หลังจากเกิดเหตุการณ์อันน่าอับอายที่สาวรับใช้ของหลูเจียงหลีทำงานผิดพลาด ทำให้ตกลงไปในสระน้ำกลางงานเลี้ยงแล้ว หลูเจียงหลีจึงไม่มีหน้าอยู่ร่วมงานเลี้ยงต่อ นางหาโอกาสแอบหลบเลี่ยงออกจากงานเลี้ยงไปก่อน เพราะเป็คนที่ไม่มีผู้ใดให้ความสนใจ นางจึงสามารถออกมาจากงานเลี้ยงได้อย่างราบรื่น และพยายามขอพบกับคุณชายรองกู้ ทว่าเขากลับส่งบ่าวรับใช้คนสนิทให้มาบอกกับนางว่า
‘ทำงานไม่สำเร็จยังหวังอยากจะพบหน้าข้าอยู่อีกหรือ หากอยากให้ข้าอภัยให้เ้า ก็จงไปตีสนิทคุณหนูรองสกุลซูเสีย พยายามผูกมิตรกับนางให้จงได้ มิเช่นนั้นก็ไม่ต้องมาพบหน้ากันอีก’ คนสนิทของคุณชายรองกู้อี้เหวินกล่าวจบก็รีบหลบออกไปจากบริเวณนั้นทันที
หลูเจียงหลีรู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ที่บุรุษที่นางมอบทั้งความรักและภักดีให้ กลับเห็นนางเป็แค่เพียงหมากตัวหนึ่ง ที่จะช่วยให้เขามีอำนาจขึ้นมา แม้จะต้องใช้วิธีที่ต่ำช้าก็ตาม
“เป็เพราะเ้า… หากข้าไม่เห็นว่าเ้าเป็สาวรับใช้เพียงหนึ่งเดียวที่ซื่อสัตย์ภักดีต่อข้า คอยปรนนิบัติรับใช้ข้ามาั้แ่เยาว์วัย ข้าจะให้ท่านแม่ขายเ้าออกไปให้หอโคมเขียวเสียให้รู้แล้วรู้รอด”
นางหันไปตำหนิสาวรับใช้ที่ทำงานผิดพลาด พลอยให้นางถูกกู้อี้เหวินเมินเฉยไปด้วย เขาคือความหวังเดียวของนาง ที่จะทำให้ชีวิตของนางหลุดพ้นจากจวนตระกูลหลูได้
“บ่าวผิดไปแล้วเ้าค่ะคุณหนูสี่ ต่อไปบ่าวจะไม่ทำผิดพลาดอีกแล้ว” เถียวเอ๋อร์กล่าวออกมาทั้งน้ำตา
หลูเจียงหลีถอนหายใจแรงด้วยความเหนื่อยใจ ก่อนที่นางจะรีบขึ้นไปนั่งบนรถม้าแล้วออกจากบริเวณหน้าจวนสกุลกู้ไปอย่างไม่สบอารมณ์ วันนี้ที่นางมาร่วมงานเลี้ยงที่จวนตระกูลกู้ได้ ก็เป็เพราะนางได้รับเทียบเชิญมาร่วมงานมาจากคุณชายรองกู้ ซึ่งเขาเป็ธุระจัดการให้ พี่น้องที่จวนได้แต่อิจฉานาง แต่แล้วอย่างไรผู้ที่คุณชายรองกู้เลือกคือนาง หาใช่เหล่าพี่น้องของนางไม่
“พรุ่งนี้เ้าไปสืบเื่ราวของคุณหนูรองสกุลกู้มาที ว่านางชอบอะไรไม่ชอบอะไร ยามว่างๆ นางชอบทำสิ่งใด” นางเปิดม่านออกมาก่อนที่จะสั่งสาวรับใช้คนสนิทที่นั่งอยู่ข้างคนบังคับรถม้า
“เ้าค่ะคุณหนูสี่ เื่นี้ไว้ใจบ่าวได้เลย บ่าวไม่ทำให้คุณหนูสี่ผิดหวังแน่นอน”
เถียวเอ๋อร์รีบตอบรับออกมาด้วยน้ำเสียงดีใจ ถึงแม้คืนนี้นางจะทำงานพลาด ทว่าคุณหนูไม่เพียงไม่ตำหนิรุนแรง กลับยังให้โอกาสนางได้แก้ตัวอีก พลันอารมณ์หดหู่ก่อนหน้ากลับมาดีขึ้นทันใด รถม้าเคลื่อนตัวออกจากหน้าจวนตระกูลกู้ไปเป็คันแรกของบรรดาแขกที่มาร่วมงาน
แสงแดดในยามเฉินส่องผ่านหน้าต่างของห้องนอนเข้ามา ทำให้ร่างบางที่ยังคงซุกกายอยู่ใต้ผ้าห่มรู้สึกตัว นางลุกขึ้นนั่งก่อนที่จะมองผ่านม่านกั้นออกไป สาวรับใช้กำลังเช็ดถูโต๊ะที่อยู่หน้าม่านกั้นอย่างเบาไม้เบามือ ครั้นเห็นว่าคุณหนูรองลุกจากที่นอนมานั่งอยู่หน้าคันฉ่องแล้ว ชิงหลวนจึงรีบถืออ่างน้ำเข้ามาให้คุณหนูรองได้ล้างหน้าล้างตา
สาวรับใช้รุมปรนนิบัติอาบน้ำ ผลัดเปลี่ยนอาภรณ์ให้ซูเยว่ซินอยู่ไม่นานเท่าใดนัก หญิงสาวก็เตรียมตัวพร้อมที่จะออกไปกินมื้อเช้าตามลำพัง แต่ในขณะที่กำลังจะตั้งใจกินอาหารตรงหน้า สาวรับใช้ที่ทำหน้าที่ปัดกวาดเรือนหน้าก็เดินเข้ามาคำนับนาง ในมือถือกล่องไม้เอาไว้อย่างระมัดระวัง ก่อนที่จะรายงานออกมา
“คุณหนูรองเ้าคะ นี่คือของกำนัลที่คุณหนูสี่ตระกูลหลูส่งมาให้ท่านเ้าค่ะ นางบอกว่าเพิ่งรู้ว่าคุณหนูรองเพิ่งเข้าพิธีปักปิ่นไปไม่กี่วันที่ผ่านมา จึงไม่ได้มอบของกำนัลใดๆ ให้ นางเลยมอบกล่องนี้มาให้เป็ของกำนัลเ้าค่ะ”
ชิงหลวนมองหน้าคุณหนูรองของนาง ซูเยว่ซินพยักหน้าให้ชิงหลวนไปรับกล่องในมือของสาวรับใช้มา สาวรับใช้ผู้นั้นจึงคำนับลาแล้วออกจากโถงเรือนซูซานไป ซูเยว่ซินหารู้สึกประหลาดใจหรือหาได้สนใจสิ่งของที่อยู่ในกล่องไม้นั้น นางยังคงละเลียดกินอาหารตรงหน้าอย่างมีมารยาทเช่นเดิม แม้จะเคยใช้ชีวิตในค่ายทหารมานานถึงสองปี ทว่ามารยาทระหว่างกินอาหารจากชีวิตก่อนนางก็ไม่เคยที่จะหลงลืม เื่นี้กลับทำให้พวกสาวรับใช้ในเรือนซูซาน ต่างรู้สึกพากันชื่นชมคุณหนูรองอยู่ไม่น้อย ว่าสมแล้วที่เป็บุตรีของขุนนาง
‘สตรีผู้นั้นเริ่มพยายามเข้าหานางแล้ว’ มุมปากยกขึ้นเพียงเล็กน้อยก่อนที่จะเลือนหายไป
เหตุการณ์กำลังดำเนินไปเฉกเช่นในชีวิตก่อน เพียงแค่สถานการณ์เปลี่ยนไปเล็กน้อย จากแผนการที่อีกฝ่ายได้ลงมือกระทำสำเร็จเมื่อคืน ทำให้สามารถเข้ามาตีสนิทกับนางได้อย่างง่ายดาย ทว่าในชีวิตนี้นางได้รู้ล่วงหน้าอยู่ก่อนแล้ว ถึงได้ลงมือขัดขวาง ทำให้เหตุการณ์เมื่อคืนจากเดิมที่ควรจะสำเร็จ กลับกลายเป็ผิดพลาดขึ้นมา แต่อีกฝ่ายก็ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงความตั้งใจ ที่จะเข้าหานางอยู่ดี ‘ช่างน่าสนุกเสียจริง’
ซูเยว่ซินวางตะเกียบลงบนชามแล้วล้างมือ จากนั้นจึงลุกจากโต๊ะอาหารแล้วเดินออกจากโถงเรือนซูซานไปข้างนอก ชิงหลวน ชิงหลัว ติดตามคุณหนูรองออกไป ทิ้งให้ชิงหรงคอยกำกับสาวรับใช้ในเรือน ให้มาช่วยกันเก็บจานชามบนโต๊ะอาหารหลังจากที่คุณหนูรองลุกออกไป
ซูเยว่ซินเดินชมไม้ดอกไม้ประดับภายในจวนตระกูลซูด้วยความเพลิดเพลิน ชิงหลวนนั้นรู้สึกประหลาดใจอยู่ไม่น้อย เพราะยามที่คุณหนูสั่งนางให้รับกล่องไม้ที่สตรีสกุลหลูส่งมามอบให้เป็ของกำนัลกล่องนั้นมา จนถึงบัดนี้คุณหนูก็ยังไม่คิดที่จะใส่ใจเปิดกล่องไม้นั่นออกดูเลย หรือว่าคุณหนูรองรับน้ำใจอีกฝ่ายตามมารยาทเท่านั้น นางมิอาจคาดเดาความคิดของคุณหนูรองได้เลย
ชิงหลวนถอนหายใจออกมาอย่างหนักใจ นางไม่อยากให้คุณหนูรองคบหาสตรีสกุลหลูผู้นั้น ดูก็รู้ว่าหาใช่คนดีไม่ แต่นางที่เป็เพียงบ่าว จะกล้าห้ามปรามคุณหนูรองที่เป็นายของนางได้เยี่ยงไร เหมือนซูเยว่ซินจะรับรู้ถึงความอัดอั้นตันใจของสาวรับใช้ที่ติดตามมา หญิงสาวจึงหันกลับไปมองชิงหลวนและชิงหลัว แล้วถามออกมาด้วยความใส่ใจ
“เ้าเป็อันใดรึ…ชิงหลวน ข้าได้ยินเสียงเ้าถอนหายใจหนักๆ ออกมาหลายครั้งหลายคราเชียว”
“นั่นสิเ้าคะ หลังจากที่ออกจากโถงเรือนมา ข้าน้อยก็ได้ยินพี่ชิงหลวนถอนหายใจติดๆ กัน”
ชิงหลัวกล่าวออกมาอย่างเห็นด้วย สองสาวต่างวัยจึงพากันจ้องหน้าชิงหลวนเป็ตาเดียวกัน ชิงหลวนยิ้มแหยๆ ก่อนที่จะตัดสินใจกล่าวความในใจออกมา
“ข้าน้อยรู้สึกไม่ค่อยสบายใจเลยเ้าค่ะ หากคุณหนูรองจะคบหาสตรีสกุลหลูนางนั้น”
คำตอบของชิงหลวนไม่เกินความคาดหมายของซูเยว่ซินเท่าใดนัก ทว่าชีวิตก่อนนางไม่เคยเปิดโอกาสให้สาวรับใช้ของตน แสดงความคิดเห็นออกมาเช่นนี้ นางจึงไม่เคยรับรู้เลยว่า สาวรับใช้ของนางนั้นห่วงใยนางมากถึงเพียงใด
“เพราะเหตุใดรึ” ซูเยว่ซินแสร้งถามออกมา
ถึงชิงหลวนจะไม่ถกถึงเื่นี้ ชีวิตนี้นางก็ไม่คิดที่จะคบหาสตรีผู้นั้นเป็สหายอยู่ดี ผู้ใดบ้างจะยอมเดินลงไปในกับดักสัตว์เป็คราที่สอง หากเป็เช่นนั้น์คงนึกเสียดายแย่ ที่มอบโอกาสให้แล้วกลับยังโง่เขลาอีกหน
“ดูก็รู้ว่านางไม่ใช่คนดีเท่าใดนักเ้าค่ะ เหตุการณ์เมื่อคืน หากให้ข้าน้อยคาดเดา ข้าน้อยคิดว่านางจงใจจะใส่ร้ายคุณหนูรองสกุลกู้ ว่าเป็ผู้ผลักคุณหนูใหญ่สกุลเจียงให้ตกน้ำ แต่ทำเช่นนั้นเพื่อเหตุใด ข้าน้อยก็จนปัญญาที่จะคาดเดาเ้าค่ะ แล้วสตรีที่มีจิตใจซับซ้อนเช่นนี้… ข้าน้อยจะวางใจให้คุณหนูไปคบหานางได้เยี่ยงไรเ้าคะ”
นางเพิ่งจะรู้ว่าชิงหลวนนั้นเป็สาวรับใช้ที่เฉลียวฉลาดและเป็คนที่ช่างสังเกตยิ่งนัก มิน่าในชีวิตก่อนนางถึงได้รู้ว่าชายหญิงสารเลวคู่นั้นวางยาพิษสังหารนาง ทว่ายังไม่ทันได้บอก กลับต้องมาตายจากไปเสียก่อน ชีวิตนี้ดีแค่ไหนแล้วที่นางเปิดโอกาสให้สาวรับใช้ข้างกาย ได้แสดงความเห็นของพวกนางออกมาอย่างอิสระ เพราะหากนางทำเฉกเช่นชีวิตก่อน มีหวังคงจะไม่ได้ยินความปรารถนาดีเหล่านี้จากพวกนางอีกเป็แน่
“เ้าไม่ต้องกังวลไป สตรีเช่นนางมิคู่ควรได้เป็สหายของข้าหรอก”
ครั้นกล่าวจบซูเยว่ซินก็ก้าวเดินต่อไป ชิงหลวนผ่อนลมหายใจออกมาอย่างโล่งอก ในใจพลันรู้สึกยินดีที่ได้ยินคุณหนูรองกล่าวออกมาเยี่ยงนี้ ชิงหลัวยังไม่รู้เื่อันใดมากนัก จึงได้แต่เก็บความสงสัยเอาไว้ รอถามไถ่สาวรับใช้รุ่นพี่ยามที่พวกนางอยู่กันตามลำพัง
หลังจากเดินชมนกชมดอกไม้อยู่นานเกือบหนึ่งก้านธูป ซูเยว่ซินจึงไปคารวะมารดาที่เรือนซูอี้ ยามนี้บิดาและพี่ชายไม่อยู่ที่จวน บิดาออกไปสำนักบัญชาการั้แ่เช้าตรู่ ส่วนพี่ชายเข้าไปทำหน้าที่องครักษ์ในวังหลวงอยู่หลายวันแล้วยังไม่กลับมา ทำให้นางต้องหมั่นแวะเวียนไปหามารดาเพื่อไม่ให้มารดาต้องรู้สึกเหงาใจเฉกเช่นในชีวิตก่อน
“คารวะท่านแม่เ้าค่ะ” ร่างระหงย่อกายคำนับมารดา ซูฮูหยินหรือสวีซูหลิงยิ้มแย้มให้บุตรสาวก่อนที่จะกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
“ตามสบายเถิดซินเอ๋อร์ ว่าแต่เ้ากินมื้อเช้ามาแล้วหรือยัง” ซูเยว่ซินเดินไปนั่งยังเก้าอี้ที่ว่างอยู่ แล้วจึงตอบมารดา
“กินมาแล้วเ้าค่ะท่านแม่ นี่ท่านกำลังทำสิ่งใดอยู่หรือเ้าคะ”
“แม่กำลังเย็บปักลายลงบนผ้าม่าน เ้ามาก็ดีแล้ว มาช่วยแม่สักผืนสองผืนเถิด” เพราะไม่อยากให้มารดาเหงา ซูเยว่ซินจึงพยายามเข้ามามีส่วนร่วมในงานอดิเรกของมารดา
“ท่านแม่แน่ใจหรือเ้าคะ ว่าจะให้ข้าช่วยปักลวดลายลงบนผ้าม่านจริงๆ คราก่อนที่ข้าปักผ้า ท่านพ่อก็ทักว่าเป็ดของข้าขี้เหร่” ซูฮูหยินกับป้ากุยหัวเราะออกมา บรรดาสาวรับใช้ที่รายล้อมพวกนางอยู่ ก็ถึงกับพากันกลั้นยิ้มให้กับความน่าเอ็นดูของคุณหนูรอง
“ฝึกๆ ไปเ้าก็จะปักได้งดงามเอง นอกเสียจากเ้าจะคิดว่า การเย็บปักเป็งานที่น่าเบื่อ” ซูฮูหยินเข้าใจดี แต่ถึงเยี่ยงไรแล้วนางก็ยังอยากให้บุตรี ได้ฝึกความอดทน ซึ่งการที่นั่งเย็บปักอยู่เงียบๆ นั้น ก็ถือเป็การฝึกสมาธิและการอดทนอีกอย่างหนึ่ง
“อ้อ….ท่านแม่ ก่อนที่ข้าจะมาคารวะท่าน สาวรับใช้นำของกำนัลมาจากข้างนอก บอกว่าเป็ของคุณหนูสี่สกุลหลู มอบให้ข้าเป็ของกำนัลในวัยปักปิ่น ท่านว่าข้าควรจะรับไว้ดีหรือไม่เ้าคะ”
ซูฮูหยินถึงกับประหลาดใจ ไม่คิดว่าการพาบุตรีออกไปร่วมงานเลี้ยงที่จวนสกุลกู้เพียงงานเดียวเท่านั้น กลับมีคุณหนูจากตระกูลอื่นอยากที่จะมาผูกมิตร
“รับเอาไว้เถิด จะได้ไม่เสียน้ำใจผู้มอบให้” ซูเยว่ซินพยักหน้าก่อนที่จะหยิบเข็มที่ใส่ด้ายสีทองกับผ้าผืนบางขึ้นมาปัก ซูฮูหยินเหลือบมองบุตรสาวก่อนที่นางจะยิ้มน้อยๆ ออกมา
ณ จวนตระกูลหลู
ภายในห้องนอนของเรือนขนาดกลางที่อยู่ทางปีกขวาของเรือนใหญ่ ปรากฏร่างระหงของสตรีวัยสิบแรกแย้มเดินไปเดินมาอย่างร้อนใจ ครั้นได้ยินเสียงเปิดประตู นางจึงรีบนั่งลงยังเก้าอี้ แสร้งทำทีจิบชาทันที เถียวเอ๋อร์ที่เป็สาวรับใช้คนสนิทรีบสาวเท้าเข้ามา แล้วกล่าวรายงานคุณหนูของตน
“บ่าวจัดการส่งของกำนัลให้แก่คุณหนูรองสกุลซูเรียบร้อยแล้วเ้าค่ะ” ได้ยินเช่นนั้นทำให้หลูเจียงหลีถอนหายใจออกมาอย่างผ่อนคลาย นางตกรางวัลให้แก่สาวรับใช้คนสนิทด้วยปิ่นทองหนึ่งอัน เถียวเอ๋อร์รับมาด้วยความยินดี
“นางได้ฝากคำพูดใดกลับมาหรือไม่”
เถียวเอ๋อร์ส่ายหน้าเบาๆ ทำให้หลูเจียงหลีรู้สึกผิดหวังอยู่ไม่น้อย ทว่านางก็เข้าใจว่านี่เป็การผูกไมตรีครั้งแรก อีกฝ่ายยังไม่รู้จักนาง ทำให้แสดงท่าทีห่างเหินกัน
“อีกไม่กี่วันในตลาดตวนอีก็จะจัดงานเทศกาลชมจันทร์ ข้าจะส่งเทียบเชิญให้นางออกไปเที่ยวด้วยกัน เ้าว่านางจะตอบรับข้าหรือไม่”
ไม่ว่าเยี่ยงไรแล้วนางก็ต้องผูกไมตรี ทำความสนิทสนมกับคุณหนูรองสกุลซูผู้นั้นให้ได้ เพราะว่านี่คือความ้าของคุณชายรองกู้อี้เหวิน หากนางทำให้เขาพอใจ มีหรือที่เขาจะทอดทิ้งนาง
“บ่าวคิดว่านางคงจะไม่ปฏิเสธคุณหนูหรอกเ้าค่ะ เพราะนางเองก็เพิ่งจะย้ายเข้ามาอยู่ในเมืองหลวง หาได้มีมิตรสหายที่ใดไม่”
ความเห็นของสาวรับใช้คนสนิททำให้หลูเจียงหลีรู้สึกมั่นใจยิ่งขึ้น เพราะถ้าหากนางสามารถผูกมิตรกับอีกฝ่ายได้ก่อน ก็จะไม่มีผู้ใดมาทำให้แผนการที่นางวางเอาไว้ผิดพลาดไปได้
“ถ้าเช่นนั้นก่อนวันงานสักสามวัน ข้าจะส่งเทียบเชิญไปให้นาง” หลูเจียงหลีกล่าวออกมาก่อนที่นางจะลุกขึ้่นจากเก้าอี้แล้วตรงไปยังเตียงเตา หญิงสาวล้มตัวลงนอนไม่นานนักก็ผล็อยหลับไป เถียวเอ๋อร์อยู่คอยปรนนิบัติจนเห็นว่าคุณหนูสี่หลับลึกไปแล้วจึงออกจากห้องไปอย่างเงียบเชียบ
ทว่าสิ่งที่หลูเจียงหลีมั่นใจนั้นกลับล้มเหลวอีกครา เป็เพราะสองวันก่อนที่งานเทศกาลชมจันทร์จะถูกจัดขึ้น หลังจากที่นางส่งเทียบเชิญไปให้คุณหนูรองสกุลซู อีกฝ่ายกลับส่งสารปฏิเสธกลับมาอย่างมีมารยาท เหตุผลภายในสารปฏิเสธนั้นก็คือ ก่อนที่คุณหนูรองจะรับได้รับเทียบเชิญจากคุณหนูสี่สกุลหลู นางได้ตอบรับเทียบเชิญจากคุณหนูใหญ่สกุลเจียงก่อนเสียแล้ว จึงทำให้ไม่สามารถออกไปเที่ยวชมเทศกาลกับคุณหนูสี่สกุลหลูได้ ทำให้หลูเจียงหลีถึงกับกรีดร้องออกมาด้วยความคับแค้นใจ จนมารดาต้องรีบเข้ามาดู ว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกับบุตรสาวของตน
“หลีเอ๋อร์…เกิดอันใดขึ้นกับเ้าเยี่ยงนั้นรึ เหตุใดถึงได้กรีดร้องเสียงดังเยี่ยงนี้ หากผู้ใดได้ยินเข้า ระวังพวกเขาจะเอาไปตีความผิดๆ แล้วนำไปนินทาก็เป็ได้” หลูเจียงหลีมองมารดาด้วยแววตาเฉยชา อนุภรรยาลำดับที่ห้าของใต้เท้าเจียง มารดาผู้อ่อนแอของนาง หากจะหวังพึ่งพามารดา นางขอพึ่งพาคนนอกเสียยังดีกว่า
“ไม่มีอันใดเ้าค่ะท่านแม่ ข้าเพียงแค่ตระหนกใเพราะแมลงตัวหนึ่งบินเข้ามาในห้องของข้า ท่านกลับไปเถิดเ้าค่ะ ประเดี๋ยวแม่ใหญ่จะตำหนิท่านได้”
อนุเซียวพยักหน้าก่อนที่จะกลับออกไป นางจนใจกับบุตรสาวผู้นี้ เพราะนางไม่ได้เป็ผู้ที่เลี้ยงดูอีกฝ่ายมาั้แ่ต้น หลังจากคลอดหลูเจียงหลีได้ไม่นานนางก็เจ็บออดๆ แอดๆ นายหญิงใหญ่จึงรับหลูเจียงหลีเข้าไปอยู่ในความดูแลของนาง ทำให้อนุเซียวไม่มีสิทธิ์ที่จะตำหนิหรือสั่งสอนบุตรสาวมากนัก ทำได้เพียงกล่าวเตือนสติของอีกฝ่ายเท่านั้น
หลังจากมารดาออกจากห้องนอนของนางไป หลูเจียงหลีก็หยิบเอาสิ่งของที่ไม่มีมูลค่ามากมายภายในห้อง ขว้างปาไปทั่วห้อง เพียงเพื่ออยากจะระบายอารมณ์คับแค้นใจที่เพิ่งได้รับมา นางไม่เข้าใจว่าเหตุใดคุณหนูใหญ่สกุลเจียงผู้นั้น ถึงได้คิดที่จะผูกไมตรีกับคุณหนูรองสกุลซูเช่นเดียวกันกับนาง หรืออีกฝ่ายก็อยากจะเอาใจกู้อี้เหวินเช่นเดียวกัน ในขณะที่หลูเจียงหลีกำลังจมอยู่กับความคิดที่ฟุ้งซ่านของตน สาวรับใช้ที่คอยรับใช้ดูแลนางรีบพากันหลบเลี่ยงออกไป เพราะไม่มีผู้ใดที่อยากจะถูกคุณหนูสี่ทุบตี
คุณหนูสี่อารมณ์ร้ายผู้ใดในจวนสกุลหลูจะไม่รับรู้บ้าง ฮูหยินใหญ่ไม่เคยสั่งลงโทษ อีกทั้งปล่อยให้นางกำเริบเสิบสานเช่นนี้ ทุกคนย่อมรู้ดีแก่ใจว่าเพราะเหตุใด นั่นก็เป็เพราะว่าฮูหยินใหญ่อยากจะให้คุณหนูสี่กลายเป็คนคนนิสัยเสีย เป็สตรีที่ไม่มีผู้ใด้า หรืออยากคบหา
แต่ทว่าผู้ใดเล่าจะรู้ ว่าคุณหนูสี่กลับมีความทะเยอทะยาน นางสามารถสร้างไมตรีกับคุณชายรองสกุลเยว่ บุตรชายของท่านสิงปู้ เ้ากรมตุลาการประจำเมืองหลวงได้ ทำให้แม้แต่ใต้เท้าหลูก็ยังให้ท้ายนาง เพราะเห็นว่านางคือความหวังของตระกูล หากนางได้ออกเรือนไปกับคุณชายรองกู้ ย่อมทำให้ตระกูลหลูมีความมั่นคงในเมืองหลวงไปด้วย…