ตอนที่ 26 เลี้ยงดูคนของตน
“หากกล่าวในบางมุม สิ่งเหล่านี้สำคัญยิ่งกว่า ถึงจะเป็ข้า เมื่อลองเปรียบเทียบกันดู ข้าย่อมเลือกการช่วยเหลือเช่นนี้ แทนที่จะยอมรับอาหารที่แฝงความเหยียดหยามเ่าั้”
ถงเชียนได้ยินเขากล่าวเช่นนี้ ก็พลันยิ้มอย่างปลื้มปริ่ม หากเป็เช่นนั้นจริงๆ เกรงว่าในยามนี้ จี้ซิวผิงคงกำลังคิดเื่พวกนี้ ต้องมองจากในมุมของคนส่วนมาก แทนที่จะพิจารณาปัญหาจากมุมที่เป็ประโยชน์ต่อตัวเองมากที่สุด
“พี่ซิวผิง ท่านกล่าวได้ถูกต้อง เชียนเอ๋อร์อยากเชิญอาจารย์ที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านการเกษตรเพาะปลูกจากในเมืองสักหนึ่งท่าน เพื่อมาบรรยายเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับชาวบ้านในหมู่บ้าน ทางหนึ่งก็เพื่อบรรลุจุดประสงค์ของพวกเรา อีกทางหนึ่งพวกเราจะได้จัดคนเข้าไปร่วมเรียน เช่นนี้ต่อไปแปลงเพาะปลูกของพวกเรา ก็จะมีผู้ดูแลที่ชำนาญ”
“ทำเช่นนี้ยังเพียงพอต่อความ้าในยามปกติของพวกเราด้วย ทั้งยังเข้าใจแจ่มแจ้งในเนื้อหาที่อาจารย์สอน หากเป็เช่นนี้ในอนาคตยามที่เกิดเื่อะไรก็ไม่ต้องถึงกับไปหาอาจารย์เสียทุกครั้ง หากจะให้เงินผู้อื่น ก็ไม่แน่ว่าผู้อื่นจะมีเวลาและความสามารถ จะเป็การสิ้นเปลืองกับเื่นี้เสียเปล่า”
“ท่านเองก็ทราบดี ยามนี้ท่านต้องไปศึกษาร่ำเรียนกับอาจารย์ชิวเื่เนื้อหาที่จะใช้สอบเคอจวี่ ส่วนข้าก็ต้องเข้าเมืองไปเยี่ยมชมสถานการณ์ของโรงน้ำชาและโรงละคร ไม่มีเวลามากพอจะเสียกับที่นี่ได้ ไม่ว่าจะเื่แปลงเพาะปลูกหรือรับในสิ่งที่อาจารย์นำมาสอนทุกวัน ทั้งนี้ล้วนจำเป็ต้องมีคนไปเรียนรู้แทนพวกเราเป็การส่วนตัว”
จี้ซิวผิงฟังแผนการของถงเชียน ก็รู้สึกประหลาดใจเสียจนไม่รู้จะพูดอะไร หากเมื่อครู่ที่ตนแค่ฟังนางอธิบายก็รู้แล้วว่านาง้าหาอาจารย์ล่ะก็ ต่อให้คิดจนหัวแทบพังก็ยังคิดไม่ถึงว่านางยัง้ามีคนเป็ของตัวเองอีกด้วย มิหนำซ้ำยังจะส่งเข้าร่วมเรียนอีกต่างหาก
เพียงแต่คนที่ตนเองรู้จัก รวมถึงคนที่นางรู้จักในระยะนี้ ไม่มีใครเลยสักคนที่ทำการเพาะปลูก หากยอมสิ้นเปลืองเงินไปหาคนนอกพื้นที่ล่ะก็ อาจจะไม่แน่นอนมากนัก ใครจะสามารถรับประกันได้ว่าพอคนพวกนี้ได้เงินแล้ว ทั้งยังรู้ว่าแปลงเพาะปลูกเหล่านี้เป็ภารกิจที่หนักอึ้งและน่าเบื่อ จากนั้นเลยจากไปอย่างเงียบเชียบ
จึงถามอย่างไม่สบายใจ “เชียนเอ๋อร์ ที่เ้ากล่าวมาเป็วิธีจริงๆ แต่เ้าเคยคิดหรือไม่ว่า หากเ้ามีแนวโน้มเื่ที่จะเชิญอาจารย์มาจริงๆ และตัดสินใจได้ถูกต้องเด็ดขาดที่สุดแล้ว โดยมีคนของเราคอยติดตามอยู่ข้างๆ และถือว่าตนเองหาทางออกให้กับสิ่งที่ครอบครัวพวกเราเป็กังวลได้แล้ว เพียงแต่ในความเป็จริงพวกเราไม่มีคนที่เข้าใจและสามารถใช้งานได้จริงๆ เลยสักคน”
“ผู้คนในหมู่บ้านล้วนมีคนในครอบครัวที่ต้องคิดเผื่ออนาคต หากไปเชิญคนนอกมาล่ะก็ ย่อมไม่ง่ายเช่นนั้น ข้าคิดว่า ให้ข้าลองเรียนกับพวกเขาในหมู่บ้านดูก่อน รอให้เื่นี้เสร็จสิ้น ข้าค่อยกลับไปบ้านอาจารย์ชิวศึกษาร่ำเรียนเนื้อหากับเขาต่อ น่าจะยังไม่สายจนเกินไป”
กล่าวเช่นนี้แล้ว ก็ก้มหน้าด้วยความขลาดกลัวเล็กน้อย เนื่องจากเมื่อครู่นี้ถงเชียนโกรธเื่ที่ตนบอกว่าจะไม่สอบขุนนางต่อ แล้วตอนนี้ตนยังมาพูดเช่นนี้อีก จะทำให้นางโกรธอีกหรือไม่นะ ดังนั้นจึงแอบมองสีหน้านางด้วยความไม่สบายใจ แต่ไม่ว่าจะมองอย่างไร ก็มองสีหน้าที่เปลี่ยนไปของนางไม่ออก
ถงเชียนมองการกระทำของจี้ซิวผิง ในใจก็รู้สึกขบขัน จี้ซิวผิงผู้นี้ เห็นตนเป็ปีศาจร้ายไปเสียแล้ว เอ่ยแค่ประโยคเดียวก็หวาดกลัวเสียขนาดนี้ แม้แต่จะมองก็ยังไม่กล้ามองตนเลยสักนิด
พอลองคิดดูให้ละเอียดถี่ถ้วน จึงรู้ว่าแท้จริงแล้วเขากำลังกังวลใจสิ่งใด บัดนี้เพียงเพิ่งเริ่มต้น แค่เขาเสนอปัญหาก็นับว่าคุ้มค่าแล้ว
เมื่อคิดดังนี้ จึงเชยคางให้เขาเงยหน้าขึ้น เพื่อให้สายตาอยู่ในแนวเดียวกันกับตน ให้เขามองประกายความจริงจังในดวงตาของนางชัดๆ เพื่อผ่อนคลายความระแวดระวังของเขา
ประสานสายตามองอยู่เช่นนี้ ทำให้เขารู้ว่านางไม่ได้อึดอัดใจเพราะคำพูดของเขา มองนางแล้วคลายความกังวลลง จากนั้นเอ่ยอย่างเชื่องช้า “พี่ซิวผิง ท่านไม่ต้องกังวล ในเมื่อข้ากล่าวแล้ว ย่อมมีวิธีแก้ปัญหา ท่านยังจำแม่หนูอวิ๋นหรือไม่”
ในยามที่จี้ซิวผิงได้ยินชื่อแม่หนูอวิ๋น ก็พยักหน้าด้วยความงุนงง ก่อนหน้านี้ไม่กี่วันแม่หนูผู้นั้นยังมาพักอยู่ที่บ้านของตน เนื่องด้วยเื่ละครร้อง จึงได้พักอยู่ที่โรงน้ำชา เพียงแต่เื่นี้เกี่ยวอะไรกับแม่หนูอวิ๋นกันล่ะ
เมื่อคิดดังนี้ ถึงถามออกไปว่า “เชียนเอ๋อร์ มิใช่ว่าแม่หนูอวิ๋นขับร้องเพลงหรอกรึ ยิ่งไปกว่านั้นสาวน้อยเช่นเดียวกับเ้า จะไปทำไร่ไถนาได้อย่างไร เ้าอย่าได้ล้อข้าเล่นเลย”
ถงเชียนมองเห็นเขาส่ายหน้าเช่นนี้ ก็ขมวดคิ้วขึ้นมา ทั้งยังอธิบายอย่างอดทน “พี่ซิวผิง ท่านอย่าเข้าใจผิด ข้าจะล้อท่านเล่นเช่นนั้นได้อย่างไร ถึงแม้แม่หนูอวิ๋นจะทำเื่พวกนั้นได้ ข้าก็คงไม่ยอม ข้าเพียงอยากบอกว่า ในเมืองยังมีคนที่เหมือนกับแม่หนูอวิ๋นอยู่”
“คนเ่าั้เป็เพราะฐานะทางบ้านยากจน จึงถูกขายั้แ่ยังเด็ก มิหนำซ้ำบางคนเพราะบิดามารดาไม่อยู่แล้ว จึงต้องออกมาขอทานบนท้องถนน หากพวกเราพาคนเหล่านี้กลับมา จัดหาที่พักให้พวกเขา ให้พวกเขาทำเื่พวกนั้น นั่นไม่ได้แก้ปัญหาของพวกเราแล้วหรอกรึ”
“อีกอย่างภายใต้เงื่อนไขข้อแรก พวกเราสามารถแก้ไขปัญหาให้พวกเขามีเสื้อผ้าพอใส่มีอาหารพอกิน ให้ขอทานน้อยบนถนนนับวันยิ่งน้อยลงทุกที ทั้งยังหาวิธีการดำรงชีพให้พวกเขา เมื่อพวกเขาเติบโตขึ้น ก็จะได้กลายเป็คนมีความสามารถ สามารถไปช่วยเหลือที่อื่น ๆ ได้ มิหนำซ้ำยังช่วยผู้คนได้อีกมากมาย”
“โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สิ่งที่เด็กเหล่านี้้าส่วนหนึ่งคือความห่วงใย อีกส่วนหนึ่งคือความจริงใจ หากท่านดีต่อพวกเขา พวกเขาย่อมไม่เนรคุณต่อสิ่งที่ท่านทุ่มเทมอบให้อย่างแน่นอน ตอนนี้พวกเรายังไม่มีความสามารถเพียงพอที่จะส่งพวกเขาไปสำนักศึกษาหรือเชิญอาจารย์มาให้ความรู้แก่พวกเขารวมถึงให้พวกเขาไปสอบขุนนาง”
“ทว่าสามารถเสนอแนวทางที่เหมาะสมให้แก่พวกเขาได้ อย่างน้อยก็สามารถเปลี่ยนแปลงสภาพเสื้อผ้าขาดรุ่งริ่ง อดอยากหิวโหยและไม่มีที่พักพิงของพวกเขาได้ ท่านไม่ต้องกังวลไปว่าพวกเขาจะไม่ตั้งใจ พวกเราสามารถให้เงินพวกเขา เลี้ยงดูให้พวกเขาให้กลายเป็คนของพวกเราและเป็คนที่สามารถไว้วางใจได้อย่างแท้จริง”
เอ่ยอย่างเรียบเฉยเช่นนี้ ก็อดที่จะหัวเราะกับตัวเองไม่ได้ ราวกับนึกถึงภาพเหตุการณ์ในอนาคตขึ้นมาได้ก็มิปาน แววตามีความแน่วแน่ที่ไม่อาจมองข้ามได้
จี้ซิวผิงมองเห็นความตั้งใจในแววตาของถงเชียน จึงรู้ได้ว่านางกล่าวเช่นนี้ หากไม่ใช่เกิดความคิดแผลงๆ ขึ้น ก็คงเป็ผลจากการผ่านความคิดไตร่ตรองมาอย่างรอบครอบแล้ว วันนี้ตนเองถามคำถามมากมายเกินไป ยากนักที่ถงเชียนของตนจะอดทนอธิบายให้ตนฟัง ถึงแม้ในใจตนจะยังมีข้อสงสัยอีกมากมาย ทว่าั้แ่ต้นจนจบก็ทำได้เพียงขยับปาก ไม่ได้กล่าวสิ่งใดออกมา
เพียงแค่ถงเชียนเห็นท่าทางของเขา ก็ถอนหายใจโดยที่ไม่ต้องคาดเดา
.
.
.