บทที่ 5 สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ประจำสำนักโดนเฟิ่งซีทำให้โมโห
เฟิ่งซียิ้มกว้างพลางกล่าวว่า
"ท่านอาจารย์ คนที่ชื่อเหล่าลิ่วมีมากเกินไป มันไม่แสดงถึงความเป็อาจารย์และศิษย์ของพวกเราเท่าไหร่ ท่านเรียกข้าว่าศิษย์หรือเสี่ยวซีเถอะเ้าค่ะ!"
เซียวไป่เต้าไม่มีปัญหา เพราะมันเป็เพียงแค่ชื่อเรียกเท่านั้น จะเรียกอะไรก็เหมือนกัน
ตลอดการเดินทางที่เหลือ เฟิ่งซีประจบประแจงเต็มที่ ยกคำยกยอปอปั้นไหลออกมาเป็ระลอก จิตใจของเซียวไป่เต้ากลับมาสงบนิ่งแล้ว เขาไม่รู้สึกว่าการรับศิษย์คนนี้เป็เื่ไม่ดีแต่อย่างใด
ไม่สามารถฝึกวิชาได้อย่างนั้นหรือ?
ขอเพียงข้าผู้เป็อาจารย์สามารถฝึกวิชาได้ก็พอแล้ว!
ข้า เซียวไป่เต้า เป็ผู้ยิ่งใหญ่แห่งดินแดนนี้ ไม่ถึงกับไม่สามารถปกป้องศิษย์น้อยคนหนึ่งได้หรอก!
สองคนชมดาวชมจันทร์ สนทนากันั้แ่บทกวีไปจนถึงอุดมคติในชีวิต...
วันหนึ่งอาจารย์และศิษย์ทั้งสองเดินทางมาถึงสำนักเสวียนเทียน
แม้ว่าสำนักเสวียนเทียนจะมีชีวิตความเป็อยู่ที่ยากลำบาก แต่ประตูสำนักที่บรรพบุรุษทิ้งไว้ให้นั้นยังคงยิ่งใหญ่และสง่างาม
เซียวไป่เต้าชี้ไปที่ป้ายอักษรแล้วกล่าวกับเฟิ่งซีว่า "ศิษย์ ตัวอักษรบนป้ายนั้นเขียนด้วยลายมือของบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งสำนัก ว่ากันว่าภายในนั้นแฝงไว้ด้วยโชคลาภอันยิ่งใหญ่
ทว่าพวกเขาช่างโง่เขลา ผ่านมาหลายหมื่นปีแล้ว ยังไม่มีผู้ใดสามารถไขความลึกลับภายในนั้นได้…
ตึง!
เฟิ่งซีทรุดตัวลงคุกเข่า ก้มคำนับลงกับพื้น!
เซียวไป่เต้ามีสีหน้าอิ่มเอมใจยิ่งนัก "ศิษย์เอ๋ย สำนักของเรามีแท่นบูชาบรรพจารย์โดยเฉพาะ เ้าไม่จำเป็ต้องคุกเข่ากราบไหว้ที่นี่"
เฟิ่งซี "......"
ที่จริงแล้วนางนั่งอยู่บนกระบี่เป็เวลานานเกินไป เมื่อลงมาอย่างกะทันหันจึงรู้สึกเวียนศีรษะและตาพร่า ทำให้ขาอ่อนแรงและล้มลงกับพื้น
แน่นอนว่านางไม่โง่เง่าพอที่จะอธิบายว่านี่เป็ความเข้าใจผิด แต่กลับพูดด้วยสีหน้าจริงใจว่า
"ท่านอาจารย์ เหล่าบรรพจารย์ได้ก่อตั้งสำนักเสวียนเทียนขึ้นมา จึงทำให้ข้ามีที่อาศัยในวันนี้ ข้าเคารพบูชาบรรพบุรุษของพวกเราจากก้นบึ้งของหัวใจ ไม่เพียงแค่คุกเข่าเท่านั้น แม้แต่การกราบไหว้เก้าสิบเอ็ดครั้งก็ยังเป็สิ่งที่สมควรกระทำ"
เมื่อเซียวไป่เต้าได้ยินเช่นนั้น ยิ่งรู้สึกว่าศิษย์น้อยที่ตนรับเข้ามาเป็ผู้ที่มีจิตใจบริสุทธิ์ เขาจึงเอ็นดูนางมากขึ้นหลายส่วน
ท่านยิ้มพลางกล่าวว่า "เ้ามีจิตใจอันบริสุทธิ์เช่นนี้ ช่างหาได้ยากเหลือเกิน ลุกขึ้นเถิด"
เฟิ่งซีลุกขึ้นช้า ๆ แล้วจ้องมองตัวอักษรบนป้ายอย่างตั้งใจ
น่าอับอายจริง ๆ!
นางอ่านไม่ออก!
เพราะตัวอักษรนั้นถูกเขียนด้วยอักษรโบราณ ซึ่งแตกต่างจากตัวอักษรที่ใช้กันในปัจจุบัน
อย่างไรก็ตาม นางสามารถเดาได้ว่าจะต้องเป็สามคำว่า ‘สำนักเสวียนเทียน’ อย่างแน่นอน
มันดูโบราณและยิ่งใหญ่ ถึงขนาดที่นางสามารถรู้สึกถึงกลิ่นอายของยุคโบราณอันไกลโพ้นได้อย่างเลือนราง
เฟิ่งซีมองผ่าน ๆ แล้วรีบวิ่งตามเซียวไป่เต้าเข้าไปในประตูสำนักอย่างกระตือรือร้น
ไม่มีผู้ใดสังเกตเห็นเลยว่า ตัวอักษรตัวใหญ่บนป้ายนั้นสั่นไหวเล็กน้อย ก่อนจะกลับสู่สภาพดั้งเดิม
หลังจากผ่านประตูเข้าสูู่เาแล้ว เซียวไป่เต้าก็เรียกกระบี่ของเขาออกมาอีกครั้ง แล้วพาเฟิ่งซีมุ่งหน้าไปยังยอดเขาหลัก
ยังไม่ทันถึงยอดเขาหลัก เฟิ่งซีก็ได้ยินเสียงคำรามโกรธเกรี้ยวของสัตว์ร้าย
เซียวไป่เต้าขมวดคิ้วทันที
"คงเป็ฝีมือของสิงโตทองอีกแล้ว!"
เซียวไป่เต้ารู้สึกเหนื่อยใจ สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ประจำสำนักของคนอื่นล้วนเป็ที่พึ่งพาได้ แต่สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ประจำสำนักเสวียนเทียนของพวกเขานั้นช่างดีเสียจริง ไม่เพียงแต่วิชาจะถดถอยลงเรื่อย ๆ กลับยังกินจุดื่มมากและสร้างความวุ่นวายไปทั่ว!
ขณะที่เขากำลังหงุดหงิด ก็ได้ยินศิษย์น้อยของเขาพูดว่า "ท่านอาจารย์ มันคงไม่ได้กำลังเป็สัดหรอกนะ?"
เซียวไป่เต้าเกือบจะพลัดตกจากกระบี่!
นี่มันคำพูดอะไรกัน เหตุใดถึงหยาบคายเช่นนี้!
"นี่เป็คำพูดที่เด็กหญิงตัวน้อยเช่นเ้าควรพูดหรือ?! เ้าหยุดพูดจาเหลวไหลเดี๋ยวนี้! สิงโตทองนั้นมีนิสัยดื้อรั้น มันคงจะฉวยโอกาสนี้เพื่อเรียกร้องเงื่อนไขบางอย่างอีกเป็แน่! ลองไปดูก่อนเถอะ"
ในฐานะสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ประจำสำนักเสวียนเทียน สิงโตทองมีสถานะสูงส่ง ที่พักของมันตั้งอยู่ด้านหลังหอประชุมบนยอดเขาหลัก หน้าโรงเลี้ยงสัตว์มีผู้คนยืนล้อมอยู่ไม่น้อย ด้วยสีหน้าร้อนรน
สิงโตทองคำรามพลางลากโซ่หมื่นปีที่ล่ามคอมันไว้ แม้ว่าลำคอจะมีเืไหลโชกก็ไม่สนใจ
เมื่อเห็นเซียวไป่เต้าเดินมา มันยิ่งส่งเสียงร้องดังขึ้น!
ผู้คนรีบคำนับเซียวไป่เต้าทันที เซียวไป่เต้าโบกมือ "เกิดอะไรขึ้น?"
ผู้าุโมู่ผู้รับผิดชอบดูแลสิงโตทองรีบกล่าวว่า
"เ้าสำนัก สัตว์ศักดิ์สิทธิ์ประจำสำนักไม่พอใจกับผลจื่อเฉียวหลิงหลงสามลูกที่พวกเราเหลือไว้ให้ และ้าให้พวกเราเก็บผลที่สุกแล้วทั้งหมดในปีนี้ไว้ให้มันกิน แต่ท่านก็ทราบดีว่า พวกเราหวังพึ่งผลจื่อเฉียวหลิงหลงเหล่านี้ จะเป็ไปได้อย่างไรที่จะให้มันกินทั้งหมด?! พอเห็นว่าพวกเราไม่ยอมรับก็ทำเช่นนี้ มันวุ่นวายมาหลายวันแล้ว"
สำนักเสวียนเทียนมีต้นจื่อเฉียวหลิงหลงอยู่หนึ่งต้น เป็ต้นไม้เพียงต้นเดียวที่มีอยู่ในดินแดนเหนือ
สามสิบปีออกดอกครั้งหนึ่ง อีกสามสิบปีออกผลครั้งหนึ่ง และอีกสามสิบปีจึงจะสุก กล่าวคือ ต้องใช้เวลาถึงเก้าสิบปีจึงจะมีผลไม้พิเศษนี้หนึ่งรุ่น
ผลไม้ชนิดนี้จึงหายากและมีราคาแพงลิบลิ่ว
สำหรับสำนักเสวียนเทียนที่ยากจนข้นแค้นแล้ว นี่ถือเป็ลาภลอยที่มาถูกเวลาจริง ๆ
การที่สามารถเก็บไว้ให้สิงโตทองสามลูกนั้นถือว่าดีมากแล้ว แต่มัน้าทั้งหมด!
เซียวไป่เต้าอดทนพูดเหตุผลมากมายกับสิงโตทอง แต่สิงโตทองไม่สนใจคำพูดของเขา กลับยิ่งอาละวาดหนักขึ้น
เฟิ่งซีกะพริบตาปริบ ๆ แล้วเข้าไปใกล้เซียวไป่เต้า "ท่านอาจารย์ ในเมื่อมัน้าก็มอบให้มันเถิด"
เซียวไป่เต้าขมวดคิ้ว "ศิษย์ เ้าไม่รู้อะไร ผลจื่อเฉียวหลิงหลงนั้นยังต้องใช้แลกหินิญญา..."
เซียวไป่เต้าอธิบายคร่าว ๆ สองสามประโยค ดีที่ตอนนี้เฟิ่งซีเป็คนโปรดของเขา มิเช่นนั้นคงจะถูกดุด่าไปหลายคำแล้ว
เฟิ่งซีเผยรอยยิ้มบาง ๆ "ท่านอาจารย์ จะว่าไปแล้ว พวกเราแค่้าเอาผลจื่อเฉียวหลิงหลงไปแลกหินิญญา เมื่อสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ประจำสำนักอยากกินผลไม้นั่น มันก็ต้องหาวิธีหาหินิญญามาให้พวกเราสิ
ข้าเห็นว่ามันหนังหนาเนื้อแน่น ถึงจะเสียเืก็คงไม่รู้สึกเจ็บ ไม่สู้พวกเราเอาเืมันไปขายสักหน่อย ข้าเชื่อว่าเืของสิงโตทองต้องมีค่ากว่าผลจื่อเฉียวหลิงหลงแน่นอน!"
"สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือ ของพรรค์นี้ยิ่งบีบก็ยิ่งมี ไม่จำเป็ต้องรอถึงเก้าสิบปีเลย เป็สิ่งที่ใช้เท่าไหร่ก็ไม่มีวันหมด!"
สิงโตทอง "......"
นางไม่ใช่มนุษย์แล้ว! มันเคยเห็นคนเลวมานักต่อนัก แต่นางเลวที่สุดเท่าที่มันเคยพบมา!
อะไรกันที่ว่าบีบเมื่อไหร่ก็ได้? คิดว่ามันเป็แม่วัวรึ!?
แล้วยังจะบอกว่าไม่มีวันหมดอีก?
นี่คือคำพูดของมนุษย์หรือ?!
ในตอนนั้นเฟิ่งซีก็กล่าวต่อว่า "ท่านอาจารย์ นอกจากเืแล้ว ข้าเห็นว่าขนสีทองของมันก็ไม่เลวเหมือนกัน ยามว่างพวกเราก็โกนขนมันมาทำเป็หมวกหรือเสื้อผ้า รับรองว่าต้องขายได้ราคาดีแน่นอน!
หากไม่พอ พวกเรายังสามารถเอาโซ่มาล่ามมันไว้ให้มากหน่อย แล้วขายตั๋วให้คนภายนอกเข้ามาชม
และหากให้เงินมากพอก็สามารถขึ้นไปลูบได้ ไม่ว่าจะเป็หัวหรือก้นก็ลูบได้ตามใจชอบ..."
สิงโตทองพองขนพ่นลมหายใจด้วยความโกรธ!
ข้าคือสัตว์ศักดิ์สิทธิ์ เป็สัตว์ผู้พิทักษ์ของสำนัก!
ข้าคือหน้าตาของสำนักเสวียนเทียน!
เ้ากล้าให้ข้าออกไป... ขายตัวหรือ?
นังเด็กนี่ เ้าอยากตายหรืออย่างไร!?