ตอนที่ 24
วิกฤตตำหนักอัคคี (6)
ปราณวายุคลุ้มคลั่ง ปราณวารีทะลักทะลาย ปราณอัคคีร้อนแรงโชติ่…
ในเส้นทางแยกระหว่างชั้นที่ห้าและหก เกิดการปะทะหักหาญกันระหว่างผู้ฝึกตนสองกลุ่ม มิถูก…
หากเป็หนึ่งกลุ่ม ปะทะกันกับอีกหนึ่งคน
หนึ่งคนคือหานเฟิง หนึ่งกลุ่มคือลิ่วล้อทั้งสามของเฉินฟ่าน…
ภาพการต่อสู้คือ หนึ่ง ปะทะ สาม หากหานเฟิงกลับไม่เลือกที่จะหลบเลี่ยงหลีกหนี ทั้งๆที่ตัวมันเองก็ด้อยกว่าในทุกๆด้าน ไม่ว่าจะจำนวนคน และระดับพลัง จึงดูไปผิดวิสัยของมันยิ่ง มัน ที่เดิมทีจะเป็คนระเอียดรอบครอบ คิดทำสิ่งใดล้วนตระหนักถึงความเป็ไปได้ที่จะสำเร็จ ทุกก้าว ย่างเหยียบไปอย่างมั่นคง ต้องคิดคำนวนจนแน่ใจว่าปลอดภัยจึงกระทำ มิเช่นนั้นแล้ว ตัวมัน ก็ไม่รังเกียจที่จะถอยหนี
แต่กับการที่มันต่อสู้พัวพันอยู่เช่นนี้ นี่จึงหมายความว่า มันมีความมั่นใจที่จะได้ชัย หรือ... มันอาจมีความคิดเป็อื่น
...วงแหวนพินาศ
ปราณอัคคีหมุนวนรอบกายของหานเฟิง เป็วงแหวน ปัดป้องปราณวายุและวารี ที่โถมซัดเข้ามา
“ ตูมมม… ตูมมม… ตูมมม…”
หานเฟิงสำแดงพลังเต็มขั้น ปัดป้องการจู่โจมจากลิ่วล้อทั้งสามของเฉินฝ่านได้อย่างหมดจด แม้ระดับพลังจะต่างกัน หากเคล็ดวิชาที่บ่มเพาะของหานเฟิงเป็หยางเทวะพิสุทธิ์ เคล็ดวิชาในระนาบที่สูงส่ง จนไม่อาจมองหาเคล็ดวิชาใดในดาวดวงนี้มาเทียบเคียง ระดับความหนาแน่นของลมปราณในร่างของมันจึงสูงกว่ามาตรฐาน ทำให้มันสามารถต่อกรกับคู่ต่อสู้ที่ขั้นพลังสูงกว่าได้อย่างสมน้ำสมเนื้อ แต่กระนั้น ก็ยังรู้สึกตรึงมืออยู่บ้าง เมื่อต้องรับมือพร้อมกันถึงสามคนในคราเดียว
หลังปัดป้องการจู่โจมจากลิ่วล้อทั้งสาม หานเฟิงก็ถีบเท้าทะยานถอยหลัง ก่อนกวัดแกว่งดาบ ส่งวงเสี้ยวอัคคีอันร้อนแรงตัดฝ่านความว่างเปล่าออกไป คลื่นเปลวไฟแผ่พุ่งออกไปเป็รูปจันทร์เสี้ยว เมื่อหนุนเสริมจากสภาพอากาศที่ร้อนระอุของตำหนักอัคคี จึงทำให้วงเสี้ยวอัคคีแลดูร้อนแรงน่าเกรงขามขึ้นไปถนัดตา
เนื่องเพราะวงเสี้ยวอัคคีกระบวนนี้รวดเร็วเกินไป สามลิ่วล้อที่มิทันตั้งหลักจึงมิอาจเลี่ยงหลบ หนึ่งในนั้นจำต้องยกกระบี่ขึ้นปัดป้องกัน หากใช้ทันเพียงแค่ควบแน่นผนึกลมปราณไว้ที่กระบี่บนมือ...
“ ตูมมม…”
เสียงะเิกึกก้อง วงเสี้ยวอัคคีเป็ทักษะ หากการปัดป้องของลิ่วล้อผู้นั้นเป็เพียงแค่การควบปราณผนึกลงบันศัสตรา ความต่างชั้นจึงบังเกิดให้เห็น ผู้ต้านทาน ถึงกับถูกแรงะเิจากวงเสี้ยวอัคคีดีดกระเด็น
มันล้มลง ก่อนที่จะหยัดกายขึ้นมาใหม่อย่างรวดเร็ว เช็ดเืที่มุมปาก แล้วจึงโถมทะยานออกไปด้วยความโกรธา กระบี่ในมือของมันตั้งมั่น ควบผนึกลมปราณลงบนกระบี่ กระแสอากาศคลุ้มคลั่ง เป็ปราณวายุ กวัดแกว่งออกไปหนึ่งครา สร้างเป็กระแสปราณวายุคมกริบที่ไร้ลักษณ์ แหวกฝ่าความว่างเปล่าเข้าใส่หานเฟิงอย่างไร้ร่องรอย
เป็เคล็ด ตัดวายุ
หานเฟิงที่กำลังร่ายรำเพลงดาบรับมืออยู่กับกระบี่ถึงสองเล่ม ััิญญาพลันััได้ถึงการลอบจู่โจมอันรวดเร็วและเฉียบคม มันถีบเท้าทะยานถอยหลังหนึ่งก้าว คมวายุไร้สภาพเฉียดผ่านจนชุดผ้าโบกกระพือ
เสียง “ ตูมมม..” ดังขึ้นคราหนึ่ง เมื่อปราณวายุจู่โจมเข้าใส่ผนังศิลา
หลังจากเลี่ยงหลบ หานเฟิงก็มิได้โถมเข้าจู่โจมต่อ มันก้าวทะยานหลีกหนี เคลื่อนที่คล้ายกับว่ามีรูปแบบบางประการ กระทั่งทุกย่างเท้าที่ย่ำเหยียบ ได้ปรากฏขึ้นเป็กลุ่มเปลวเพลิงลุกโชนไหวระริก ดูไปคล้ายกอหญ้าที่ลุกติดไฟ หากร้อนแรงจนผู้ใดก็ไม่้าไปเหยียบโดน
เป็ ย่างหยั่งเปลวตะวัน เคล็ดวิชาท่าร่าง ที่สามารถสะกด ความคล่องแคล่วของเท้าก้าวเมฆาได้อย่างอยู่หมัด ทั้งในเื่กฎเกณฑ์การสะกดข่มของสรรพธาตุ ที่อัคคีมีชัยวายุเป็ทุนเดิม
แต่ถ้าเป็วารีเล่า... อัคคี ก็ยังไม่แน่ว่าจะได้ชัยไปเสียทีเดียว
ยามเมื่อเห็นหย่อมเปลวไฟลุกโชนขึ้นเต็มพื้น หนึ่งในลิ่วล้อทั้งสาม ก็ตั้งกระบี่ผนึกจิต ครู่ต่อมา กระแสปราณสีฟ้าก็ทะลักทลาย ก่อนแปรเปลี่ยนเป็มวลน้ำมหาศาลโถมทะลักกลบเปลวอัคคีที่บนพื้นจนมอดดับลง
เป็เคล็ด คลื่นวารี เคล็ดวิชาที่สุดแสนจะสามัญธรรมดา เป็เพียงแค่การเปลี่ยนลมปราณเป็มวลน้ำมหาศาล พลังทำลายหรือ?... เกือบจะเรียกว่าไม่มี แต่มวลน้ำมหาศาลเช่นนี้ ก็ใช้ได้ดีในการต่อกรกับปราณอัคคีที่แพ้ทาง
หย่อมเปลวไฟจากย่างหยั่งเปลวตะวันถูกดับสิ้น หานเฟิงที่ทิ้งห่าง จึงถูกสองในสามลิ่วล้อ ควบตามด้วยเท้าก้าวเมฆาอันเลื่องชื่อของอาณาจักร
สภาวะเคลื่อนคล้อย พุ่งมาพร้อมกับกระบี่ที่หนึ่งผนึกเป็ปราณวารี และอีกหนึ่งผนึกเป็ปราณวายุ ทั้งต่างก็พร้อมที่จะร่ายใช้เคล็ดวิชาโจมตี ทว่า หานเฟิงเลือกหยั่งเท้าหยุดลง หมุนตัวกลับ ย่างออกหนึ่งก้าว พุ่งฝ่าออกไปเป็เคล็ด อัคคีดาวหางอันร้อนแรงและรวดเร็ว สองผู้ไล่ตามพลันตระหนก วกกระบี่กลับหมายป้องกัน
ทว่า หานเฟิงกลับเลือกพุ่งแทรกผ่านกลาง เป้าหมายจู่โจม... ผู้ใช้เคล็ดคลื่นวารีที่อยู่ห่างออกไป
“ ตูมมมมม”
เสียงะเิดังกึกก้องจากอัคคีดาวหางที่พุ่งมาอย่างรวดเร็ว ผู้ใช้เคล็ดคลื่นวารีไม่ทันได้ตั้งตัว ทั้งไม่คาดคิดว่า ตน ที่อยู่ห่างออกไป กลับเป็เป้าหมายของการจู่โจม มิต้องกล่าวถึงการยกอาวุธขึ้นปัดป้อง แค่ลำพังการเร่งเร้าลมปราณคุ้มกายยังไม่ทันได้กระทำ แรงปะทะและแรงะเิจากอัคคีดาวหาง จึงส่งมันดีดกระเด็นเข้าใส่ผนังศิลา เสียงทึบจากการกระแทกดังขึ้น จึงตามมาด้วยโลหิตที่ทะลักออกจากปากคำโต
ร่างเนื้อ ที่ไร้การปกป้องคุ้มครองจากลมปราณ แม้จะแข็งแกร่ง แต่ก็ไม่อาจต้านทานต่อการโจมตีที่รุนแรง มันทรุดกายลงนั่งหลังพิงผนังอย่างหมดสภาพ เสื้อผ้าหน้าผมมอดไหม้ หน้าอกหอบสะท้อนอย่างหนักหน่วง การจู่โจมของหานเฟิงเมื่อครู่ ล้วนลงมืออย่างเต็มกำลัง มันที่รับการจู่โจมเข้าไปโดยมิได้ปัดป้อง จึงาเ็มิใช่เบา กระทั่งนั่งลงแล้ว ยังกระอักโลหิตออกมาอีกสองคำ ประกายตาหม่นลง ก่อนจะคอพับสิ้นสติไป...
“ โอ้!!...โดนรุมถึงสาม กระทั่งระดับพลังยังต่ำกว่า แต่ก็ยังสามารถล้มสหายของข้าไปได้ผู้หนึ่ง ช่างน่าชื่นชมยิ่ง ข้าสมควรตบมือเป็รางวัลให้เ้าสักหนึ่งครากระมัง”
ผู้กล่าวย่อมเป็เฉินฟ่าน แม้จะกล่าวคำว่าสหายออกมาได้อย่างเต็มปาก แต่ประกายตาของมัน กลับมิได้มีความเห็นอกเห็นใจต่อสหายผู้เพลี่ยงพล้ำเลยแม้แต่น้อย มัน กระทั่งยืนกอดอกชมมองอย่างสนุกสนาน ราวกับเหตุการณ์หาได้ค่องเกี่ยวอันใดกับตน แต่ต้องไม่ลืมว่า ล้วนเป็มัน ที่สั่งการให้สหายทั้งสามของตนประมือกับหานเฟิง
หานเฟิงได้ยินคำ แต่มันย่อมไม่คิดกล่าวคำโต้ตอบ มันมิใช่พวกชอบใช้วาทในการต่อสู้ สำหรับมัน สู้คือสู้ อยากสนทนาไว้สู้จบค่อยว่ากล่าวต่อกัน แต่กับศัตรูที่ต่างก็เห็นว่าไม่อาจอยู่ร่วมฟ้าเดียวกันเช่นนี้ ไม่จำต้องสนทนาด้วยจึงประเสริฐสุด
เมื่อสามารถล้มลิ่วล้อของเฉินฟ่านไปได้แล้วหนึ่ง หานเฟิงก็มิประมาทเลินเล่อจนเผลอผ่อนคลาย ััิญญายังคงปล่อยออก จึงััได้ถึงกระแสลมปราณสองสาย ที่แหวกฝ่าความว่างเปล่าเข้ามาจากทางด้านหลัง
ดาบสีเงินในมือพลันลุกโชนขึ้นด้วยเปลวไฟร้อนแรง ก่อนวาดออกหมุนวน
เป็ วงแหวนพินาศ… อีกครา
คลื่นความร้อนแผ่พุ่งเป็วงกลม ต้านทานสองเคล็ดวิชาจนเกิดเสียงะเิดังเลื่อนลั่น
“ ตูมมม… ตูมมม…”
ที่ติดตาม กระแสลมปราณมาอย่างติดๆ คือสองเงาร่างของผู้ใช้เอง คมกระบี่ส่องสะท้อนประกายเย็นเหยียบ แทงออกด้วยปราณวายุอันรวดเร็ว สภาวะกระบี่พุ่งทะลวง ชักนำมวลอากาศให้บิดเบี้ยว รุนแรงยิ่ง รวดเร็วยิ่ง สองกระบี่นี้ ดูอย่างไรก็ไม่อาจเลี่ยงหลบต้านทาน
ทว่า หานเฟิงไม่คิดเช่นนั้น ทั้งมันไม่คิดจะเลี่ยงหลบ สภาวะดาบต่อเนื่องจากเคล็ดวงแหวนพินาศ ดาบที่หมุนวนวกกลับ หากมิได้ลุกโชติ่ด้วยเปลวไฟ กลับกัน ยังมองคล้ายว่าเปลวไฟยังมอดดับลง แต่แท้จริงแล้ว กลับเป็คมดาบที่ดูดซับเปลวไฟไปจนสิ้น กระทั่งคมดาบสีเงินยังกลายเป็แดงฉาน คลื่นความร้อนแผ่พุ่งจากคมดาบ จนสภาพอากาศที่ร้อนระอุยังบิดเบือนราวกับภาพมายา
สภาวะดาบต่อเนื่อง หวดรับกับสองกระบี่ที่ทะลวงมาถึงอย่างพอดิบพอดี สามศัสตราปะทะกัน มวลความร้อนที่อัดแน่นในตัวดาบ ก็ะเิออกทะลักทะลาย
“ ตูมมมมมมมม….”
เสียงะเิดังกึกก้องรุนแรงยิ่งกว่าครั้งใดๆ กระทั่งคลื่นอัคคีที่ลุกโชนขึ้นหลังการะเิ ยังโหมกลืนสามเงาร่างจนหายไป หากชั่วพริบตา ก็เห็นเป็สองเงาร่างที่ลอยคว้างออกมา
เสียง “ ตุ๊บบ… ตุ๊บบ” ดังขึ้นแทบจะพร้อมกัน ภาพที่เห็นคือสองลิ่วล้อที่ตกกระแทกพื้น เป็พวกมันถูกแรงะเิดีดกระเด็นออกมา สภาพการ ชุดผ้ามอดไหม้ เส้นผมหงิกงอไหม้ไฟ มีโลหิตไหลซึมออกจากปาก หากประกายตายังคงแจ่มใสคมกล้า ล้มไปเพียงครู่ ก็หยัดยืนขึ้นมาได้อย่างรวดเร็ว เห็นชัดว่า พวกมันสองต่างก็ล้วนปัดป้องไว้ใน่เวลาสุดท้ายได้อย่างทันท่วงที มิเช่นนั้นแล้ว เคล็ดการจู่โจมเมื่อครู่ของหานเฟิง ย่อมทำให้พวกมันาเ็สาหัสรุนแรง
คลื่นอัคคีที่ลุกโหมขึ้นจากเคล็ดวิชาเมื่อครู่ของหานเฟิงมอดดับลง ก่อนจะมองเห็นเป็เงาร่างของมัน ที่ยังคงยืนหยัดอยู่ได้อย่างมั่นคงไร้เพศภัย ไร้ริ้วรอยขีดข่วนาแ หากจะมีก็แต่หน้าอกของมันที่หอบสะท้อนขึ้นลงอย่างหนักหน่วง คล้ายเพราะเคล็ดวิชาเมื่อครู่ ที่สูบกลืนลมปราณมากไป
อัคคีกัมปนาท คือชื่อของเคล็ดวิชา
เป็เคล็ดอัคคีธาตุที่รวมรั้งลมปราณไว้ในหนึ่งการโจมตีแล้วจึงปล่อยออก ทว่า... แท้จริงของอาการเหนื่อยหอบ กลับมาจากเคล็ดวิชาที่มันร่ายใช้ในเวลาต่อมา…
ที่ปลายดาบของมัน ปรากฏเห็นเป็บงกชอัคคีดอกเล็กลุกโชนขึ้นอย่างเงียบงัน บงกชอัคคีเบ่งบาน กลีบดอกแดงเพลิงไหวระริก คลื่นความร้อนที่แผ่ออกเรียกให้มวลอากาศบิดเบี้ยว กระทั่งคมดาบสีเงินที่มองเห็นยังบิดงอราวกับภาพมายา
ทว่า เฉินฟ่านกลับไม่ตระหนักรู้ถึงบงกชอัคคีดอกนี้เลยแม้แต่น้อย ทันทีที่คลื่นอัคคีมอดดับลงจนมองเห็นเงาร่างของหานเฟิง มันก็อ้าปากเอ่ยวาจาขึ้นทันที
“ โอ้!!!... ปราณอัคคีของเ้าช่างมีเคล็ดวิชาจู่โจมที่เผ็ดร้อนรุนแรงยิ่ง ข้าที่ฝึกปราณวายุและวารีชักจะอิจฉาเ้าซะแล้วสิ...”
มันกล่าวได้อย่างยิ้มแย้มแจ่มใส คล้ายไม่ใส่ใจต่อความเพลี่ยพล้ำของบรรดาสหายเลยแม้แต่น้อย กระทั่งในแววตาคู่นั้น... ที่ปากแม้จะเอ่ยชมต่อความสำเร็จของหานเฟิง หากสายตากลับดูิ่ดูแคลนจนคล้ายจะไม่ได้รู้สึกนำพาใดๆ รุนแรง? น่ากลัว? นั่นเทียบกันกับข้ามิได้แม้แต่เศษเสี้ยวของพลัง…
แต่ทว่า...
รอยยิ้มของมันพลันต้องชะงักงัน เมื่ออยู่ๆ หานเฟิงที่เห็นชัดว่ายืนอยู่ไกลห่างออกไปตั้งมาก ทั้งสำนึกฆ่าฟันและสองตาคมกล้าคู่นั้น ยังคงตรึงแน่นอยู่บนร่างลิ่วล้อทั้งสองของมัน กลับปรากฏกายขึ้นอีกคราที่เบื้องหน้า ไร้การแจ้งเตือนบอกกล่าวอันใด
ดาราวาบวับ ไพ่ลับของหานเฟิง ถูกใช้ต่อหน้าบุคคลอื่นอีกครั้ง หากครั้งนี้มิใช่หลบหนี แต่เป็สังหาร
ประกายตาเย็นเหยียบจับจ้องมองประสาน คมดาบสีเงินส่องสะท้อนประกายตาตื่นตระหนกของเฉินฟ่านออกมา ที่ปลายดาบ คือบงกชอัคคีดอกเล็กที่เบ่งบาน คลื่นความร้อนที่แผ่พุ่งออกมาคุกคามจนมันสั่นสะท้านหวาดกลัว แต่… ไม่ทันแล้ว นี่คือการลอบสังหารที่แท้จริง รวดเร็ว ดุดัน และงำประกาย
คมดาบตวัดลง บงกชอัคคีสีแดงหมุนวนปลดปล่อยคลื่นความร้อนอันน่าตระหนก เปลวอัคคีลุกโหมขึ้น เสียงะเิดังกึกก้องจนช่องทางเดินสั่นะเื
“ บรึมมมม…”
เปลวอัคคีและแรงะเิกลืนกินสองเงาร่างจนหายไป เนิ่นนาน กว่าที่เปลวอัคคีที่ลุกโหมจะมอดดับ บงกชเพลิงเมื่อครู่ที่หานเฟิงใช้ออก คือหนึ่งในกระบวนชุดวิชา เจ็ดบงกชเพลิงอเวจี ที่มันได้ร่ำเรียนมาจากการตามเกี้ยวพาราสีเทพธิดาบุปผาแดงในชีวิตที่แล้ว เนื่องเพราะ้าในหยินพรหมจรรย์ของนาง และที่มันใช้ เรียกออกมาคือ ดอกที่หนึ่ง บงกชแดงทำลายล้าง ด้วยระดับพลังที่จำกัดของมันจึงสามารถสำแดงพลังออกมาได้เพียงแค่หนึ่งส่วน แต่ถึงกระนั้น ก็ยังรีดเค้นลมปราณของมันจนแห้งเหือดไปในพริบตา ภาพ ของมันหลังจากที่เปลวเพลิงมอดดับลง จึงเป็มันที่กำลังยืนหอบสะท้อนหลังพิงกำแพง ทั้งกำลังกลืนกินเม็ดยาฟื้นฟูลมปราณที่พึ่งเรียกออกมา มัน ที่ยืนกรานจะต่อสู้ ทั้งๆที่เสียเปรียบ เพราะมั่นใจในไพ่ลับที่สามารถสับสังหารเฉินฟ่านในคราเดียว
ทว่า…
ประกายตาของมันต้องพลันหม่นลง เมื่อฟากตรงข้าม กลับนั่งไว้ด้วยเฉินฟ่าน ที่สภาพการไม่ต่างไปจากลิ่วล้อทั้งสามของตน เสื้อผ้าหน้าผมมอดไหม้ โลหิตไหลทะลักกลบปาก ดูไปน่าอนาถยิ่ง หากกระนั้น มันยังคงยิ้มอยู่ได้ ก่อนจะเห็นว่ามันค่อยๆหยัดกายยืนขึ้นอย่างช้าๆ ขยับหมุนต้นคอแขนขา จึงเห็นว่า มันหาได้าเ็หนักหนาอันใด
“ หานเฟิง เ้าช่างเก่งที่จะสร้างความแปลกใจมาให้ข้าเสมอจริงๆ ถ้าเมื่อครู่ เป็ข้ามิได้สวมใส่เครื่องรางคุ้มกันไว้ คงต้องถูกเ้าจบชีวิตลงไปแล้วจริงๆ”
แทบเท้าของมัน ปรากฏเศษซากวัตถุแหลกเหลวแตกกระจาย คงเป็เครื่องรางคุ้มกันที่มันกล่าวว่าแล้ว แต่จะอย่างไร หานเฟิงก็ไม่คาดคิด ว่าคนอย่างเฉินฟ่าน จะมีปัญญาเครื่องรางคุ้มกันระดับสูง ที่สามารถป้องกันได้แม้แต่บงกชแดงทำลายล้างของตน
ทว่า… ที่สายตาของหานเฟิงจับจ้องสนใจ กลับมิใช่เศษซากของเครื่องราง แต่เป็บางสิ่งบางอย่าง ที่อยู่ตรงตำแหน่งตันเถียน... ตรงบริเวณท้องน้อยของมัน
เนื่องเพราะชุดผ้ามอดไหม้ขาดวิ่น ผิวกายขาวกระจ่างที่แบดเปื้อนไปด้วยคราบเขม่าจึงเปิดเผย และที่ตรงตำแหน่งท้องน้อย ก็ปรากฏเห็นเป็ลวดลายอักขระอาคมชุดหนึ่ง อักขระสีดำ ลวดลายคดเคี้ยวหมุนวน กำกับด้วยชุดอักษรที่ยากจะเข้าใจ
ทว่า... หานเฟิงเข้าใจ ในทันทีที่มันพบเห็น สองตาที่จับจ้องไปยังเฉินฟ่านยิ่งทวีความคั่งแค้นขุ่นเคือง ก่อนที่ริมฝีปากของมันจะเปิดขึ้น กล่าวออกมาเป็น้ำเสียงที่เย็นเหยียบ
“ เ้า มันตัวเดรัจฉาน… เฉินฟ่าน”
เฉินฟ่าน ที่ได้ยินคำกล่าวของหานเฟิงก็พลันสลายรอยยิ้ม สองตาหลี่ลงจับจ้องมองหานเฟิงอย่างน่ากลัว จากนั้นเสียงกล่าวก็ดังขึ้น หากมิใช่เสียงของเฉินฟ่าน แต่เป็หานเฟิง
“ ลวดลายอักขระนั่น จึงเป็หลักฐานชี้ชัดว่า เ้าฝึกเดรัจฉานวิชา วงศากลืนใจ...”
วงศากลืนใจ เคล็ดวิชาที่น้อยคนนักจะทราบ หากถูกจัดให้เป็เดรัจฉานวิชา เป็วิชาต้องห้าม ที่ทุกอาณาจักรออกกฏว่าห้ามฝึกปรือโดยเด็ดขาด เพราะ การฝึกปรือเคล็ดวิชานี้ เป็เื่ผิดศิลธรรม ที่ต้องทำ คือร่วมรักเสพสังวาสกับวงศาคณาญาติของตน ทั้งยังต้องเป็เครือญาติที่มีสายโลหิตใกล้ชิด ซึ่งก็คือ พี่น้องร่วมสายโลหิต บิดา มารดา หรือบุตร...
การเสพสังวาสนั้นเป็เพียงแค่ขั้นตอนส่วนหนึ่ง หากความสำเร็จที่แท้จริงของเคล็ดวิชา คือการสูบกลืนรากฐานพลังของผู้ถูกกระทำให้มาเป็ของตน โดยจะ่ชิงมาในการเสพสังวาสเพียงคราเดียว แต่จะเก็บไว้ในลักษณะของลวดลายอักขระตรงบริเวณตันเถียน ทุกค่ำคืนจำต้องดูดซับมันอย่างช้าๆ แปรเปลี่ยนรากฐานที่่ชิงมาให้กลายเป็ความสำเร็จของตน แม้จะดูดซับจนสิ้น หากลวดลายอักขระ จะไม่เลือนหายไปตลอดกาล เป็ดั่งคำสาปกระตุ้นเตือน สำหรับผู้มีจิตเยี่ยงเดรัจฉานคน
สำหรับผู้ถูกกระทำ ถ้าเป็ผู้ฝึกตนที่มีระดับพลังสูงกว่า ย่อมไม่ยากที่จะขัดขืน แต่ถ้าระดับต่ำกว่าหรือเป็บุคคลธรรมดาที่ยังมิได้ฝึกตน นั่นคงทำได้เพียงแค่ทำใจ… เพราะรากฐานพลังที่ถูก่ชิงไป จะทำให้คนผู้นั้นกลับกลายเป็บุคคลธรรมดา ทั้งไม่อาจหวนคืนสู่เส้นทางแห่งการฝึกตนได้อีกตลอดกาล
และด้วยเหตุแห่งลวดลายอักขระวิชาตรงท้องน้อยของเฉินฟ่าน นั่นจึงทำให้หานเฟิงเข้าใจได้อย่างกระจ่างแจ้ง ว่าทำไม ก่อนหน้านี้ เฉินฟ่านจึงมีพฤติกรรมเยี่ยงเดรัจฉาน คิดสานสัมพันธ์สวาทกับน้องสาวแท้ๆของตัวเอง ที่แท้ มันกลับ้ารากฐานพลังของนาง ของเสวี่ยเอ๋อร์ นาง ที่แม้จะเป็เพียงคนธรรมดาที่มิได้ฝึกตน แต่ก็มีรากฐานพลังให้สามารถ่ชิง หากติดก็ตรงที่ มันไม่อาจกระทำได้สำเร็จ
ส่วนที่ว่าทำไม ครั้งนี้ บนร่างของเฉินฟ่านจึงปรากฏลวดลายอักขระของวงศากลืนใจขึ้นมาได้ นั่นจึงไม่ต้องขบคิดคาดเดาให้วุ่นวาย เพราะย่อมเหลือเพียงแค่หนึ่งเดียว ซึ่งก็คือ เฉินเยว่ซิน น้องสาวแท้ๆของมัน
“ นั่นคงจะเป็ั้แ่เมื่อสองปีก่อนแล้วกระมัง” หานเฟิงกล่าวขึ้น แววตาของมันเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน กระทั่งน้ำเสียง ยังคล้ายจะเป็การกล่าวกลั่วหัวร่อ “ ส่วนผู้เสียหาย ก็คงจะเป็เฉินเยว่ซินกระมัง ได้ดูดซับรากฐานพลังของน้องสาวตัวเองเป็เช่นไรบ้าง? ใช่สุขสมดีหรือไม่? โอ้... แล้วเ้าใช่ลืมคิดไปถึงตอนที่นางอ้อนวอนร้องขอ ในยามที่นอนทอดกายอยู่ใต้ร่างของเ้าหรือไม่? ยังจดจำน้ำตาของนางที่ไหลอาบสองดวงแก้มได้หรือไม่? คำด่าเล่า? ข้าเชื่อว่านางย่อมต้องสาปแช่งเ้าไม่ให้ตายดีเป็แน่...”
“ ข้าพูดถูกใช่หรือไม่...เฉินฟ่าน”
แต่จะกล่าวไป หานเฟิงครานี้พูดมากยิ่ง ผิดวิสัยของมันยิ่ง เดิมมันก็มิใช่คนพูดมาก พูดจาแต่ละครั้งคราหากมิใช่เกรี้ยวกราดดุดัน ก็นับเป็สุภาพชนผู้หนึ่ง เื่ที่จะกล่าวถ้อยวาจาเย้ยหยันอะไรประดานี้... มันคล้ายจะไม่เคยทำมาก่อน แต่วันนี้มันพูดแล้ว อาจเป็เพราะสภาพจิตของมัน ที่ท้ายที่สุด มันก็สามารถไขปมปริศนาบางประการในใจของตนขึ้นมาได้สำเร็จ มันจึงรู้สึกยินดียิ่ง ทั้งสุขสมยิ่ง ที่ทั้งสองครั้งสองครา เฉินฟ่านผู้นี้ ก็ไม่อาจกระทำในสิ่งที่มัน้าต่อเสวี่ยเอ๋อร์ได้สำเร็จ ส่วนเฉินเยว่ซิน มันก็เพียงแค่นึกเสียไปกับนาง ที่ในชีวิตนี้ต้องมาพบเจอกับพี่ชายที่มีความคิดอ่านเยี่ยงเดรัจฉาน