บทที่ 8 ชีวิตดั่งหญ้าแพรก
ฟางเฉินหลับตาลงช้า ๆ พลางก้าวเดินมุ่งหน้าไปยังตำหนักไท่เหอ ดูเหมือนเขาจะไม่รับรู้เลยว่าเบื้องหน้ามีทหารกองทัพหมาป่านับร้อยกำลังจดจ้องเขาตาไม่กะพริบ
“เขาตาบอดจริง ๆ ด้วย” ทหารหมาป่าคนหนึ่งกระซิบเสียงเบา
เมื่อได้เห็นอดีตเทพาหนุ่มผู้เคยสง่างามและเปี่ยมด้วยปณิธาน กลับต้องกลายมาเป็คนพิการตาบอดเช่นนี้ ในใจของทหารหมาป่าเหล่านี้ต่างก็รู้สึกทอดถอนใจอยู่บ้าง ทว่าสิ่งที่พวกเขารู้สึกมากกว่าคือความเลื่อมใสศรัทธาต่อแม่ทัพหมาป่าอันดับหนึ่งของพวกเขา
ต่อให้เป็เทพาหนุ่มแล้วอย่างไร?
สุดท้ายมิใช่ว่าต้องพ่ายแพ้แทบเท้าแม่ทัพหมาป่าอันดับหนึ่งของพวกเขาหรอกหรือ แม่ทัพหมาป่าอันดับหนึ่งของพวกเขานี่แหละที่ไร้พ่ายและไม่มีใครต้านทานได้!
ในขณะเดียวกัน ฮ่องเต้พร้อมกับเทพธิดาเซียวและขุนนางฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ทั้งหลายได้มาถึงหน้าประตูตำหนักไท่เหอ ฮองเฮาผู้ซึ่งเดิมทีมีสีหน้าเรียบเฉย เมื่อได้เห็นร่างที่ดูซูบผอมลงไปบ้างนั้น แววตาก็สั่นไหวด้วยความปวดใจ นางอ้าปากคล้ายอยากจะเอ่ยบางอย่างแต่ก็เงียบไป
“ไม่ต่างจากในภาพวาดเท่าใดนัก เพียงแต่ไร้ซึ่งกลิ่นอายความฮึกเหิมเหมือนคราวนั้นแล้ว”
เทพธิดาเซียวจ้องมองฟางเฉิน ก่อนจะเผยรอยยิ้มหยัน “ก็ไม่ได้มีอะไรพิเศษนี่นา แต่ว่า...หนังหน้าดูดีกว่าพวกผู้ชายของข้าที่เคยผ่านมาอยู่บ้าง”
ฮองเฮามีประกายความโกรธแวบผ่านในดวงตา
ขุนนางทั้งราชสำนักต่างมองไปที่เทพธิดาเซียวด้วยความโกรธ ไม่ว่าพวกเขาจะเคยขัดแย้งกับฟางเฉินมาก่อนหรือไม่ การที่อีกฝ่ายนำเทพเ้าแห่งาหนุ่มของต้าเซี่ยมาเปรียบเทียบกับบรรดาชายบำเรอของนาง ถือเป็การเหยียดหยามศักดิ์ศรีของต้าเซี่ยอย่างรุนแรง!
“ฝ่าา ท่านบอกเขาเสียหน่อยเถิด หากคิดจะแต่งเข้าตระกูลเซียวของข้า จำต้องผ่านบททดสอบเล็ก ๆ น้อย ๆ เสียก่อน ข้าไม่อยากพาคนตาบอดที่ไร้ประโยชน์กลับไปหรอกนะ” เทพธิดาเซียวกล่าวกลั้วหัวเราะ
“ฟางเฉิน ถวายบังคมฝ่าา” ฟางเฉินหยุดเท้าลงพลางประสานมือคำนับไปยังทิศทางที่ฮ่องเต้ประทับอยู่
“ฟางเฉินบังอาจนัก! พบหน้าฝ่าาเหตุใดไม่คุกเข่า?!” โหย่วหลงชางแผดเสียงตวาดขึ้นทันที
ทุกคนต่างคาดเดาได้ว่าเขา้าจะระบายโทสะแทนขันทีโหย่ว พ่อบุญธรรมของตนนั่นเอง
ฟางเฉินแม้จะหลับตาอยู่ ทว่าเขากลับค่อย ๆ เอียงคอ ‘มอง’ ไปยังทิศทางที่โหย่วหลงชางยืนอยู่ “รองแม่ทัพค่ายพยัคฆ์ประจิม โหย่วหลงชาง?”
โหย่วหลงชางชะงักไปครู่หนึ่งด้วยความประหลาดใจคนผู้นี้ตาบอดจริง ๆ หรือ? แต่กลับดูไม่แตกต่างจากคนปกติทั่วไปเลย ตัวเขาเองภายในห้าปีนี้ไม่เคยมีปฏิสัมพันธ์ใด ๆ กับอีกฝ่ายมาก่อน แต่อีกฝ่ายกลับจำเขาได้ทันที?
"เป็ข้าเอง" โหย่วหลงชางกล่าวเสียงทุ้ม
"เมื่อก่อนฝ่าาเคยแต่งตั้งข้าเป็ราชองครักษ์หน้าพระที่นั่งเห็นฮ่องเต้ไม่ต้องคุกเข่า เ้าลืมแล้วหรือ?" ฟางเฉินยิ้มบาง ๆ
โหยว่หลงชางอึ้งไปเล็กน้อย พูดออกมาโดยไม่รู้ตัว "นั่นเป็ตอนที่ท่านยังไม่พ่ายแพ้ หลังจากท่านพ่ายแพ้แล้ว..." เขาพูดต่อไปไม่จบ
ดูเหมือนว่า...ฮ่องเต้ไม่เคยเพิกถอนอภิสิทธิ์ที่พระราชทานให้แก่ฟางเฉินเลย แม้จะเป็่หลังจากพ่ายแพ้าแล้วก็ตาม มีเพียงพวกเขาส่วนใหญ่ที่คิดทึกทักเอาเองว่าฟางเฉินไม่ใช่เทพาหนุ่มคนเดิมอีกต่อไป และสูญสิ้นเกียรติยศรวมถึงอำนาจไปหมดสิ้นแล้ว
“ดูเหมือนเ้าจะนึกออกแล้ว”
ฟางเฉินยิ้มเล็กน้อย จากนั้นหันไปมองฮ่องเต้ต้าเซี่ย "ฝ่าา ข้าได้รับราชโองการแล้วรีบมาที่วังหลวงทันที ไม่ทราบว่าบุตรสาวของท่านขุนพลหมาป่าเซียวอยู่ที่นี่ด้วยหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ?”
ฮ่องเต้เหลือบมองเทพธิดาเซียวแวบหนึ่ง ก่อนจะตรัสกับฟางเฉิน "เทพธิดาเซียวอยู่ข้างกายเราที่นี่ นางบอกว่าเ้าต้องผ่านการทดสอบบางอย่างจากนาง จึงจะ...สามารถเข้าสู่ตระกูลเซียวได้" เหล่าขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและฝ่ายบู๊ต่างมีสีหน้าไม่สู้ดีนัก
แต่เดิมการให้ฟางเฉินแต่งเข้าตระกูลเซียวถือเป็ความอัปยศสำหรับต้าเซี่ยอยู่แล้ว แต่เทพธิดาเซียวกลับมาแสดงเื่แบบนี้อีก นี่เท่ากับเป็การดูิ่ซ้ำสอง บีบคั้นให้ต้าเซี่ยต้องประเคนฟางเฉินให้ถึงที่อย่างนั้นหรือ
"ทดสอบ? ข้าไม่ทราบว่าเป็การทดสอบอะไร" ฟางเฉินถามอย่างราบเรียบ
“แม่นางเซียว ท่านว่าอย่างไร?” ฮ่องเต้หันไปถามเทพธิดาเซียว
“ง่ายมาก ท่านเทพาฟาง เพียงแค่ท่านทายให้ถูกว่าทหารหมาป่าของข้าจะเคลื่อนไหวอย่างไรต่อไป ก็ถือว่าท่านผ่านบททดสอบแล้ว”
เทพธิดาเซียวเอ่ยอย่างช้า ๆ พร้อมกับส่งสัญญาณทางสายตาให้กับหัวหน้ากองทัพหมาป่า หัวหน้ากองทัพหมาป่าเห็นสัญญาณแล้ว จึงรีบบัญชาให้หมาป่าเงินใต้การบังคับบัญชาพุ่งออกไปราวกับลมหมุน พุ่งเข้าใส่องครักษ์ นางกำนัล และขันทีที่อยู่รายรอบ
ตึง ตึง ตึง!
องครักษ์ นางกำนัล และขันทีนับสิบคนถูกหิ้วปีกมาโยนกองไว้เบื้องหน้าฟางเฉิน ใบหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกและมึนงง ไม่เข้าใจว่าทำไมการทดสอบจึงเกี่ยวข้องกับตนเอง
ฮ่องเต้ทรงทอดพระเนตรเห็นทหารหมาป่ากล้าลงมือในวังหลวงต่อหน้าพระพักตร์ พระพักตร์ก็กระตุกวูบไปหลายครั้งด้วยความขุ่นเคือง
“บังอาจ! พวกเ้ากล้าลงมือในวังหลวง กล้าลงมือต่อหน้าฝ่าาเชียวหรือ!”
ขุนนางเฒ่าผู้หนึ่งที่มีผมและเคราขาวโพลนก้าวออกมาข้างหน้าอย่างอาจหาญ พลางจ้องเขม็งไปที่เทพธิดาเซียว ผู้เฒ่าท่านนี้ก็คือราชครู ‘หลี่กั๋วจู้’ อัครมหาเสนาบดีแห่งต้าเซี่ยนั่นเอง!
"เป็เพียงการทดสอบเท่านั้น ฮ่องเต้คงจะไม่ถือสาหรอกกระมัง?" เทพธิดาเซียวเอ่ยด้วยรอยยิ้มบาง
"ฮ่าฮ่า..." ฮ่องเต้ต้าเซี่ยหัวเราะเบา ๆ "ข้าไม่ทราบว่าเป็การทดสอบอันใด ที่จำเป็ต้องใช้พวกเขาด้วย? เทพธิดาเซียวเอ่ยปากสักคำก็พอแล้ว ไม่จำเป็ต้องให้คนใต้บังคับบัญชาลงมือ เพียงสร้างความเข้าใจผิดเปล่า ๆ"
เมื่อกล่าวจบ เขาก็โบกมือให้หลี่กั๋วจู้เป็สัญญาณให้ถอยไป หลี่กั๋วจู้ขมวดคิ้วแน่น ไม่กล่าววาจาใดอีก
"ง่ายมาก..." เทพธิดาเซียวมองไปที่ฟางเฉิน "ท่านเทพาฟาง เบื้องหน้าท่านมีองครักษ์สี่คน นางกำนัลสี่คน และขันทีสี่คน ต่อไปคนของข้าจะยิงสังหารองครักษ์ นางกำนัล หรือว่าขันทีกันล่ะ? ขอเพียงท่านทายถูก ก็ถือว่าผ่านด่านทดสอบ”
ผู้คนทั้งหลายต่างอุทานด้วยความใ
ขุนนางบางคนทนไม่ไหวะโด่าทอออกมา “เ้าเห็นชีวิตคนในต้าเซี่ยของเราเป็เพียงเื่เล่นสนุกอย่างนั้นหรือ?!”
ในวินาทีนั้นเอง หัวหน้าทหารหมาป่าได้ง้างคันศรเหล็กกล้าขึ้น เล็งไปที่ร่างของฟางเฉินอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเปลี่ยนทิศทางไปเล็งยังกลุ่มองครักษ์ นางกำนัล และขันทีเ่าั้แทน
"แคว้นชิงซงของพวกเรา หาก้าชีวิตของพวกเ้าชาวต้าเซี่ยก็เป็เพียงชีวิตดั่งหญ้าแพรก อย่าได้ทำลายเื่ราวในวันนี้เพียงเพราะชีวิตหนึ่งหรือสองชีวิต ฝ่าาท่านคิดว่าข้าพูดถูกหรือไม่?" เทพธิดาเซียวกล่าวอย่างเรียบเฉย
"ฝ่าา หากปล่อยให้ผู้คนจากแคว้นชิงซงทำร้ายชีวิตผู้คนในวังหลวง และเื่นี้แพร่ออกไป ราษฎรทั่วหล้าจะมองพวกเราอย่างไรเพคะ?" ฮองเฮาเอ่ยปากขึ้นในที่สุด
ฮ่องเต้ทรงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ทรงไม่ได้สนพระทัยคำทัดทานของฮองเฮา แต่กลับหันไปทางฟางเฉินแทน
“ฟางเฉิน ทำตามที่แม่นางเซียวบอกเถิด”
สีหน้าของทุกคนเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาอย่างรวดเร็ว บรรดาองครักษ์ นางกำนัล และขันทีเ่าั้ต่างก็แสดงสีหน้าหวาดกลัวจนถึงขีดสุด นึกไม่ถึงเลยว่าแม้จะอยู่ในวังหลวงแท้ๆ กลับต้องมาเผชิญกับการถูกเข่นฆ่าโดยคนจากแคว้นชิงซงเช่นนี้!
แปะ แปะ แปะ…
ฟางเฉินปรบมือเบา ๆ “ในที่สุดข้าก็เข้าใจเสียทีว่าเหตุใดคราวนั้นท่านขุนพลหมาป่าเซียวถึงปล่อยให้ข้ามีชีวิตรอดกลับมา” เทพธิดาเซียวเบิกตาเล็กน้อยนางนึกถึงคำกำชับของบิดาก่อนออกเดินทาง
“ห้าปีมานี้ฟางเฉินถูกผู้คนในต้าเซี่ยดูแคลนและด่าทอมามาก ครั้งนี้หากทำให้เขาเปลี่ยนใจมาภักดีกับเราได้ ต่อให้เขาจะฝึกยุทธ์ไม่ได้อีก แต่เขาก็ยังสามารถช่วยให้ชิงซงก้าวขึ้นเป็อาณาจักรระดับแปดได้ นี่คือเหตุผลที่ข้าไว้ชีวิตเขาในตอนนั้น”
“จะสำเร็จหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่ายามที่ต้องทดสอบ เขาจะเลือกอย่างไร หากเขายังคงดื้อรั้นจะรับใช้ต้าเซี่ยด้วยชีวิต... ก็จงฆ่าเขาเสียที่นั่น”
“แต่ในทางกลับกัน หากเขาเลือกฝ่ายเรา ก็จงพาเขากลับชิงซงเสีย และระหว่างทางอย่าได้เหยียดหยามเขาอีก เพราะนั่นหมายความว่าเขามองเจตนาของข้าออกแล้ว”
“ท่านเทพาฟาง ถึงเวลาที่ท่านต้องเลือกแล้วล่ะ ผู้ที่จะตายคือองครักษ์ นางกำนัล หรือว่าพวกขันทีตัวน้อยพวกนี้ดีล่ะ?” เทพธิดาเซียวแย้มรอยยิ้ม
ขุนนางทั้งราชสำนักต่างมีสีหน้าเคร่งขรึมและหนักอึ้ง หลี่กั๋วจู้มองดูฟางเฉินแล้วหันไปมองฮ่องเต้ต้าเซี่ยในที่สุดก็ถอนหายใจเบา ๆ โดยไม่พูดอะไรออกมา
แม้จะเข้าใจเจตนาของแคว้นชิงซงแล้ว แต่จะทำอย่างไรได้? ต้าเซี่ยในตอนนี้ไม่มีกำลังความสามารถที่จะหยุดยั้งเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ ขณะนี้แคว้นชิงซงกำลังบีบให้ฟางเฉินฆ่าขุนนางของต้าเซี่ย เพื่อทำให้ฟางเฉินไม่เป็ที่ยอมรับในต้าเซี่ย และสูญเสียตำแหน่งเทพแห่งาอย่างสิ้นเชิง!
"หากข้ากล่าวว่า พวกเขาจะไม่มีใครต้องตายสักคนเดียวเล่า” ฟางเฉินเอ่ยเสียงเรียบ
สีหน้าของฮ่องเต้เปลี่ยนไปเล็กน้อย หลี่กั๋วจู้และคนอื่น ๆ เผยความตกตะลึง ตามหลักเหตุและผลแล้ว ฟางเฉินควรจะเข้าใจถึงผลได้ผลเสียดีที่สุด ด้วยสถานการณ์ในยามนี้ มีเพียงการยอมทำตามความ้าของชิงซงเท่านั้น ถึงจะช่วยต่อลมหายใจให้ต้าเซี่ยไปได้อีกห้าปี!