พลิกวิถีเซียน หมื่นราตรีทลวงสวรรค์

    บทที่ 14: หน้ากากอนธการ สตรีปริศนา และวิถีหลอมอสูร

    เยี่ยเฟยหมิงนั่งนิ่งอยู่บนกิ่งไม้สูง นิ้วชี้ที่สวมแหวนหยกนิลเคาะกับด้ามกระบี่สนิมเขรอะเบา ๆ เป็นจังหวะ ดวงตาสีม่วงหม่นหรี่ลง ทอดสายตามองขบวนคาราวานเบื้องล่างที่กำลังถูกฝูง 'อสูรหมาป่าทมิฬ' ฉีกกระชากแนวป้องกันจนแตกพ่าย เสียงกรีดร้องและกลิ่นคาวเลือดลอยคลุ้งขึ้นมาแตะจมูก

    "วิถีแห่งผู้ฝึกตนคือการเอาตัวรอด..." เฟยหมิงพึมพำในใจ ทว่าภาพของหลินเสี่ยวชิงและลุงหลินในคืนที่หมู่บ้านถูกเผา กลับซ้อนทับขึ้นมาในมโนสำนึก หากในคืนนั้นมีใครสักคนยื่นมือเข้ามาช่วย โศกนาฏกรรมก็คงไม่เกิดขึ้น

    แม้โลกใบนี้จะสอนให้เขาเย็นชาและเด็ดขาด แต่ลึก ๆ แล้ว หัวใจของชายหนุ่มก็ยังคงมีความอ่อนโยนและคุณธรรมของปุถุชนหลงเหลืออยู่

    "ข้าทนดูคนตายต่อหน้าโดยไม่ทำอะไรไม่ได้หรอก แต่อย่างที่เจ้าว่า... ข้าไม่อยากหาเหาใส่หัว หรือดึงตัวเองเข้าไปพัวพันกับความขัดแย้งให้ยุ่งยาก"

    เฟยหมิงตัดสินใจเด็ดขาด เขาฉีกชายเสื้อกาวน์ผ้าฝ้ายที่เปื่อยยุ่ยของตนออกเป็นแถบยาว แล้วนำมาพันปิดบังใบหน้าครึ่งล่างเอาไว้อย่างมิดชิด เผยให้เห็นเพียงดวงตาเรียวยาวสีม่วงหม่นคู่สลวยเท่านั้น

    ฟุ่บ!

    ร่างของชายหนุ่มในชุดปะชุนทิ้งตัวลงจากกิ่งไม้สูงดุจพญาเหยี่ยวถลาลม ทันทีที่เท้าแตะพื้น เฟยหมิงก็โคจรลมปราณในจุดตันเถียน วิชาม่านอนธการกลืนจิตถูกปลดปล่อยออกมารอบตัว ไอหมอกสีม่วงดำแผ่ซ่านเข้าปกคลุมสมรภูมิ บดบังทัศนวิสัยและบิดเบือนโสตประสาทของฝูงหมาป่าทมิฬจนพวกมันชะงักงันและส่งเสียงขู่คำรามด้วยความสับสน

    "ดรรชนีอนธการตัดดารา!"

    เปรี้ยง! เปรี้ยง! เปรี้ยง!

    เฟยหมิงพุ่งตัวฝ่าดงหมอกความมืดด้วย 'ย่างก้าวเงาไร้ลักษณ์' ปลายนิ้วชี้ที่อัดแน่นด้วยปราณอนธการแทงทะลุกะโหลกของหมาป่าทมิฬสามตัวแรกจนล้มคว่ำจมกองเลือดในพริบตา!

    "มีคนมาช่วยพวกเรา! คุ้มกันรถม้าไว้!" หัวหน้าผู้คุ้มกันตะโกนสุดเสียงเมื่อเห็นเงาร่างลึกลับพุ่งเข้ามาสยบอสูรร้าย

    ทว่า... การต่อสู้ครั้งนี้ไม่ได้ง่ายดายอย่างที่คิด แม้หมาป่าทมิฬพวกนี้จะอยู่ในระดับ 3 และ 4 ซึ่งไม่ได้ห่างจากระดับพลัง 'ควบแน่นปราณ ขั้นที่ 3' ของเฟยหมิงมากนัก แต่พวกมันมีจำนวนมากถึงยี่สิบกว่าตัว! ลำพังเพียงกำลังของเขาที่ต้องเคลื่อนที่หลบหลีกและโจมตีอย่างต่อเนื่อง ทำให้พละกำลังและลมปราณในร่างถูกสูบออกไปอย่างรวดเร็ว

    แฮ่ก... แฮ่ก...

    เฟยหมิงหอบหายใจหนักหน่วง เขาตวัดกระบี่สนิมเขรอะฟาดฟันหมาป่าที่พุ่งเข้ามาจากด้านหลัง แต่ก็ยังพลาดท่าถูกกรงเล็บแหลมคมของหมาป่าอีกตัวตะปบเข้าที่ท่อนแขนและสีข้างจนเสื้อผ้าฉีกขาด โลหิตสีแดงสดไหลซึมออกมา

    "อึก... จำนวนมันมากเกินไป!" เฟยหมิงกัดฟันกรอด ความเจ็บปวดแล่นริ้ว แต่เขาไม่ยอมถอย ชายหนุ่มเร่งเร้าพลังสายเลือดบีบอัดปราณอนธการไว้ที่ฝ่ามือแล้วซัดออกไปสุดแรง เกิดเป็นคลื่นกระแทกสีม่วงดำบดขยี้ร่างของหมาป่าห้าตัวสุดท้ายจนกระเด็นไปกระแทกต้นไม้ขาดใจตาย

    เมื่ออสูรตัวสุดท้ายสิ้นลมหายใจ สมรภูมิก็กลับคืนสู่ความเงียบสงบอีกครั้ง เหลือเพียงเสียงหอบหายใจของเหล่าผู้คุ้มกันที่บาดเจ็บหนักและชายหนุ่มสวมหน้ากากผ้าที่ยืนเอามือกุมบาดแผลที่สีข้าง

    แอ๊ด...

    ประตูรถม้าหรูหราถูกผลักออกช้า ๆ หญิงสาวในอาภรณ์สีขาวบริสุทธิ์ก้าวลงมาแตะพื้นดิน นางมีใบหน้าที่งดงามดุจเทพธิดา ทว่ากลับดูบอบบางและซีดเซียว นางเดินตรงเข้ามาหาเฟยหมิงด้วยท่าทีสั่นเทาเล็กน้อย ท่ามกลางการคุ้มกันของเหล่าผู้ติดตาม

    "ขะ... ขอบพระคุณจอมยุทธ์ที่ยื่นมือเข้าช่วยเหลือ" สตรีสูงศักดิ์ย่อกายคารวะด้วยกิริยางดงามอ่อนช้อย "หากไม่ได้ท่าน คาราวานของพวกเราคงต้องกลายเป็นอาหารของสัตว์อสูรไปแล้ว... ไม่ทราบว่าผู้มีพระคุณมีชื่อเสียงเรียงนามว่าอันใด? โปรดบอกข้าเถิด เพื่อที่ข้าจะได้หาทางตอบแทนบุญคุณท่าน"

    เฟยหมิงที่ยืนหันหลังให้ ค่อย ๆ หันกลับมามอง นางงดงามและดูสูงส่งเกินกว่าจะมาอยู่ในป่าลึกอันตรายเช่นนี้ ทว่าชายหนุ่มส่ายหน้าช้า ๆ

    "ข้าเพียงแค่บังเอิญผ่านมา ไม่จำเป็นต้องรู้ชื่อ และไม่ต้องการการตอบแทนใด ๆ " เฟยหมิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบ

    แม้ใบหน้าของชายหนุ่มจะถูกปิดบังด้วยเศษผ้าซอมซ่อ แต่ดวงตาของเขากลับปรากฏชัดเจน หญิงสาวเผลอเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา... ดวงตาเรียวยาวสีม่วงหม่นคู่นั้น มันทั้งลึกล้ำ เยือกเย็น ทว่ากลับแฝงไปด้วยความรู้สึกเศร้าสร้อยและอ่อนโยนอย่างประหลาด มันเป็นดวงตาที่สวยงามและมีเสน่ห์จนทำให้นางตกอยู่ในภวังค์ เผลอจ้องมองอย่างเหม่อลอย

    ในขณะที่บรรยากาศกำลังเงียบงัน เสียงของอัคคีนิลก็ตะโกนขัดจังหวะขึ้นมาในหัวของเฟยหมิงเสียก่อน!

    "มัวยืนนิ่งอยู่ทำไมไอ้หนู! ซากหมาป่าทมิฬพวกนั้นมันคือวัตถุดิบชั้นเลิศ! ถึงมันจะอยู่แค่ระดับต่ำ แต่มันก็มีสายเลือดธาตุมืด รีบขอซากพวกมันมาจากนางซะ!"

    เฟยหมิงได้สติ เขาเห็นสตรีสูงศักดิ์ผู้นั้นยังคงยืนเหม่อมองดวงตาของเขาอยู่ จึงตัดสินใจเอ่ยทำลายความเงียบเพื่อตัดรำคาญ

    "แม่นาง..." เฟยหมิงกระแอมเบา ๆ ขัดจังหวะ "หากท่านไม่ว่าอะไร ซากอสูรพวกนั้นข้าเป็นคนลงมือสังหาร ข้าขอรับพวกมันไปทั้งหมดได้หรือไม่?"

    หญิงสาวสะดุ้งสุดตัวเมื่อถูกปลุกจากภวังค์ พวงแก้มของนางขึ้นสีระเรื่อเล็กน้อยด้วยความอับอายที่เผลอจ้องหน้าบุรุษแปลกหน้านานเกินงาม นางไม่ได้คิดให้ถี่ถ้วนหรือสงสัยสิ่งใด รีบพยักหน้ารับทันที "ดะ... ได้สิเจ้าคะ ซากอสูรเหล่านี้ล้วนเป็นผลงานของท่าน เชิญท่านจัดการได้ตามสมควรเลย"

    "ขอบคุณ" เฟยหมิงไม่รอช้า เขาสะบัดมือขวาที่สวมแหวนหยกนิลออกไปเบื้องหน้า

    วูบ!

    ซากหมาป่าทมิฬกว่ายี่สิบตัวถูกดูดกลืนหายวับเข้าไปในมิติแหวนอย่างรวดเร็ว ทำเอาเหล่าผู้คุ้มกันและหญิงสาวเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง

    ก่อนที่ใครจะทันได้เอ่ยถามสิ่งใด เฟยหมิงก็ประสานมือคารวะลวก ๆ เป็นการบอกลา แล้วใช้วิชาย่างก้าวเงาไร้ลักษณ์ เร้นกายหายลับเข้าไปในเงามืดของป่าลึกราวกับภูตผี ทิ้งให้สตรีสูงศักดิ์ยืนมองตามแผ่นหลังของเขาที่กลืนหายไปกับความมืด ดวงตาสีม่วงหม่นคู่นั้นได้สลักลึกลงไปในความทรงจำของนางเสียแล้ว...

    --------------------------------------------------------------------------------

    ห่างออกมาจากจุดเกิดเหตุหลายสิบลี้ เฟยหมิงนั่งพิงโคนต้นไม้ใหญ่ ทรุดตัวลงเพื่อทำแผลที่สีข้างและท่อนแขน ชายหนุ่มฉีกผ้ามาพันห้ามเลือด พลางพูดคุยกับจิตวิญญาณในแหวน

    "อัคคีนิล ข้ามีเรื่องสงสัย..." เฟยหมิงขมวดคิ้วแน่น "สตรีผู้นั้นดูจากการแต่งกายและรถม้าแล้ว น่าจะเป็นถึงลูกหลานขุนนางชั้นสูง หรือไม่ก็ผู้มีอิทธิพลในเมืองหลวง แต่ทำไมคนคุ้มกันของนางถึงมีแต่พวกระดับควบแน่นปราณ ขั้น 4 ขั้น 5 อ่อนหัดพวกนั้น? ระดับมันต่ำเกินกว่าจะมาอารักขาคนสำคัญในป่าลึกแบบนี้นะ"

    อัคคีนิลนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง เปลวไฟในห้วงจิตสั่นไหวไปมาก่อนจะเอ่ยตอบ "อืม... ข้าเองก็สงสัยเหมือนกัน ท่าทางสตรีผู้นั้นดูสูงศักดิ์ไม่เบา แต่กลับมีองครักษ์ปลายแถวตามคุ้มกัน... ช่างผิดวิสัยพวกตระกูลใหญ่ในโลกผู้ฝึกตนยิ่งนัก..."

    "นั่นสิ หรือว่านางแอบหนีออกจากจวนมา?" เฟยหมิงตั้งข้อสังเกต

    "ข้าก็เดาไม่ออกเหมือนกัน" อัคคีนิลถอนหายใจ "แต่ช่างเถอะ! คิดไปก็ปวดหัวเปล่า ๆ พวกเราไม่มีทางรู้เบื้องลึกเบื้องหลังของพวกตระกูลใหญ่หรอก ปล่อยผ่านไปซะ สนใจแต่ของที่เราได้มาในวันนี้ดีกว่า!"

    เฟยหมิงพยักหน้าเห็นด้วย คิดไปก็ไม่ได้อะไรขึ้นมา โลกใบนี้มันมีความลับและเรื่องราวซับซ้อนเกินกว่าที่เขาจะไปนั่งใส่ใจทุกเรื่อง

    "แล้วซากหมาป่าพวกนี้ล่ะ? จะเอามันไปทำยาได้อย่างไร?" เฟยหมิงถามพลางชะโงกจิตเข้าไปดูซากหมาป่าในแหวน

    "เปิดตำราสมุนไพรที่ตาเฒ่าอู๋มู่ให้เจ้ามาสิ! ในนั้นไม่ได้มีแค่เรื่องพืชพรรณ แต่มันยังมีวิธีปรุงโอสถจากซากสัตว์อสูรอยู่ด้วย!" อัคคีนิลชี้แนะ "ซากหมาป่าทมิฬพวกนี้ แม้จะระดับต่ำ แต่พวกมันมีธาตุมืดที่เข้ากับสายเลือดของเจ้าพอดี!"

    ได้ยินดังนั้น เฟยหมิงก็รีบล้วงเอาตำราเก่าเปื่อยของอาจารย์อู๋มู่ขึ้นมาเปิดอ่านท่ามกลางแสงจันทร์สลัว ชายหนุ่มกวาดสายตาอ่านอย่างรวดเร็ว ก่อนที่ดวงตาของเขาจะสว่างวาบ

    "เจอแล้ว... 'โอสถโลหิตคลั่งทมิฬ' ใช้เลือดของอสูรธาตุมืดสกัดด้วยความร้อนต่ำ หลอมรวมกับหญ้าปราณหยิน..." เฟยหมิงพึมพำ

    "ใช่แล้ว! ก่อนที่เจ้าจะเข้าไปเหยียบเขตแดนอันตรายใน 'หุบเขาเงามรณะ' เจ้าจงใช้เวลาที่นี่ ลองใช้หม้อหลอมเหล็กทมิฬสกัดเลือดหมาป่าพวกนี้ดูซะ หากเจ้าทำสำเร็จและจับจุดได้ มันจะเป็นไพ่ตายชั้นดีที่ช่วยให้เจ้ารอดชีวิตจากการปะทะกับอสูรระดับ 6 ได้!"

    เฟยหมิงลุกขึ้นยืน แววตาแห่งความมุ่งมั่นลุกโชนขึ้นอีกครั้ง บาดแผลทางกายไม่อาจหยุดยั้งปณิธานของเขาได้ ชายหนุ่มหยิบ 'หม้อหลอมเหล็กทมิฬ' ออกมาจากห่อผ้า วางมันลงบนพื้นดินเบื้องหน้า ก่อนจะเตรียมตัวก้าวเข้าสู่การหลอมโอสถอสูรครั้งแรก เพื่อเตรียมความพร้อมให้ถึงขีดสุด... ก่อนจะมุ่งหน้าสู่จุดทำภารกิจมรณะของจริง!