บทที่4 น้องพริ้มผู้น่าสงสาร
ทันทีที่รถจอดลงล่างของคนทั้งสองก็รีบพุ่งออกไปยังทิศทางของห้องฉุกเฉินอย่างรวดเร็ว
สีหน้าตื่นตระหนกของคนทั้งสองฉายชัดออกมา ก่อนจะเป็ร่างสูงของศิวกรที่พุ่งตรงไปยังเคาน์เตอร์พยาบาลใกล้ห้องฉุกเฉินอย่างไม่ลังเล
“พี่กรค่ะทางนี้”
แต่ก่อนที่เขาจะได้เอ่ยปากถามก็มีเสียงเรียกจากนรินทร์ดังมาจากด้านหลังเสียก่อน ั์ตาแดงก่ำไหววูบมองไปยังทิศทางที่น้องภรรยาวิ่งไปก่อนจะเห็นร่างของลูกสาวนั่งคู่อยู่กับคุณครูประจำชั้นของเธอบนเก้าอี้หน้าห้องฉุกเฉิน บนท่อนแขนเล็กข้างซ้ายมีผ้าพันเอาไว้ั้แ่ข้อมือถึงข้อศอกแล้วหุ้มด้วยผ้าคล้องแขนอีกที ศิวกรวิ่งด้วยความเร็วไปหยุดอยู่ตรงหน้าลูบสาวพร้อมกวาดสายตามองร่างเล็กตรงหน้าอย่างสำรวจ มือสั่นเทาทั้งสองทั้งลูบทั้งประคองร่างบอบบางเอาไว้ก่อนจะรั้งเข้ามากอดอย่างระมัดระวังเพราะเกรงว่าเด็กน้อยตัวเล็กจะเจ็บตัวเพราะเขา
“คุณพ่อน้องพริ้มเจบบ”เด็กหญิงเล็กสั่นสะอื้นเล็กน้อยเอ่ยแ่ออกมาทันทีที่โดนอุ้มเ้าไปอยู่ในอ้อมกอดของผู้เป็พ่อ ใบหน้ากลมเปื้อนน้ำตาซุกกับคอหนาพร้อมกับแขนข้างที่ไม่เจ็บโอบลำคอนั้นแน่นไม่ปล่อย
"ขอโทษนะคะคุณพ่อ ที่เกิดเื่แบบนี้กับน้อง ทางโรงเรียนขอโทษจริง ๆค่ะ"
ศิวกรละใบหน้าออกจากกลุ่มผมนิ่มที่ซุกซอกคอเขาแล้วมองไปทางครูประจำชั้นของลูกสาว ที่ยืนกุมมือก้มหน้าลงด้วยท่าทางสำนึกผิดชายหนุ่มมองท่าทางนั้นก็ได้แต่ถอนลมหายใจออกมา เพราะหากนับกันจริง ๆเื่นี้ไม่ใช่ความผิดของใครสักคน เพราะเป็ลูกสาวของเขาเองที่ไม่ระวังพลาดตกชิงช้า
“ครับผมเข้าใจ”
“ขอโทษอีกครั้งค่ะคุณพ่อต่อไปทางเราจะระวังไม่ให้เกิดเื่แบบนี้อีก”
“ครับในเมื่อเรียบร้อยแล้วผมขอตัวก่อนนะครับ”
“ค่ะ”
นรินทร์และศิวกรอออกโรงพยาบาลมุ่งตรงกลับบ้านทันทีหลังเสร็จเื่ ตลอดทางที่ขับรถมาศิวกรคอยลอบมองไปทางที่นั่งข้างคนขับซึ่งมีร่างของลูกสาวและน้องสาวของภรรยานั่งกอดกันแน่นใบหน้ากลมน่ารักที่มักประดับรอยยิ้มบัดนี้เปื้อนน้ำตาที่ไหลนองเต็มใบหน้าพลางสะอื้นแรงจนเขารู้สึกเจ็บไปทั้งอกก่อนจะหันกลับไปมองท้องถนนแล้วตั้งใจขับรถต่อ
ส่วนนรินทร์ั้แ่ที่ออกจากโรงพยาบาลมาก็อุ้มหลานสาวที่เกาะเธอแน่นไม่ปล่อย และไม่ยอมนั่งบนคาร์ซีทร้องไห้งอแงจนพี่เขยของเธอยอมให้หลานสาวตัวน้อยมานั่งซ้อนอยู่บนตักของเธอ
หลังใช้เวลาอยู่บนท้องถนนอยู่นานเกือบสี่สิบนาทีในที่สุดคนทั้งสามก็เดินทางกลับมาถึงบ้านทันทีที่เครื่องยนต์ดับลงร่างสูงใหญ่ของศิวกรก็ลงมาแล้ววิ่งไปอีกด้านเพื่อเปิดประตูให้กับอีกคนที่อุ้มร่างหลับใหลของบุตรสาวของเขาเอาไว้ในอ้อมกอด
“ส่งมาครับพี่อุ้มเองรินอุ้มน้องพริ้มมานานแล้วน่าจะเมื่อย”
“ค่ะ?”นรินทร์พยักหน้ารับอย่างว่าง่ายเพราะตอนนี้แขนของเธอชาจนแทบไม่รู้สึกแต่เมื่อท่อนแขนเล็กพยายามยื่นร่างในอ้อมกอดออกไปเสียงร้องก็ดังออกมาจากร่างของเด็กสาวที่นอนหลับซุกใบหน้าไปกับอกเธอ
“ฮื้อออออื้ออ”
“โอ๋ๆน้องพริ้มเด็กดี”
“ไม่เป็ไรค่ะเดี๋ยวรินอุ้มน้องพริ้มไปเอง รบกวนพี่กรเปิดประตูกับถือของให้หน่อยได้ไหมคะ”
“อ๋อครับ”
เขายอมหลีกทางให้คนตัวเล็กที่พยายามออกมาจากรถมองดูจนเธอยืนได้อย่างมั่นคง ก่อนจะรีบกุลีกุจอไปเปิดประตูออกกว้างให้ร่างเล็กเดินเข้าไปได้สะดวก และอำนวยความสะดวกเช่นนี้จนเข้ามาในห้องของบุตรสาว แต่ยังไม่ทันที่แผ่นหลังเล็กจะััที่นอนนุ่มท่อนแขนของพริ้มพราวก็ผวากอดร่างของนรินทร์อีกครั้งด้วยความตระหนก
“คุณแม๊....ฮื้อออ”
ใบหน้าของผู้ใหญ่ทั้งสองหันมองกันอย่างไม่ได้นัดหมายก่อนจะเป็ศิวกรที่ทรุดตัวข้างร่างของทั้งสองแล้วเอื้อมลูบแผ่นหลังเล็กของบุตรสาวทั้งที่ยังอยู่ในอ้อมกอดของผู้เป็น้า
“น้องพริ้มนิ้งพริ้มครับ นี่คุณพ่อไง โอ๋ๆ”
“ฮึกฮึกคุณแม่ฮึก ฮึกฮือออ”
แต่ถึงจะมีมือใหญ่และเสียงของบิดาคอยปลอบเด็กหญิงตัวเล็กที่ร้องไห้ออกมาทั้งยังหลับตากำมือเรียวเอาไว้แน่น
จนผู้ใหญ่ทั้งสองมองหน้ากันด้วยสีหน้าลำบากใจท่าทางกระอักกระอ่วนแสดงออก ก่อนจะค่อย ๆ ขยับตัวออกหนีเมื่อใบหน้าหวานยิ้มให้พร้อมขยับเข้าไปพร้อมรั้งร่างของบุตรสาวเขาเข้ามากอดเอาไว้
“รินปล่อยเอาไว้ก็ได้ครับ เดี๋ยวพี่ปลอบเอง”
“ไม่เป็ไรค่ะหลานคงใเดี๋ยวรินปลอบเอง”
“แต่รินอยู่ท่านี้นานแล้วนะ”
“ไม่เป็ไรค่ะยังไงรบกวนพี่เก็บของหน่อยนะคะ”
“แต่..”
“นะคะอย่าห่วง”
“ได้ครับ”
ศิวกรจำใจเดินออกจากห้องนอนของลูกสาวแต่ก็ไม่วายหันกลับไปในห้องด้วยความเป็ห่วงสายตาของเขามองร่างอรชรที่พยายามขยับนอนบนเตียงพร้อมรั้งร่างของพริ้มพราวเขามากอดก่อนจะยอมตัดใจกลับลงไปชั้นล่างเพื่อเก็บของและเตรียมอาหารให้คนทั้งสองบนห้อง
มือสากปิดก๊อกน้ำหลังล้างจานใบสุดท้ายเสร็จเขาถอดผ้ากันเปื้อนและถอยออกห่างซิ้งค์ล้างจานพร้อมกวาดสายตามองความเรียบร้อยอีกครั้งก่อนจะถอนลมหายใจออกมาเมื่อเห็นว่าทุกอย่างเสร็จอย่างที่้าจริง ๆั์ตาคมเหลือบมองไปทางนาฬิกาแหวนเหนือทีวี เมื่อเห็นว่าเป็เวลาเกือบห้าโมงเย็นแล้วจึงตัดสินใจกดสั่งอาหารแทนการออกไปซื้อของเพื่อทำเองในระหว่างที่รอเขาเลือกที่จะขึ้นไปบนชั้นสองเพื่อดูบุตรสาวและน้องสาวภรรยาว่าเป็เช่นไรบ้าง
“แม่อย่าห่วงเดี๋ยวรินดูหลานเองแค่แขนซ้นค่ะ
“ค่ะค่ะ แม่ไม่ต้องห่วง แต่ที่ตั้งใจจะกลับบ้านที่กาญจน์ฯ คงไม่ได้กลับแล้วนะคะ”
“ใช่ค่ะ”
“พี่เลี้ยงน้องพริ้มวันนี้ก็ไม่มาเท่าที่ถามพี่กรก่อนหน้านี้เหมือนจะขาดงานบ่อย หายไปทีละหลายวันให้บริษัทหาให้ใหม่ก็เหมือนจะยังหาไม่ได้ เลยยังไม่ได้ให้คนนี้ออกแล้วเท่าที่ส่งมาหลายคนติดเื่เวลาที่ไม่แน่นอน ส่วนคนที่ไม่ติดเื่เวลาก็ไม่มีประสบการณ์ แม่พอจะมีแนะนำไหมคะ”
“เอาคนจากกาญจน์ฯก็ได้ค่ะเดี๋ยวหนูออกค่าที่พักให้ เห็นวันนี้แล้วสงสารพี่กรค่ะเขาทำงานเหนื่อยแล้วยังต้องมาดูลูกอีก”
“ได้ค่ะยังไงแม่ดูให้รินหน่อยนะ”
“ขอบคุณค่ะ”
“งั้นแค่นี้ก่อนนะคะเดี๋ยวรินดูหลานก่อน ถ้าแม่จะมาแม่บอกรินนะ ค่ะ ค่ะ”
หญิงสาวมองหน้าจอโทรศัพท์ที่ดับลงพลางถอนหายใจออกมา คิดหนักใจแทนพี่เขย ก่อนจะหมุนตัวออกจากหน้าต่างบานใหญ่เพื่อกลับเข้าไปในห้องนอนของหลานสาว แต่กลับเห็นร่างของพี่เขยยืนส่งยิ้มให้อยู่ด้านหลัง ก่อนที่เขาจะเดินเข้ามาหาเธอที่ตรงหน้าต่าง
“ขอโทษนะครับทำให้รินไม่ได้กลับไปใช้เวลาอยู่กับคุณพ่อ คุณแม่เลย”
“ไม่เป็ไรค่ะพ่อกับแม่ก็เห็นด้วยที่รินอยู่ที่นี่กับหลานถึงจะมีพี่เลี้ยงพวกท่านก็ยังไม่ไว้ใจอยู่ดี”
“ขอบคุณมากครับรินมาช่วยเราพ่อลูกตอนที่กำลังลำบากพอดี”
“อย่าคิดมากเลยค่ะรินไปดูหลานก่อนนะคะ”
บรรยากาศเย็นนี้ดีกว่าเมื่อเที่ยงมากนักพริ้มพราวที่หลังได้นอนหลับก็งอแงน้อยลงทั้งยังดูสดใสขึ้นมากกว่าเก่าและยังกินข้าวเข้าไปไม่น้อยจนคนเป็พ่อและน้ายิ้มอย่างสบายใจ
หลังเล่นและดูทีวีอยู่นานจนถึงเวลาต้องพาหลานเข้านอน นรินทร์ก็เป็คนพาพริ้มพราว ขึ้นมาอาบน้ำแทนผู้เป็พ่อเพราะว่าเด็กน้อยไม่ยอมห่างเธอทั้งยังงอแงขอให้เธอนอนกอดด้วยในคืนนี้
ดวงตากลมมองร่างหลับใหลใต้ผ้าห่มก่อนจะปิดไฟและเตรียมออกมาจากห้องนอนของหลานทว่าเมื่อเบี่ยงตัวเตรียมจะลงจากเตียงนอนมือเล็กของคนที่หลับอยู่ก็กำมือของเธอแน่น
“โถ่น้องพริ้ม”มือเรียวลูบกลุ่มผมนิ่ม แล้วล้มตัวนอนลงข้าง ๆ ร่างของหลานสาวแทนที่ออกไปทำงานด้านนอกอย่างที่ตั้งใจในตอนแรกโดยไม่รู้เลยว่าพี่เขยยืนมองท่าทางของเธอและลูกสาวอยู่ด้านนอกอยู่นานแล้ว
“น้องพริ้มคิดถึงคุณแม่ คุณพ่อคิดถึงเหมือนกันครับ”