ความเงียบในยามเช้ากลับคืนมาอีกครั้ง ภูติแห่งลมหันกลับมาเช็ดตัวให้เทพีน้ำค้างเหมันต์อย่างระมัดระวัง ทุกการััแ่เบา ทะนุถนอมและเต็มไปด้วยความอบอุ่น
“ท่านพี่…” นางเอ่ยเสียงอ่อน ดวงตาเต็มไปด้วยความสงสัย “ท่านเป็ใครกันแน่”
เขาชะงัก ปลายนิ้วที่ถือผ้าหยุดกลางอากาศ “ข้า…”
แต่ยังไม่ทันจะเอ่ยจบ นางรีบพูดแทรกด้วยเสียงแ่หวาน “ไม่เอา… ต่อไปนี้ให้แทนตัวเองว่าพี่ น้องฟังแล้วอบอุ่นใจกว่า”
หัวใจชายหนุ่มสั่นสะท้านไปทั้งอก เขาพยักหน้าช้าๆ “ได้… พี่ก็เป็เพียงเด็กกำพร้าคนหนึ่ง อย่างที่เคยเล่าให้เ้าฟัง”
เทพีน้ำค้างเหมันต์มองเขา สายตาแฝงรอยเศร้าและความผูกพัน “แล้วหากวันหนึ่ง… น้องรู้ความจริงเข้า ท่านพี่ไม่กลัวว่าน้องจะเสียใจหรือ” คำถามนั้นแทงใจเขาลึกจนเงียบงันไปครู่หนึ่ง
นางยกมือแตะเบาๆ ที่หลังมือของเขา พลางเอ่ยด้วยรอยยิ้มเจือความจริงจัง “ไม่เป็ไรหรอก สะดวกบอกเมื่อใดก็ค่อยพูดก็แล้วกัน แต่รู้ไว้เถิดว่าที่ท่านพี่กล่าวมาเมื่อครู่น้องไม่เชื่อหรอก… เพราะน้องเห็นมากับตา ท่านพี่ทนต่อพิษได้ สลายพิษได้ ปรุงยาก็ได้ ส่งเสียงมาเตือนน้องทางจิตไม่ให้กินอาหารที่ภูติหิมะวางยาไว้ และยังฆ่าภูติหิมะได้อย่างง่ายดาย”
เขารีบแก้ตัว “ก็แค่โชคช่วย… พี่มีอาวุธวิเศษติดตัว พอดีเขาพุ่งเข้ามา พี่เพียงแค่ยกหอกขึ้น เขาก็วิ่งมาชนเอง”
“ท่านพี่…” นางส่ายหน้าเบาๆ “อย่าลืมว่าน้องคือปรมาจารย์แห่งสำนักอันดับหนึ่งของพิภพ เื่เช่นนี้จะมองไม่ออกหรือ” ดวงตางามสะท้อนประกายแน่วแน่ “ท่านมีปราณสายฟ้าเช่นเดียวกับเทพอัสนีย์ แม้พยายามปิดบัง แต่วันนั้นในการต่อสู้… มันก็เผยออกมา ถึงจะเพียง่สั้นๆ แต่มิอาจรอดพ้นสายตาน้องได้”
เขาเงียบไปอีกครั้ง พยายามปิดบังความจริง แต่ในแววตาของนางกลับเต็มไปด้วยความมั่นใจและความอ่อนโยน นางรู้ดีว่าผู้ชายตรงหน้ามิใช่เพียงภูติธรรมดา บางที… เขาอาจคือเทพอัสนีย์ สามีในอดีตชาติของนางที่หวนกลับมาเกิดใหม่ก็เป็ได้
ความรู้สึกบางอย่างแทรกซึมในหัวใจของนาง รักลึกซึ้งที่ไม่มีเงื่อนไข… พร้อมจะยอมมอบทั้งหัวใจและิญญาให้เขาโดยไม่ลังเล
แสงแดดยามสายลอดผ่านบานหน้าต่างไม้ แสงส่องต้องม่านบางๆ จนห้องทั้งห้องอบอวลไปด้วยความอบอุ่นและกลิ่นหอมกรุ่นของโจ๊กที่เพิ่งต้มเสร็จใหม่ๆ ภูติแห่งลมยกถาดไม้เข้ามาอย่างแ่เบา
“ถึงเวลาแล้ว กินสักหน่อยเถิด จะได้มีกำลัง”
เขากล่าวพร้อมกับนั่งลงข้างเตียง ใช้ช้อนตักโจ๊กเป่าเบาๆ ให้หายร้อน ก่อนจะยื่นไปใกล้ริมฝีปากของเทพีน้ำค้างเหมันต์
นางลืมตาขึ้นอย่างอ่อนแรง แสงเช้าสะท้อนในดวงตาคู่งามของนางจนระยิบระยับเหมือนหยาดน้ำค้าง ริมฝีปากนุ่มบางขยับรับช้อนโจ๊กช้าๆ สายตานางก็พลันสบเข้ากับดวงตาเข้มลึกของเขา
่เวลาเพียงเสี้ยวนาที กลับยาวนานดั่งชั่วนิรันดร์ ทั้งสองจ้องมองกันโดยไม่รู้ตัว หัวใจเต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่งภูติแห่งลมค่อยๆ โน้มกายลง ริมฝีปากแตะต้องกันเบาๆ ก่อนจะลึกซึ้งขึ้นกลายเป็จุมพิตที่เต็มไปด้วยความอ่อนโยนและอบอุ่นราวกับแสงแดดในยามเช้า
แต่ทว่าความเงียบอันแสนหวานนั้น ก็ได้ถูกทำลายลงพลัน
“อาจารย์~!!”
เสียงสดใสดังขึ้นพร้อมกับประตูที่ถูกผลักเปิดอย่างแรง เทพฟ้าดินในชุดสะอาดสดใหม่ที่เพิ่งอาบน้ำเสร็จยืนอยู่ตรงนั้น นางแกล้งร้องกรี๊ดปิดตาทันที แต่ระหว่างนิ้วกลับเว้นช่องเล็กๆ แอบชำเลืองมองอย่างเ้าเล่ห์
ภูติแห่งลมสะดุ้งผละออกแทบไม่ทัน ใบหน้าของเทพีน้ำค้างเหมันต์ขึ้นสีแดงเรื่อราวกับดอกท้อเบ่งบานในยามเช้า
“อาจารย์... ท่านสองคนไปถึงไหนกันแล้วหรือ?”
น้ำเสียงขี้เล่นพร้อมรอยยิ้มเ้าเล่ห์ทำให้ทั้งห้องอบอวลไปด้วยบรรยากาศแปลกประหลาด
“ข้า...ข้าแค่ป้อนโจ๊กให้นางเท่านั้นเอง!” ภูติแห่งลมรีบแก้ตัว เสียงแข็งแต่ใบหน้ากลับแดงจัดยิ่งกว่าเดิม
“ป้อนโจ๊กด้วยปากอย่างนั้นหรือ?”
เทพฟ้าดินหัวเราะคิกคัก ทำให้ทั้งสองคนบนเตียงต่างเอียงหน้าไปคนละทาง ใบหน้าร้อนผ่าว แต่ในใจกลับซ่อนรอยยิ้มบางๆ ที่ไม่มีใครกล้าพูดออกมา
“ท่านมาป้อนโจ๊กต่อให้อาจารย์ของท่านเถอะ” ภูติแห่งลมรวบรวมสติ พลางหันไปเอ่ยกับเทพฟ้าดิน น้ำเสียงแม้สงบ แต่แฝงความหนักใจบางอย่างในแววตา “ข้าจะไปดูแลชาวบ้านสักหน่อย”
“อ้าว… แล้วข้าล่ะ ข้าก็หิวเหมือนกันนะ!” เทพฟ้าดินรีบร้องตาม แต่ไม่ทันแล้ว ร่างของภูติแห่งลมเดินจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งเพียงกลิ่นสมุนไพรและอากาศเย็นบางเบาไว้ในห้อง
เทพฟ้าดินหันกลับมามองอาจารย์ของตน ดวงตาสุกใสแฝงประกายเ้าเล่ห์ “ไม่เป็ไร งั้นข้าป้อนท่านก่อน เสร็จแล้วค่อยหาของกินเองก็ได้”
เทพีน้ำค้างเหมันต์หัวเราะเบาๆ ยกมือห้าม “ไม่ต้องหรอกเ้าไปเถอะ ข้ายังพอมีแรงตักกินเองได้”
“ท่านนี่ก็ร้ายใช่ย่อย” ศิษย์สาวยักคิ้วพลางยื่นหน้ามาใกล้ “ไม่ได้เป็อะไรมากสักหน่อย เดี๋ยวนี้เก่งใหญ่แล้ว แถมยังรู้จักทำตัวอ่อนหวานออเซาะผู้ชายอีก” น้ำเสียงเจตนาล้อเลียน แต่แววตากลับฉายแววห่วงใย
ใบหน้างามของอาจารย์ขึ้นสีเรื่อเล็กน้อย นางหันหน้าหนีอย่างเขินอายก่อนแกล้งย้อนกลับ “เ้านี่นะ… จะเป็อาจารย์ข้าเสียมากกว่าแล้วกระมัง คอยสั่งสอนข้าอยู่ร่ำไป”
สิ้นคำ ทั้งสองสบตากัน แล้วต่างก็หลุดหัวเราะออกมาอย่างจริงใจ บรรยากาศในห้องพลันอบอุ่นและเต็มไปด้วยความสุขขึ้นมาในทันใด