จูบครั้งนี้หญิงสาวเริ่มคุ้นเคย ไม่เหมือนคนขาดอากาศหายใจ และเริ่มโต้ตอบเป็น “เป็นอย่างไร รสชาติดีขึ้นหรือยัง”
“อืม! ดีขึ้นกว่ารอบที่แล้ว!”
“นี่เจ้า…มีความรู้สึกแค่นี้หรือ!” เขาพูดพร้อมกับ ดึงร่างเล็กเข้ามากอดไว้แน่น
“ดูเหมือนพลังของเจ้าจะเพิ่มขึ้นแล้ว วิชาที่เจ้าเรียนสำเร็จแล้วใช่หรือไม่ ถ้าอย่างนั้นพวกเรา เตรียมตัวกันเถอะ”
“เราจะไปแดนเทพใช่ไหมเจ้าคะ ไปวันไหน!”
“พรุ่งนี้! แต่เจ้าต้องสัญญาก่อนว่า หลังจากกลับมาจากแดนเทพ เราจะแต่งงานกัน!”
“ท่านอยากแต่งงานกับข้าอย่างนั้นรึ! หรือว่าเราจะแต่งก่อนแล้วค่อยไปแดนเทพดีเจ้าค่ะ ดูท่านรีบร้อน”
“ถ้าแต่งก่อนแล้วไปแดนเทพ อาจจะใช้เวลาเป็นเดือน ไหนจะเตรียมงานเข้าพิธีอีก”
“ทำไมต้องมีวิธีให้ยุ่งยาก แต่งงานก็คือแต่ง ใส่ชุดแดงกราบไหว้ฟ้าดิน ญาติผู้ใหญ่ข้าก็ไม่มี หรือว่าท่านมี”
“ข้ามีแต่ลูกน้อง แต่ว่าเจ้ายังมีพ่อแม่อยู่ที่แดนสวรรค์ และตาเฒ่านั่น ขืนข้าทำอะไรบุ่มบ่าม จะต้องโดนรุมว่าอย่างแน่นอน เพราะยังไงเจ้าก็ยังเป็นแค่ สาวน้อยผู้หนึ่งเท่านั้น!”
“ข้าเข้าใจแล้วเจ้าค่ะ ข้าจะกลับไปเตรียมตัว ออกเดินทางพรุ่งนี้”
“จะรีบไปไหน เวลายังอยู่อีกเยอะ ไปเดินเล่นกันก่อนเถอะ หรือว่ากินข้าวดีเจ้าหิวหรือไม่”
“ตั้งแต่ข้าฝึกวิชากับคัมภีร์ ข้าไม่รู้สึกหิว อาหารที่ท่านเอาวางไว้หน้าห้อง ข้าก็ไม่ได้หยิบมากินเลย”
“ไม่ใช่ว่าร่างกายของเจ้า จะกลายเป็นเทพเต็มตัวแล้วรึ ถึงไม่อยากกินอาหารแบบนี้ เจ้าไม่กินข้าก็ไม่กินเหมือนกัน เราออกไปเดินเล่นสักพักหนึ่ง แล้วค่อยกลับมาเตรียมตัวเถอะ”
“ข้าไม่รู้ว่าเจ้า ตอนนี้อายุถึงสิบห้าหรือยัง ข้ามีของจะมอบให้เจ้า สิ่งนี้สร้างจากเกล็ดมังกรนักรบ ที่เหมือนเกล็ดงู มันคือปิ่นปักผม เป็นสมบัติที่ติดตัวมานาน ตั้งแต่จำความได้ มาพี่ชายจะเสียบปิ่นให้!”
“พี่ชายช่างดูแล เป็นห่วงใยข้าเสียจริง อายุข้าน่าจะถึงสิบห้าปีแล้ว จำวันที่แน่นอนไม่ได้ เอาเป็นว่าสิบห้าเลยก็แล้วกัน” นางพูดจบก็เขย่งปลายเท้าจูบที่แก้ม ก่อนจะวิ่งหนีกลับห้องไป
เฉิงซวียกมือขึ้นลูบแก้ม พลางนึกไปถึงไข่น้อย ที่อยู่กลางดงหนามเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ตามเวลาของแดนเทพอสูร บัดนี้นางออกจากไข่ มาอยู่เคียงข้างเขาแล้ว
คืนนั้นเป็นคืนที่เซียวเหยา นอนพักผ่อนโดยไม่ต้องนั่งโคจรพลัง หรือบำเพ็ญเพียร ส่วนหลังของนาง ไม่ได้สัมผัสกับที่นอนมานาน ตั้งแต่เดินทางจากแดนอสูรไปแดนเทพ และกลับมาที่นี่ ทีแรกคิดแค่นอนเล่นๆ ความนุ่มของที่นอน ทำให้นางเผลอหลับไป
กลางดึก…เซียวเหยานอนกระสับกระส่าย อยู่บนเตียงขนนกนุ่มนวล แต่ในมโนสำนึกของนาง กลับมืดมิดและหนาวเย็น ราวกับก้นบึ้งของมหาสมุทร
ในนิมิตฝันนั้น เทพหนุ่มสาวคู่หนึ่ง ถูกโซ่ตรวนสีเลือดล่ามแขนขาไว้กับเสาหิน ที่สลักอักขระต้องห้าม พวกเขาผอมโซ แต่ดวงตายังทอประกายห่วงใย
“ลี่หลิน…ลูกรัก อย่าเพิ่งบุกมาที่นี่ พลังคัมภีร์ในตัวเจ้ายังไม่สมบูรณ์ หากเจ้ามาตอนนี้ สภาสวรรค์จะใช้เจ้าเป็นเครื่องสังเวย เพื่อเปิดประตูปฐมเทพ!”
“จงตามหา เกล็ดมังกรนักรบบรรพกาล ที่ซ่อนอยู่ในปิ่นปักผมของเจ้า มันคือสิ่งเดียว ที่จะทำลายโซ่ตรวนนิรันดร์ นี้ได้ตามหา!”
เซียวเหยาสะดุ้งตื่นขึ้นมา พร้อมเหงื่อกาฬที่อาบใบหน้า นางกุมปิ่นปักเกล็ดมังกร ในมือไว้แน่น แสงสีทองจากปิ่น เริ่มสั่นสะท้าน ไปกับจังหวะเต้นของหัวใจนาง
‘เกิดอะไรขึ้นกัน อยู่ตั้งนานไม่ฝัน แค่รับปิ่นปักผมมา ก็ฝันเลยอย่างนั้นรึ หรือว่าเราไม่ได้นอนเลยไม่ฝัน’ ’
‘พ่อแม่ยังมีชีวิตอยู่ พวกเขายังไม่ตาย เหมือนกับอาจารย์พูด แต่คุกขังอยู่ในคุกในแดนสวรรค์ พวกท่านรอก่อน ข้ากำลังจะไปช่วย’
‘แล้วอะไรคือเกล็ดมังกรนักรบบรรพกาล’ เซียวเหยา หมุนปิ่นปักผมไปมา ท่ามกลางแสงสลัว ผสมกับแสงสีทอง ที่ออกมาจากปิ่น
‘พรุ่งนี้ต้องถามพี่ชายเฉิงซวี เกี่ยวกับปิ่นปักผมนี้’
เช้าวันรุ่งขึ้น “สาวน้อยเจ้าพร้อมหรือยัง พวกเราจะออกเดินทางกันแล้ว” เสียงนุ่มลึกของหนุ่มชุดแดง ดังขึ้นหน้าห้องเซียวเหยา
“พี่ชายเฉิงซวีข้าเตรียมตัวแล้ว ก่อนออกเดินทางข้ามีเรื่องจะถามท่าน ข้านิมิตฝันเห็นพ่อแม่ พวกเขายังมีชีวิตอยู่ แต่ถูกกักขังไว้ในคุกที่ไหนสักแห่งหนึ่ง พวกเขาพูดเตือน ไม่ให้ข้าบุกไปที่นั่น และให้ตามหา เกล็ดมังกรนักรบบรรพกาล!”
“คงจะหมายถึงเกล็ดมังกรนักรบ เจ้าไม่ต้องตามหา เพราะปิ่นนี้สร้างมาจากเกล็ดมังกรนักรบ เราไปกันเถอะป่านนี้ตาเฒ่า คงชะเง้อมองหาเจ้าที่แดนสวรรค์แล้ว!”
“จริงหรือเจ้าคะที่ปิ่นปักผมนี้ สร้างมาจากเกล็ดมังกรนักรบ ดีจังเลยจะได้ไม่ต้องเสียเวลาตามหาอีก แต่…ทำไมถึงให้ตามหาล่ะ หรือว่ามีอะไรที่มากกว่าพี่ชายให้ข้ามา”
“อืม! ข้าคงลืมไป เจ้าต้องหยดเลือดแสดงตัว เป็นเจ้าของ”
เซียวเหยารีบใช้มีดเล็ก สะกิดปลายนิ้วบีบเลือด หยดลงไปที่ปิ่น มีแสงสีม่วงทองสว่างขึ้นมา และแบ่งออกเป็นสองทาง วิ่งไปที่ร่างของนางครึ่งหนึ่ง ที่เหลือหายเข้าไปในปิ่นเกล็ดมังกรบรรพกาล
“พี่ชายเฉิงซวี ข้าพร้อมเดินทางแล้วเจ้าค่ะ”
“สัตว์เลี้ยงของเจ้าล่ะ! ถ้าเจ้าพาพวกเขาไปด้วย ก็ให้อยู่แต่ในมิติจิต เพราะพลังที่นั่นแข็งแกร่ง เกินกว่าที่พวกเขา จะร่วมต่อสู้ได้ ต้องรออีกหลายปี กว่าเขาถึงจะแข็งแกร่ง”
“ตอนนี้พวกเขาก็อยู่ในมิติแล้วเจ้าค่ะ ข้าเองก็คิดเหมือนท่าน ถ้าอยู่ในแดนเซียน ก็ยังพอต่อกรกับผู้อื่นได้!”
อาวุธเวทที่ใช้เดินทางไปแดนเทพ เป็นรูปดอกบัวขาว มีประกายสีม่วงแซมอยู่ด้านบน มันเคลื่อนที่ได้ไวกว่า พรมสีดำเท่าตัว มีอักขระป้องกันแรงปะทะ ทำให้นั่งได้สบาย แต่ด้วยความสูงมองอะไรไม่เห็น นอกจากก้อนเมฆสีขาวเท่านั้น
ตรงทางเข้าแดนสวรรค์ มีชายชุดสีขาวยืนอยู่ เขาคือเหวินฟู่ ซึ่งตอนนี้เขากลายเป็น ‘กบฏสวรรค์’ เพื่อสืบหาความจริง และต้องการจะปกป้อง ลูกศิษย์คนเดียวของเขา
“พวกเจ้ามาแล้ว ข้าแอบมายืนตรงนี้อยู่หลายวัน ต้องคอยหลบซ่อนตัวด้วย ตอนนี้ข้ากลายเป็นกบฏไปแล้ว”
“ตาเฒ่า ลูกศิษย์ของเจ้า ฝันถึงพ่อแม่ถูกขังคุกไว้สักที่หนึ่ง ท่านพอจะรู้ไหม ว่าที่กักขังเทพอยู่ตรงไหน”
“พวกเขาไม่ได้ถูกขังอยู่ในคุกปกติ ข้าไปสำรวจมาหมดแล้วไม่มี ต้องเป็นที่ลับที่ไหนสักแห่งหนึ่ง”
“แล้วทำยังไงถึงจะรู้ล่ะ ว่าพ่อแม่ของข้าถูกขังไว้ที่ไหน!”
“ข้อมูลทั้งหมดน่าจะอยู่ที่ วังเมฆา ที่นั่นเป็นคลังความลับ ของสภาสวรรค์ แต่…ดูมันจะเสี่ยง และอันตรายไปหน่อย ถ้าจะบุกไปที่นั่น”
“ไปกันเถอะ ในเมื่อกล้ามาถึงที่นี่แล้ว จะกลัวอันตรายอะไรกัน!” หนุ่มชุดแดง เดินจูงมือเซียว เขาโบกมือทีเดียว ชุดที่สวมใส่ กลับกลายเป็นสีดำทันที
“ท่านเปลี่ยนชุดกลางทางแบบนี้เลยหรือ ไม่กลัวว่าจะพลาด แล้วเดินตัวเปลือยหรือเจ้าคะ?” เซียวเหยากระซิบเสียงเบา ด้วยความสงสัย
“เรื่องถอดขอให้บอก ข้ามีความสามารถเป็นพิเศษ ไว้วันหลังจะถอดให้เจ้าดู!”
“นี่พวกเจ้า! จะไปเสี่ยงอันตราย ยังมาพูดเล่นกระซิบกระซาบกันแบบนี้อีก คิดว่าข้าไม่ได้ยินหรือ!”
“ตาเฒ่า เขาเรียกว่าลดอาการตึงเครียดลง ทำให้จิตใจสบาย คิดสิ่งใดก็ออกท่านเข้าใจหรือไม่”
“ตามเข้ามาทางนี้ พวกเราต้องอ้อมเข้าด้านหลัง วังเมฆา”
ณ หออักขระนิรันดร์ สถานที่เก็บงำความลับดำมืดที่สุด ของแดนเทพ ที่นี่เต็มไปด้วยกับดักค่ายกล ที่แม้แต่เทพชั้นสูงยังไม่กล้าก้าวย่างมา แต่คืนนี้…ทั้งสามคนกลับยืนอยู่ หน้าประตูบานยักษ์
“ตาเฒ่า…ท่านแน่ใจนะว่า มีรหัสเปิดประตู ไม่ใช่พามาแล้วเข้าไม่ได้” เฉิงซวี กระซิบกวนประสาท ขณะแฝงตัวอยู่ในเงามืด
เหวินฟู่ไม่ตอบ แต่ร่ายอาคมอำพรางตาขั้นสูง ครอบคลุมทั้งสามคนไว้
“เงียบเสีย! รหัสคืออักขระหัวใจเทพ ที่เปลี่ยนทุกชั่วยาม… แต่ข้ามีกุญแจหลัก” เขาหยิบตราพยัคฆ์ขาวออกมา ทาบลง ประตูกลไกค่อยๆ เลื่อนเปิดอย่างไร้เสียง
ทั้งสามรีบวิ่งเข้าไปด้านใน เหวินฟู่พาเข้าไปที่ห้องโถงใหญ่ ข้างในเต็มไปด้วยคัมภีร์ ที่ล่องลอยในอากาศ แต่ละม้วนบันทึกชะตากรรม ของเทพที่ถูกกำจัด
เซียวเหยาเดินนำเข้าไป ปิ่นปักผมเกล็ดมังกร ของนางเริ่มสั่นสะท้านแรงขึ้นเรื่อยๆ มีแสงชี้นำทางไปที่กล่องไม้แกะสลักสีดำสนิท ที่วางเด่นอยู่บนแท่นสูงสุด
“ตรงนั้นไง…กลิ่นอายเดียวกับ คัมภีร์ในตัวข้า!” เซียวเหยากระโจนขึ้นไป
ทันใดนั้น! ข่ายมนต์สีแดงเลือดก็พุ่งเข้าใส่นาง!
“ระวัง!” เฉิงซวี สะบัดพัดสร้างพายุอสูรเข้าปะทะ ข่ายมนต์จนระเบิดออก
เหวินฟู่รีบซ้ำด้วยกระบี่เทพแช่แข็ง ทำลายกลไกกับดักไว้ในพริบตา
“เร็วเข้าเซียวเหยา! ชิงมันมา!”
เซียวเหยาใช้มือที่สั่นเทา เปิดกล่องนั้นออก ข้างในไม่ใช่คัมภีร์…แต่เป็น บันทึกรายชื่อผู้ถูกเนรเทศ และที่หน้าแรกสุด มีชื่อของเทพหนุ่มสาวคู่หนึ่ง ถูกขีดฆ่าด้วยหมึกสีเลือด พร้อมข้อความสั้นๆ ว่า
“กำจัดเด็กทารก ที่มีหัวใจบรรพกาลทิ้งเสีย อย่าให้ใครรู้ความลับ เรื่องสายเลือดต้องห้าม”
“ท่านอาจารย์มาดูหน่อยว่า สองชื่อที่ถูกขีดฆ่านี้ คือพ่อแม่ของข้าหรือไม่” นางพูดพร้อมกับเงยหน้าขึ้นมอง เหวินฟู่
“หลี่เสวียนและลี่เซียน สองชื่อที่ถูกขีดฆ่านี้ คือพ่อกับแม่ของเจ้า”
เมื่อได้ยินคำพูดยืนยันของผู้เป็นอาจารย์ นางก้มดูมองรายชื่ออีกครั้งหนึ่ง และข้อความที่อยู่ในนั้น
“สายเลือดต้องห้าม!” เซียวเหยาพึมพำ น้ำตาคลอเบ้าเมื่อเห็นรูปวาดเล็กๆ ของพ่อแม่ที่ดูอ่อนโยน
“พวกท่านไม่ได้ทิ้งข้าเพราะความกลัว …แต่พวกท่านถูกบังคับให้ทิ้งข้า เพื่อปกป้องความลับ ของพวกสภาสวรรค์นี่เอง!”
นางรู้ความจริงแล้วพ่อแม่ถูกบีบ และนางไม่ใช่ลูกชู้ที่น่ารังเกียจ แต่คือกุญแจสำคัญ ที่สภาสวรรค์หวาดกลัวที่สุด
ทันใดนั้น… พลังจากคัมภีร์ลับ ในตัวนางระเบิดออกมา แสงสีทองสว่างจ้า จนหออักขระทั้งหอ สั่นสะเทือน ปิ่นปักผมเกล็ดมังกร เปล่งรัศมีสังหารออกมา จนม้วนคัมภีร์ชั่วร้ายรอบด้านมอดไหม้เป็นจุณ
“เซียวเหยา! คุมสติไว้อย่าให้พลังคืนกินสติเจ้า!” เสียงเหวินฟู่ร้องเตือน
เซียวเหยาหันกลับมามอง ด้วยดวงตาสีอำพันที่ลูกโซน
“อาจารย์…ข้าไม่เพียงแต่จะคุมสติ แต่ข้าจะใช้พลังนี้ ทำลายคุกสวรรค์นี้ทิ้งเสีย! ในเมื่อพวกเขา กลัวข้านัก…ข้าก็จะทำให้ความกลัวนั้นเป็นจริง!” น้ำเสียงที่หนักแน่นของนางดังขึ้น
เฉิงซวียิ้มเหี้ยมเกรียม พลางดึงเซียวเหยามากอดไหล่ไว้ “นั่นแหละสาวน้อยของข้า ใครที่มันกล้ารังแกเจ้า พี่ชายคนนี้จะถล่มวังพวกมัน ให้เป็นป่าช้าเอง!”
“ท่านอาจารย์พอจะรู้หรือยัง ว่าตอนนี้พ่อแม่ของข้าถูกขังอยู่ที่ไหน?”
“ในบันทึกบอกว่าพวกเขาถูกกำจัด แต่พลังคัมภีร์ในตัวข้ายังสั่นสะเทือนอยู่…แสดงว่าพวกเขายังมีชีวิต!”
“และข้าก็นิมิตฝันถึงพวกท่านด้วย!” เซียวเหยากำมัดแน่น แววตาเต็มไปด้วยความหวัง ที่ปนความแค้น
เหวินฟู่พยักหน้าขรึม “มีเพียงที่เดียว ที่สภาสวรรค์จะใช้กักขังเทพ ที่มีความลับสำคัญ… คุกอเวจีได้สระบัวหมื่นปี ที่นั่นไร้แสงไร้เสียง และมีเพียงผู้คุมกฎระดับสูง เท่านั้นที่รู้ทางเข้า”