คมช่างว่างเปล่าและล้ำลึกจนไม่อาจค้นหาความนัยที่เก็บซ่อนในนั้น
เขากำลังนึกเช่นไร รู้สึกอย่างไร ยินดีหรือเสียใจไม่อาจล่วงรู้
“เ้าค่ะ ซื่อจื่อก็้าเช่นนี้มาตลอดนี่เ้าคะ”
“หึ” บุรุษตรงหน้าเค้นเสียงในลำคอ
“แต่ข้าขอสะสางเื่หอน้ำชาให้เสร็จก่อน หลังจากนั้นข้าจะแจ้งท่านพ่อให้ทราบเ้าค่ะ”
“หึ วางแผนเองเสร็จสรรพ”
“หรือซื่อจื่อมีสิ่งใดชี้แนะเพิ่มเติมหรือเ้าคะ”
“…” เว่ยตงหยางไม่เอ่ยตอบ
ทำเพียงจ้องหน้านางด้วยแววตาดุดันคล้ายกำลังไม่สบอารมณ์แต่ไม่อยากบุ่มบ่ามกระทำการอันใด
“ถ้าไม่มีสิ่งใดแล้ว ได้โปรดลงไปจากรถม้าของข้าด้วยเ้าค่ะ อ๊ะ!”
ไม่ทำตามแต่กลับขยับเข้าใกล้จนลมหายใจเป่ารดอยู่บนริมฝีปากอวบอิ่ม
หยวนซูลี่นิ่วหน้าและย่นคอเพื่อรักษาระยะห่างระหว่างบุรุษกับสตรี คนตรงหน้าไม่สนขนบธรรมเนียม แต่นางนั้นยึดถือเื่ชายหญิงไม่ควรใกล้ชิดก่อนออกเรือนเป็ชีวิตจิตใจ
“อย่าทำเช่นนี้เ้าค่ะ”
“ชอบมิใช่หรือ”
“หาใช่เช่นนั้นไม่” เสียงหวานสั่นตะกุกตะกัก ใบหน้าแดงระเรื่อเขินอาย
“หึ ปากบอกอยากถอนหมั้นแต่ใจกลับสั่นเวลาข้าใกล้ชิด เช่นนี้แล้วจะกล้าเอ่ยปากบอกผู้าุโได้อย่างไรว่าไม่อยากหมั้นกับข้าแล้ว”
“กล้าเ้าค่ะ ข้าจะถอนหมั้นกับซื่อจื่อจริงๆ”
“เงียบ!” เว่ยตงหยางตวาดลอดไรฟันออกมา
เขาไม่รู้ว่าเหตุใดถึงไม่อยากได้ยินเสียงที่นางเปล่งลอดออกจากริมฝีปากอวบอิ่มนี้ ว่านางจะถอนหมั้นกับเขา
“ปล่อยข้านะเ้าคะ เอ๊ะ”
เพราะอยู่ใกล้จนหายใจรดใบหน้ากัน เพราะเขากระชากนางให้ขึ้นนั่งบนตักแกร่ง สาบเสื้อของบุรุษเลยเลื่อนเผยออก สายตาของนางจึงเหลือบไปเห็นจุดแต้มสีแดงบนแผงอกกว้าง
“ท่านยังมีจุดแต้มหรือเ้าคะ ท่านไม่ได้…”
ผลั่ก!
ร่างเล็กถูกดันออกจากอ้อมกอดทันทีที่สายตามองเห็นในสิ่งที่เว่ยตงหยางไม่เคยให้ผู้ใดเห็น แต่หยวนซูลี่กลับเห็นมัน
จุดแต้มสีแดงนั้นเป็จุดที่บุรุษยังคงมี หากว่าคนผู้นั้นไม่เคยออกเรือนหรือร่วมเตียงกับสตรีใด
“ซื่อจื่อ!” นางเรียกรั้งเขาเอาไว้เพื่อถามไถ่ให้กระจ่าง
แต่เว่ยตงหยางหุนหันเปิดม่านแล้วลงจากรถม้าไปเสียก่อน
“หมายความเช่นไร ข้าได้ยินมากับหูว่าเขาสุขสมกับสตรีในห้องหับ แต่แล้วเหตุใดแต้มสีแดงนั้นยังเด่นชัดว่าเขาบริสุทธิ์อยู่เล่า”
จบตอนได้ซะที อ่านให้สนุกนะคะ
รบกวนจิ้มติดตามและกดหัวใจให้ข้าด้วยนะเ้าคะ