ทันย่ารับฟังอย่างตั้งใจ ราวกับเป็ลูกศิษย์ที่กำลังถูกอาจารย์สอนสั่ง
ขณะที่ในหัวสมองของเขาก็กำลังค้นหาข้อมูล และความทรงจำที่สืบทอดกันเรื่อยๆมาของเผ่าพันธุ์ที่แข็งแกร่งมากที่สุด
ตอนนี้เขารู้แล้วว่าสัตว์อวกาศกลืนกินดวงดาวนั้นร้ายกาจมากเพียงใด พวกเขาแข็งแกร่งมากที่สุด แต่ทว่าก็มีจำนวนประชากรที่น้อยเช่นเดียวกัน ทั่วทั้งร่างกาย รวมถึงเทคนิควิชาของพวกเขาก็ถือเป็สิ่งล้ำค่าที่ผู้คนในจักรวาลต่างก็้ามัน
หลังจากที่ได้ััถึงความทรงจำที่หลั่งไหลอยู่ในยีนส์พันธุกรรม ทันย่าก็เหมือนได้เปิดโลกครั้งใหญ่ขึ้น ประวัติศาสตร์ของจักรวาล ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่เผ่าพันธุ์มนุษย์บนดาวเคราะห์โลกแห่งนี้จะเข้าใจ มันได้ทำให้ความคิดของเขาต้องแปรเปลี่ยนไปอย่างมหาศาล
ในจักรวาลอันกว้างใหญ่ ถือเป็โลกที่ปลาใหญ่กินปลาเล็กอย่างแท้จริง ผู้มีพลังอำนาจเท่านั้นที่จะสามารถยืนอยู่เหนือทุกสิ่ง
ทว่าผู้ที่อ่อนแอก็ย่อมต้องถูกข่มเหงรังแก มีคนมากมายที่ต้องตกเป็ทาสนักสู้ ต้องถูกพันธนาการเอาไว้ด้วยความโหดร้าย
และการซื้อขายทาสนักสู้นั้นก็ไม่ได้เป็อะไรที่ผิดกฎหมาย สามารถดำเนินการกันได้อย่างอิสระเลยด้วยซ้ำ
แม้แต่ดวงดาวหรือกาแล็กซี่ก็ยังซื้อขายกันได้เหมือนผักกาดตามท้องถนน เป็อะไรที่ทันย่าก็ยังไม่อยากจะเชื่อเลยซักนิด เขาไม่คิดเลยว่าดาวเคราะห์โลกแห่งนี้ มันจะไม่ต่างไปจากเม็ดทรายเหมือนกับที่ท่านดาวาลได้บอกเอาไว้ ถือเป็ความจริงที่ไม่อาจปฏิเสธได้
ในจักรวาล นักสู้พันธุกรรมได้ถูกแบ่งระดับแยกย่อยออกอย่างชัดเจน
นักสู้พันธุกรรมระดับ 1-9 พวกเขาถือเป็สิ่งมีชีวิตที่ต้อยต่ำมากที่สุด ไม่ควรค่าให้ต้องพูดถึง เป็ระดับขั้นพลังที่อ่อนแอเป็อย่างมาก
ต่อมาก็จะเป็นักสู้แห่งดาวเคราะห์ มีระดับ 1-9 เช่นเดียวกัน ในระดับนี้จะสามารถสร้างดาวเคราะห์ขึ้นภายในร่างกายได้ สามารถควบคุมสนามแม่เหล็กรอบตัว เพื่อใช้มันในการทะยานบินผ่านท้องฟ้า มีอิสระเหมือนกับนกอินทรี และยังหายใจในห้วงอวกาศได้อยู่เล็กน้อยอีกด้วย
ที่สำคัญ ยีนส์พันธุกรรมของพวกเขาจะเกิดการเปลี่ยนแปลง พวกเขาจะได้รับพลังพิเศษอันเป็รากฐานของจักรวาล กฎต้นกำเนิดทั่วไป ดิน น้ำ ลม ไฟ แสง ไม้ ทอง สายฟ้า และกฎต้นกำเนิดดั่งเดิม เวลา อวกาศ ใครที่มีระดับนี้ก็ถือว่าได้เริ่มต้นอย่างแท้จริงเลยก็ว่าได้
แล้วหลังจากนักสู้แห่งดาวเคราะห์ มันก็ยังคงมีระดับขั้นพลังอีกมาก มันเยอะซะจนตัวของเขาก็แทบประมวลผลข้อมูลไม่ทัน
[รับรู้ถึงความยิ่งใหญ่ของจักรวาลแล้วซินะทันย่า]
[แต่เส้นทางของเ้ามันเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น ยังคงอยู่อีกไกลอย่างมาก]
ดาวาลลอยเข้ามาใกล้ๆและเริ่มนั่งลงบริเวณแผ่นหลังที่เต็มไปด้วยเกล็ดของเขา
“ฉันรู้แล้วท่านดาวาล พอได้เห็นถึงความทรงจำในพันธุกรรมยีนส์ ฉันก็รู้ดีว่าตนเองนั้นไม่ต่างไปจากมดปลวก”
“หลังจากนี้ฉันจะเริ่มฝึกฝนวิชาและรีบวิวัฒนาการตนเองให้ได้โดยเร็วมากที่สุด ก่อนอื่นต้องหาเทคนิคฝึกฝน!”
ทันย่าเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่ดูมุ่งมั่น ทำให้ดาวาลต้องเผยรอยยิ้มแห่งความยินดีออกมา
[ดีมากศิษย์ของเรา งั้นมาเริ่มต้นการเป็สัตว์อวกาศที่แข็งแกร่งกันเลย]
หลังจากนั้นสองศิษย์อาจารย์ก็เริ่มปรึกษาหารือกันถึงเทคนิควิชาที่ทันย่าจะต้องฝึกฝน โดยเฉพาะกับดาวาลที่เต็มไปด้วยองค์ความรู้อันมหาศาลของจักรวาล เธอได้ไล่เรียงดูข้อมูลต่างๆที่ตนเองมี และหาเทคนิควิชาที่เหมาะสมสำหรับเผ่าพันธุ์เบฮีมอทผู้ยิ่งใหญ่
กระทั่งในที่สุด ทันย่าในร่างเบฮีมอทก็สามารถตัดสินใจได้ เพราะเขาใช้สัญชาตญาณและพันธุกรรมของตนเองในการเลือก
“ท่านอาจารย์ ข้าว่าเทคนิคการขัดเกลาร่างดวงดาวและคริสตัสจิตดาวฤกษ์ถือว่าเป็สิ่งที่เหมาะสมมากที่สุด”
เทคนิคการขัดเกลาร่างดวงดาวถูกสร้างขึ้นโดยบรรพบุรุษของสัตว์อวกาศกลืนกินดวงดาว ขัดเกลาทั้งร่างกายและยีนส์พันธุกรรมของตนให้แข็งแกร่งมากที่สุด ส่วนจิตคริสตัลดาวฤกษ์ก็คือเทคนิคในการสร้างจิติญญา หรือการควบแน่นพลังจิต เป็สิ่งที่ดีมากที่สุดเช่นเดียวกัน
คำพูดของทันย่าทำให้ดาวาลพลันเห็นด้วย ใบหน้าเล็กๆดูตื่นเต้นเหมือนกำลังดีใจอย่างถึงที่สุด
[ถูกต้อง เทคนิควิชาทั้งสองนี้เหมาะสมสำหรับเบฮีมอทเป็อย่างมาก โดยเฉพาะกับคริสตัสจิตดาวฤกษ์]
[โดยปกติแล้วการควบแน่นพลังจิตนั้น มีโอกาสน้อยครั้งมากที่จะเกิดการกลายพันธุ์ขึ้นได้อย่างมหาศาล]
[ในบรรดาหลายแสนคน อาจมีเพียงแค่หนึ่งคนที่ได้พลังจิติญญาที่แข็งแกร่ง และพวกเขาก็สามารถใช้พลังจิตในการทำสิ่งต่างๆได้ อย่างเช่นการเคลื่อนย้ายหรือควบคุมวัถตุให้เป็ไปตามที่ตนเอง้า หรือการใช้พลังจิตของตนในการโจมตีสมองของคู่ต่อสู้โดยตรง]
[เมื่อนักสู้พันธุกรรมได้มาถึงระดับดาวเคราะห์ เจตจำนงแห่งจิติญญาจะถูกสร้างขึ้น แต่ก็ไม่อาจใช้พลังจิตในการกระทำอะไรได้ มันเป็เพียงแค่รากฐานที่ตั้งอยู่ภายในร่างกาย ส่วนที่ว่าจะขัดเกลาจิติญญาของตนเองได้หรือไม่นั้น ทั้งหมดก็ต้องหาหนทางของตนเองละนะ]
เมื่อตัดสินใจได้อย่างเสร็จสรรพ ในที่สุดทันย่าในร่างของมอนเตอร์ก็เริ่มฝึกฝนวิชาในรูปแบบแรกทันที
“เทคนิคการขัดเกลาร่างแห่งดวงดาวมีทั้งหมด 10 ระดับขั้น”
“ต้องเริ่มต้นในระดับแรกและปรับปรุงวิชารูปแบบนี้ไปเรื่อยๆ”
ภายในหัวของเขาได้เกิดภาพของสัตว์อวกาศสีทองที่ใหญ่โตยิ่งกว่าดาวเคราะห์ มันส่งเสียงคำราม เคลื่อนร่างกายของตนเองไปมา แขนขาขยับสำแดงพลังอานุภาพก้องฟ้า ขณะที่ทั่วร่างของมันเต็มไปด้วยพันธุกรรมที่เปล่งแสงอันเจิดจ้า ประหนึ่งเป็ดวงอาทิตย์ขนาดใหญ่ที่สาดส่อง
เทคนิคการขัดเกลาร่างดวงดาว ทำสมาธิและละทิ้งความฟุ้งซ่านของอารมณ์ ร่างกายเป็ดั่งจักรวาล ปรับปรุงโลหิต เสริมความแข็งแกร่งให้กับเปลือกแห่งชีวิต มุ่งเน้นความคิดเข้าไปในทั่วทุกอณูของเซลล์ เปลี่ยนเซลล์ทุกเซลล์ให้เป็ดวงดาวแห่งอนันต์ เปลี่ยนหยดเืที่ไหลเวียนให้เป็กาแล็กซี่ดาราจักร จินตนาการว่าร่างกายคือดวงดาวที่เปลี่ยนแปลงไร้ที่สิ้นสุด ขัดเกลาจนร่างกายจะไปสู่จุดที่น่าสะพรึงกลัว การป้องกันและพละกำลังจะแข็งแกร่งขึ้นจนเหนือสิ่งใดๆ หยดโลหิตเหมือนแสงของดวงดาว เจิดจรัสส่องประกายราวกับกาแล็กซี่ และยิ่งใหญ่เหมือนดั่งห้วงจักรวาล
ทันย่าเริ่มทำตามการเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นในหัวสมอง กรงเล็บถูกกางตะปบไปมา ขณะที่ใช้ความคิดเข้าควบคุมการไหลเวียนพันธุกรรม
“โฮกกกกกกกกกกกกกก!”
ชั่วพริบตาจังหวะที่ทันย่าได้ฝึกฝนเทคนิควิชานี้ ยีนส์พันธุกรรมของเขาก็เดือดพล่านยิ่งกว่าความร้อนของูเาไฟ การเปลี่ยนแปลงในระดับแรกเริ่ม ได้ทำให้ร่างกายของเขาแข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะกับกล้ามเนื้อและมวลของร่างกาย ทั้งหมดกำลังพัฒนาขึ้นอย่างรวดเร็ว
[ดีมากลูกศิษย์รัก วิชานี้เหมาะสมสำหรับเผ่าพันธุ์เบฮีมอทจริงๆด้วย!!]
ดาวาลที่เห็นก็เต็มไปด้วยความตื่นเต้น เธอจ้องมองการเปลี่ยนแปลงนี้อย่างไม่วางตา
ตัวของเธอรู้สึกว่าความแข็งแกร่งของร่างกายทันย่า มันร้ายกาจมากยิ่งไปกว่านักสู้พันธุกรรมระดับที่ 1 และมันก็กำลังพัฒนาเข้าไปใกล้กับระดับที่ 2 ทั้งๆที่ค่าดัชนีพลังของเขาก็ยังอยู่เพียงระดับ 1 เท่านั้น
แสดงให้เห็นเลยว่าศักยภาพของเผ่าพันธุ์เบฮีมอทเหนือกว่าที่พวกเขาคาดการเอาไว้
ถ้าเกิดว่าทันย่าฝึกฝนเทคนิคการขัดเกลาร่างดวงดาวในระดับแรกได้อย่างสมบูรณ์แบบ
ไม่แน่ว่าเขาอาจมีพลังในการสังหารนักสู้พันธุกรรมระดับ 3 ได้ในทันที เรียกได้ว่าร้ายกาจอย่างถึงที่สุด