สามวันต่อมา คฤหาสน์ตระกูลเว่ยตื่นตัวเป็พิเศษ เสียงกีบเท้าม้าดังก้องไปทั่วลานหน้าบ้านั้แ่เช้าตรู่ ขบวนรถม้าหรูหราคันหนึ่งเดินทางมาถึงพร้อมกับแสงแรกของอรุณ ประดับด้วยตราสัญลักษณ์ของตระกูลเว่ยสาขารองที่เมืองหลวง ผ้าไหมสีทองและสีแดงที่ปลิวไสวไปตามลม บ่งบอกถึงความสำคัญของผู้โดยสารภายใน
เหล่าบ่าวไพร่วิ่งวุ่นกันเตรียมต้อนรับ ใครๆ ก็รู้ดีว่าผู้มาเยือนในวันนี้ไม่ใช่คนธรรมดา ผู้โดยสารในรถม้าคือ ซือซือ น้องสาวของฮูหยินใหญ่ ผู้เดินทางมาเยี่ยมพี่สาว่ฤดูใบไม้ผลิ การมาเยือนครั้งนี้ไม่เพียงแต่เป็การเยี่ยมเยียนตามธรรมเนียม แต่ยังเป็การแสดงความสามัคคีระหว่างสาขาต่างๆ ของตระกูลเว่ยอีกด้วย
ลู่เฟิงในคราบตาเฒ่าหลี่กำลังตัดแต่งกิ่งไม้ริมทางเดินเมื่อขบวนรถม้าผ่านไป เขาจงใจเลือกจุดที่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน ท่าทางเหมือนคนสวนธรรมดาที่กำลังทำงานประจำวัน แต่สายตาแหลมคมแอบจับจ้องไปยังรถม้าอย่างไม่เผลอเผลิน ฝุ่นคลุ้งลอยขึ้นมาบดบังสายตา เขาแสร้งไอ้แค่ๆ แล้วเงยหน้าขึ้นมองด้วยท่าทีของคนที่ถูกรบกวน
และในขณะนั้นเอง ม่านรถม้าถูกเปิดออกเพียงเล็กน้อย ใบหน้าของหญิงสาวปรากฏแก่สายตาชั่วขณะหนึ่ง ก่อนที่จะหายไปอีกครั้งเมื่อรถม้าเคลื่อนผ่าน
แต่ชั่วขณะนั้นก็เพียงพอแล้วสำหรับลู่เฟิง เขาได้เห็นแล้ว
ซือซือมีอายุราวยี่สิบต้นๆ รูปร่างเล็กกระชับกว่าพี่สาว แต่กลับมีเสน่ห์ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง หากฮูหยินใหญ่เปรียบเหมือนดอกบัวที่เบ่งบานเต็มที่ สง่างามและหยิ่งทะนง ซือซือก็เหมือนดอกพลับพลึงที่เพิ่งจะแย้มบาน สดชื่นและเต็มไปด้วยความอ่อนหวานที่แฝงไว้ด้วยความร้อนแรงที่ยังไม่ได้ถูกปลุกเร้า
ดวงตาคู่โตของนางสีตระการตาราวกับอำพันแก้ว ผิวขาวผ่องดุจกระดาษสา ริมฝีปากอวบอิ่มสีกุหลาบอ่อน ผมดำยาวถูกเกล้าไว้อย่างประณีต ประดับด้วยกิ๊บทองคำเล็กๆ ที่ส่องแสงระยิบระยับใต้แสงแดดยามเช้า แต่สิ่งที่ดึงดูดสายตาของลู่เฟิงมากที่สุดคือ แววตาที่ซ่อนอยู่เื้ัความสงบเสงี่ยมนั้น—ประกายไฟแห่งความปรารถนาที่ถูกกดดันไว้อย่างแ่า
'หืม...' ลู่เฟิงคิดในใจ รอยยิ้มเ้าเล่ห์แวบผ่านใบหน้าอย่างรวดเร็ว 'นี่ไม่ใช่เด็กสาวไร้เดียงสา นางรู้ดีว่าตัวเอง้าอะไร แต่ถูกบังคับให้เก็บกดไว้ เหมือนกับไฟที่ถูกกดใต้เถ้าถ่าน รอเพียงลมเพียงพอที่จะทำให้มันลุกโชนขึ้นมา'
ซือซือเหลือบมองออกมานอกหน้าต่าง สายตาของนางพบกับสายตาของชายชราคนสวนที่ยืนอยู่ริมทาง เพียงชั่วพริบตา นางก็รีบเลื่อนสายตาออกไป ใบหน้าแดงเรื่อเล็กน้อย ม่านรถม้าถูกปิดลงอย่างรวดเร็ว
แต่ลู่เฟิงเห็นแล้ว—ความเบื่อหน่ายที่ฉายอยู่ในแววตานั้น ความรู้สึกว่าตัวเองเป็เพียงสิ่งของที่ถูกส่งตัวมาเยี่ยมเยียนเพื่อรักษาหน้าตาของตระกูล ความโดดเดี่ยวที่แฝงอยู่เื้ัความสง่างาม และที่สำคัญที่สุด—ความปรารถนาที่ถูกปิดกั้นไว้อย่างแ่า
"น่าสนใจ..." เขาพึมพำเบาๆ แล้วก้มหน้าลงทำงานต่อ ราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่ในใจกลับเริ่มวางแผนแล้ว 'เป้าหมายใหม่... และดูเหมือนจะท้าทายกว่าหลิงเอ๋อร์มาก'
่บ่าย ลู่เฟิงได้รับคำสั่งจากหัวหน้าคนสวนให้จัดเตรียมดอกไม้สดไปประดับเรือนที่ซือซือจะพักอาศัย เขาจึงมีโอกาสเข้าไปในบริเวณที่พักของเหล่าเ้านายอย่างถูกต้องตามกฎ โดยไม่ต้องแอบแฝงหรือหาข้ออ้างใดๆ
เขาเลือกดอกไม้อย่างพิถีพิถัน ดอกบัวขาวที่เพิ่งบาน สื่อถึงความบริสุทธิ์ ดอกกุหลาบแดงที่กำลังแย้มบาน สื่อถึงความรักที่เริ่มต้น และดอกมะลิที่หอมหวาน สื่อถึงความอ่อนหวานที่แฝงไว้ การเลือกดอกไม้แต่ละชนิดล้วนมีความหมายลึกซึ้ง เป็การส่งสาร แม้ว่าผู้รับจะยังไม่เข้าใจในตอนนี้ก็ตาม
เรือนที่จัดให้ซือซืออยู่ติดกับเรือนของฮูหยินใหญ่ เป็ห้องชั้นบนที่มองเห็นสวนหลังได้อย่างสวยงาม ตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับการสังเกตการณ์และการวางแผน เขากำลังจัดแจงแจกันดอกไม้อยู่ที่ระเบียงเมื่อเสียงฝีเท้าเบาๆ ดังเข้ามา เสียงที่ระมัดระวังแต่มีความอยากรู้อยากเห็น
"ท่านตาคือผู้ดูแลดอกไม้ในคฤหาสน์หรือเ้าคะ"
ลู่เฟิงหันกลับมาอย่างช้าๆ แสดงความประหลาดใจเล็กน้อย ซือซือยืนอยู่ที่ประตู สวมชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อนที่เข้ากับสีผิวอย่างลงตัว ชุดที่ตัดเย็บอย่างประณีต แสดงถึงฐานะและรสนิยมที่ดี นางไม่ได้สวมเครื่องประดับมากมาย มีเพียงกิ๊บไข่มุกเล็กๆ ที่ปักผม แต่กลับดูหรูหรากว่าฮูหยินใหญ่ที่ประดับประดาเต็มศีรษะเสียอีก ความเรียบง่ายที่แฝงไว้ด้วยความสง่างาม
"ใช่แล้วขอรับคุณหนู" เขาตอบด้วยน้ำเสียงแหบพร่า ท่าทางอ่อนน้อมตามสมควร "ข้าเป็คนสวนที่ดูแลสวนดอกไม้และสมุนไพรให้กับคฤหาสน์ ข้าชื่อหลี่ ได้รับคำสั่งให้มาจัดดอกไม้ประดับห้องให้คุณหนู"
ซือซือเดินเข้ามาใกล้ ท่าทางระมัดระวังแต่มีความสนใจ สายตาจับจ้องดอกไม้ในแจกันด้วยความชื่นชม "ท่านมีฝีมือดีนัก ดอกไม้เหล่านี้ดูสดชื่นราวกับเพิ่งเด็ดมาจากต้น และการจัดแจงก็สวยงามมาก ท่านคงมีประสบการณ์มามากแล้วสินะ"
"ขอบคุณคุณหนูที่ชม" ลู่เฟิงก้มหัว "ข้าทำงานนี้มานานแล้ว ดอกไม้เหมือนกับคน หากได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างถูกต้อง มันก็จะเบ่งบานสวยงาม แต่หากถูกทอดทิ้งหรือบังคับให้อยู่ในที่ที่ไม่เหมาะสม มันก็จะเหี่ยวเฉาและโรยรา เหมือนกับคนที่ไม่ได้อยู่ในสถานที่ที่เหมาะสมกับตน"
คำพูดที่แฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้งทำให้ซือซือชะงักไปครู่หนึ่ง นางจ้องมองชายชราตรงหน้าด้วยสายตาที่เปลี่ยนไปเล็กน้อย มีความอยากรู้อยากเห็นและความระแวงปนกัน
"ท่านตาช่างเป็คนที่พูดเก่งเสียจริง" นางเอ่ยด้วยรอยยิ้มที่ไม่ถึงตา "ฟังดูเหมือนท่านรู้จักใจคนได้ดีเสียด้วยซ้ำ คนสวนธรรมดาคงไม่ได้พูดจาเช่นนี้"
"ข้าแก่แล้ว ผ่านโลกมามาก จึงพอรู้บ้างว่าคนเรามักจะซ่อนความรู้สึกที่แท้จริงไว้เื้ัรอยยิ้ม" ลู่เฟิงตอบอย่างเรียบง่าน แต่สายตาแหลมคมจับจ้องใบหน้าของนาง "คุณหนูเองก็เช่นกัน แม้จะยิ้มสดใส แต่ดวงตากลับบอกว่านางกำลังรู้สึกเหงาและกดดัน เหมือนนกที่ถูกขังในกรงทอง สวยงามแต่ไม่มีอิสรภาพ"
ซือซือเบิกตากว้าง นางถอยหลังกึ่งก้าวโดยไม่รู้ตัว หัวใจเต้นแรงขึ้น "ท่าน... ท่านพูดอะไรของท่าน ท่านไม่รู้จักข้าเลย จะมาตัดสินข้าได้อย่างไร"
"ข้าขอโทษที่กล่าวเกินเลยไป" ลู่เฟิงก้มหัวลงต่ำ แสดงความเสียใจอย่างจริงใจ "ข้าเป็เพียงคนแก่ที่ชอบพูดจาไร้สาระ คุณหนูอย่าได้ถือสาเลย ข้าจะไปแล้ว"
เขาเก็บเครื่องมือแล้วเตรียมตัวจะจากไป แต่ซือซือกลับเอ่ยห้าม เสียงสั่นเครือเล็กน้อย
"รอเดี๋ยว..."
ลู่เฟิงหยุดยืน หันหลังกลับมาอย่างช้าๆ ท่าทางเหมือนคนที่ไม่แน่ใจว่าควรจะทำอย่างไร
"ท่าน... ท่านเห็นอะไรในดวงตาของข้า" ซือซือถามด้วยน้ำเสียงเบา แทบจะกระซิบ มือกำแน่นไว้ที่ชายเสื้อ
ลู่เฟิงมองนางอย่างยาวนาน ราวกับกำลังชั่งใจว่าควรจะพูดความจริงหรือไม่ แล้วเขาก็ถอนหายใจเบาๆ
"ข้าเห็นความปรารถนาที่ถูกกักขังไว้" ลู่เฟิงตอบตรงไปตรงมา แต่น้ำเสียงยังคงอ่อนน้อม "คุณหนูมาที่นี่ไม่ใช่เพราะอยากมา แต่เพราะถูกบังคับให้มา คุณหนูมีสิ่งที่อยากได้ แต่รู้ว่ามันเป็ไปไม่ได้ จึงต้องเก็บกดไว้ในใจ เหมือนกับไฟที่ถูกกดใต้เถ้าถ่าน ยิ่งกดยิ่งร้อนแรง"
ซือซือนิ่งอึ้ง ใบหน้าของนางซีดลงเล็กน้อย มือสั่นเทาเล็กน้อย แต่แล้วนางกลับหัวเราะเบาๆ หัวเราะที่ฟังดูเหมือนจะสุขใจ แต่แท้จริงเต็มไปด้วยความขมขื่นและความเ็ป
"ท่านตาช่างแปลกประหลาดจริงๆ" นางเอ่ยด้วยเสียงที่พยายามควบคุมให้มั่นคง "ข้าไม่เคยพบใครที่กล้าพูดกับข้าเช่นนี้มาก่อน คนอื่นมักจะพูดแต่คำหวานๆ เพื่อเอาใจ แต่ท่านกลับพูดสิ่งที่... สิ่งที่ข้าไม่อยากยอมรับ"
"ความจริงมักจะทำให้คนไม่สบายใจ" ลู่เฟิงยิ้มอย่างเข้าใจ "แต่บางครั้ง การได้พูดความจริงออกมาก็ช่วยให้หัวใจเบาขึ้นได้ เหมือนกับการปล่อยไอน้ำออกจากหม้อที่เดือดมานาน"
เขาก้มคำนับอีกครั้งแล้วเดินออกไป ทิ้งให้ซือซือยืนอยู่คนเดียวกลางห้อง มองตามหลังชายชราผู้ประหลาดนั้นด้วยสายตาที่ซับซ้อน ใจปั่นป่วนไปด้วยอารมณ์ที่ไม่เคยรู้สึกมาก่อน
ค่ำคืนนั้น ลู่เฟิงนั่งอยู่ในเรือนพักของตน จิบสุราอย่างช้าๆ รอยยิ้มไม่เคยจางจากใบหน้า แสงเทียนส่องแสงเหลืองอ่อนๆ ทำให้เงาของเขาดูยาวและลึกลับ
'ได้เวลาแล้ว' เขาคิด 'นางเริ่มสนใจแล้ว ความอยากรู้อยากเห็นเป็ประตูแรกสู่หัวใจของสตรี และซือซือ... นางไม่ใช่หลิงเอ๋อร์ นางมีการศึกษา มีความคิด มีความปรารถนาที่ซับซ้อนกว่า'
เขารำลึกถึงสายตาของซือซือที่มองตามเขาไป นั่นไม่ใช่สายตาของคุณหนูที่ถูกดูถูก แต่เป็สายตาของคนที่พบกับใครบางคนที่เข้าใจตนเองเป็ครั้งแรก เป็สายตาของคนที่กำลังตื่นตัว
"ขั้นตอนต่อไป..." เขาพึมพำ "ข้าต้องให้นางเห็นว่าข้าเข้าใจนางมากกว่าที่นางคิด ข้าต้องเป็คนเดียวที่เข้าใจความเ็ปของนาง"
เขารู้จากการสืบเสาะของเหล่าบ่าวไพร่ว่าซือซือมักจะแอบมองคหบดีเว่ยด้วยความหลงใหล นางมาที่คฤหาสน์นี้ไม่ใช่เพราะคิดถึงพี่สาว แต่เพราะคิดถึงพี่เขยต่างหาก ความรักต้องห้ามที่ไม่มีวันเป็จริง แต่ก็ไม่สามารถลืมเลือนได้
'ความรักต้องห้าม...' ลู่เฟิงยิ้มอย่างอิ่มเอม 'มันทำให้คนตาบอด และเมื่อตาบอด ก็ง่ายต่อการหลอกลวง แต่ซือซือไม่ใช่คนโง่ ข้าต้องระมัดระวัง ต้องใช้เวลา ต้องสร้างความไว้วางใจก่อน'
เขาวางแผนไว้ในใจ วันพรุ่งนี้ เขาจะ "บังเอิญ" พบซือซืออีกครั้งในสวน คราวนี้เขาจะแสดงให้นางเห็นว่าเขาเข้าใจความรู้สึกของนางจริงๆ เขาจะเป็หูเป็ตาให้นาง เป็ผู้ที่รับฟังโดยไม่ตัดสิน
และหลังจากนั้นไม่นาน... เขาจะเริ่มวางแผนการสวมรอย
สามวันต่อมา โอกาสที่ลู่เฟิงรอคอยก็มาถึงอย่างสมบูรณ์แบบ
คหบดีเว่ยต้องเดินทางไปตรวจดูกิจการที่เมืองใกล้เคียงเป็เวลาสองสามวัน เื่สำคัญเกี่ยวกับการค้าขายที่ไม่สามารถเลื่อนได้ ฮูหยินใหญ่เองก็ติดธุระในเมือง ต้องไปงานสังสรรค์ของสตรีชั้นสูงที่จัดขึ้นเป็ประจำ ทิ้งให้ซือซืออยู่ในคฤหาสน์เพียงลำพังกับเหล่าบ่าวไพร่
ลู่เฟิงรู้ดีว่านี่คือ่เวลาที่ซือซือจะรู้สึกเหงาและอ่อนแอที่สุด เมื่อไม่มีใครที่ต้องแสดงบทบาทให้ดู เมื่อไม่มีใครที่ต้องรักษาหน้าตา นางจะปล่อยให้ความรู้สึกที่แท้จริงแสดงออกมา เขาจึงวางแผนการ "บังเอิญ" พบนางในสวนหลังยามเย็น เวลาที่แสงแดดอ่อนลง บรรยากาศเหมาะสมสำหรับการสนทนาที่ลึกซึ้ง
ซือซือนั่งอยู่ที่ศาลาริมน้ำ มองดอกบัวที่กำลังจะบานด้วยสายตาเหม่อลอย นางสวมชุดสีขาวบริสุทธิ์ ผ้าไหมเนื้อดีที่ปลิวไสวเบาๆ ตามลม แต่ท่าทางกลับดูหม่นหมอง เศร้าโศก ไม่มีความสดใสที่ควรจะมีในวัยหนุ่มสาว
"คุณหนู" เสียงแหบพร่าดังขึ้นจากด้านหลัง เสียงที่คุ้นเคยแล้วจากการพบกันครั้งก่อน
ซือซือหันกลับมา ไม่ได้แสดงความประหลาดใจ ราวกับรู้อยู่แล้วว่าเขาจะมา พบตาเฒ่าหลี่ยืนถือตะกร้าดอกไม้ ท่าทางสุภาพและอ่อนน้อมเช่นเคย "ท่านตา..."
"ข้ามาเก็บดอกบัวที่กำลังจะบานไปทำยาหอม" เขาอธิบายด้วยน้ำเสียงธรรมดา "แต่เห็นคุณหนูนั่งอยู่คนเดียว จึงเข้ามาทักทาย ไม่รบกวนใช่ไหม"
ซือซือหัวเราะเบาๆ เสียงหัวเราะที่มีความขมขื่นแฝงอยู่ "ท่านไม่ต้องหาข้ออ้างหรอก ข้ารู้ว่าท่านตั้งใจมาหาข้า ข้าเห็นท่านเดินวนไปมาในสวนมาสักพักแล้ว"
ลู่เฟิงยิ้ม ไม่ได้ปฏิเสธ "คุณหนูเฉลียวฉลาดเสียจริง ใช่แล้ว ข้าเห็นคุณหนูนั่งอยู่คนเดียว ดูเศร้าโศก จึงอยากมาเป็เพื่อนคุย"
"ข้าเหงา" ซือซือพูดตรงๆ โดยไม่มีการปิดบัง เสียงเศร้าและเหนื่อยหน่าย "พี่สาวไม่อยู่ พี่เขย... ก็ไม่อยู่ ข้ารู้สึกเหมือนกับถูกทิ้งไว้คนเดียวในโลกใบนี้ เหมือนกับไม่มีใครเข้าใจข้าเลย"
"พี่เขย?" ลู่เฟิงทำท่าทีสนใจ แต่ไม่ได้แสดงความประหลาดใจมากเกินไป "คุณหนูหมายถึงนายท่านหรือ"
ซือซือหน้าแดงระเรื่อ นางหันไปมองที่อื่น มือกำแน่นไว้ที่ชายเสื้อ "ข้า... ข้าไม่ได้หมายถึงอะไร ข้าแค่... แค่เหงาเท่านั้น"
ลู่เฟิงไม่ได้ถามต่อ เขาเพียงแค่ยิ้มแล้วนั่งลงข้างๆ นางอย่างช้าๆ ระยะห่างที่เหมาะสม ไม่ใกล้เกินไป แต่ก็ไม่ไกลจนเกินไป "คุณหนูรู้ไหมว่าทำไมดอกบัวจึงสวยงาม"
ซือซือส่ายหน้า สายตายังคงจับจ้องดอกบัวในสระ
"เพราะมันเติบโตจากโคลนตม แต่กลับบริสุทธิ์ไร้มลทิน" เขาอธิบายด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน "ความรักก็เช่นกัน บางครั้งสิ่งที่เราปรารถนามากที่สุด กลับอยู่ในสถานการณ์ที่ 'ไม่บริสุทธิ์' ที่สุด แต่นั่นไม่ได้ทำให้ความรู้สึกของเราผิดไป ความรักไม่มีถูกผิด มีเพียงโอกาสและความกล้าหาญที่จะยอมรับมันเท่านั้น"
ซือซือจ้องมองเขาด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความประหลาดใจและความสั่นะเื "ท่าน... ท่านรู้"
"ข้ารู้" ลู่เฟิงพยักหน้า สายตาเต็มไปด้วยความเข้าใจและความเมตตา "ข้าเห็นวิธีที่คุณหนูมองนายท่าน ข้าเห็นความปรารถนาในดวงตาของคุณหนู มันเป็ความรู้สึกที่บริสุทธิ์ แม้จะถูกโลกภายนอกตราหน้าว่าผิด แต่หัวใจไม่เคยโกหก"
ซือซือรู้สึกเหมือนกับถูกตีความจริงเข้าที่หน้าอก น้ำตาเอ่อคลอขึ้นมาโดยไม่รู้ตัว เป็ครั้งแรกในชีวิตที่มีคนเข้าใจความรู้สึกของนาง ไม่ตัดสิน ไม่ดูถูก "ท่าน... ท่านไม่รู้สึกว่าข้าเป็คนชั่วรึ ไม่รู้สึกว่าข้าเป็ผู้หญิงที่ไม่ดี"
"ความรักไม่มีถูกผิด" ลู่เฟิงตอบด้วยน้ำเสียงแน่วแน่ "มีเพียงโอกาสและความกล้าหาญที่จะคว้ามันเท่านั้น คุณหนูไม่ได้เลือกที่จะรัก แต่หัวใจเลือกให้แล้ว"
เขายื่นมือออกมา ลูบไหล่นางเบาๆ ท่าทางเหมือนผู้ใหญ่ที่ปลอบโยน แต่ัันั้นกลับแฝงไปด้วยความหมายลึกซึ้ง ความอบอุ่นที่นางไม่เคยได้รับจากใครมาก่อน
ซือซือไม่ได้ถอยห่าง นางรู้สึกถึงความอบอุ่นที่ไม่เคยได้รับจากใครมาก่อน ความเข้าใจที่ไม่มีเงื่อนไข ความรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้โดดเดี่ยวอีกต่อไป
"ท่านตา..." นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "ท่านคิดว่า... ข้าควรทำอย่างไร ข้ารู้ว่ามันเป็ไปไม่ได้ แต่ข้าก็ไม่สามารถหยุดคิดถึงได้"
ลู่เฟิงยิ้ม รู้ว่าเมล็ดพันธุ์ได้ถูกหว่านลงไปแล้ว นางเริ่มเปิดใจ เริ่มไว้วางใจ
"คุณหนูต้องรอโอกาส" เขากระซิบ เสียงแ่เบาแต่เต็มไปด้วยความหมาย "และเมื่อโอกาสมาถึง... จงกล้าที่จะคว้ามัน อย่าให้ความกลัวมาขัดขวางความสุขของตัวเอง"
เขาลุกขึ้น ก่อนจะจากไป เขากล่าวอีกครั้งด้วยน้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ "คืนนี้ หากคุณหนูนอนไม่หลับ หากคุณหนู้าคนคุย ลองมาที่สวนสมุนไพรของข้า ข้ามีชาที่ช่วยให้ผ่อนคลาย และข้ายินดีเป็หูเป็ตาให้คุณหนูเสมอ"
ซือซือไม่ตอบ แต่สายตาของนางบอกทุกอย่าง ความปรารถนาที่จะมีคนเข้าใจ ความ้าที่จะมีคนรับฟัง
ลู่เฟิงเดินจากไป รอยยิ้มเ็าปรากฏขึ้นบนใบหน้าอีกครั้งเมื่อเขาแน่ใจว่านางมองไม่เห็น
'อีกไม่นาน...' เขาคิด 'นางจะมา และนั่นจะเป็จุดเริ่มต้นของการล่าครั้งใหม่ ครั้งนี้จะสนุกกว่าหลิงเอ๋อร์มาก ซือซือมีการศึกษา มีความคิด มีความซับซ้อน การทำลายนางจะต้องใช้ความประณีตและความอดทน แต่เมื่อสำเร็จแล้ว... ความพึงพอใจจะหวานกว่าเดิมหลายเท่า'
เขามองกลับไปที่ศาลาริมน้ำครั้งสุดท้าย เห็นซือซือยังคงนั่งอยู่ที่เดิม แต่ท่าทางเปลี่ยนไป ไม่เศร้าโศกเหมือนเดิม แต่เป็ความคิดครุ่นคิด ความหวัง และความปรารถนาที่เริ่มลุกโชนขึ้นมา
'เกมเริ่มต้นแล้ว...' ลู่เฟิงคิดในใจ พร้อมกับรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความมั่นใจในชัยชนะที่จะมาถึง