โถงถ้ำใต้พิภพอันกว้างใหญ่ต้อนรับผู้มาเยือนสองคนด้วยความเงียบสงบและแสงสีฟ้าเรืองรองอันน่าอัศจรรย์จากทะเลสาบใต้ดิน
ที่นี่เป็ดั่งโลกอีกใบที่าและความตายไม่อาจย่างกรายเข้ามาถึง อากาศบริสุทธิ์และพลังงานชีวิตที่เข้มข้นช่วยบรรเทาความเหนื่อยล้าและาแของพวกเขาได้อย่างน่าประหลาด
"ที่นี่คือ..." คำอินทร์พึมพำ ตะลึงในความงามและความลี้ลับเบื้องหน้า
"แกนกลางแห่งพลังของขุนเขา หลวงปู่ไม่เคยได้เข้ามาแถวนี้มาก่อน" หลวงปู่แก้วตอบ แววตาของท่านเต็มไปด้วยความยำเกรง
"ปู่เคยได้ยินเื่เล่าเกี่ยวกับสถานที่เช่นนี้ในเมื่อโบราณกาล มันเป็สถานที่ที่พลังแห่งแผ่นดินมีความบริสุทธิ์และเข้มข้นที่สุด น่าใจริงๆ ธรรมชาติเหนือกว่าที่พวกเราคิด"
ขณะที่หลวงปู่แก้วกำลังพยุงคำอินทร์ที่าเ็ให้เดินไปยังริมทะเลสาบ สายตาของท่านก็พลันไปสะดุดเข้ากับแท่นหินขนาดใหญ่ที่ตั้งอยู่อย่างโดดเด่นริมน้ำ มันไม่ใช่หินธรรมดา แต่เป็ศิลาแลงสีดำสนิทที่ดูเก่าแก่และมีการสลักอักขระบางอย่างไว้เต็มพื้นที่
"นั่นมัน..."
ทั้งสองพยุงกันเข้าไปดูใกล้ๆ อักขระบนแท่นหินนั้นเป็ภาษาสมัยโบราณที่เก่าแก่ยิ่งกว่าภาษาขอมที่หลวงปู่เคยศึกษามา หลวงปู่ยังมองแล้วไม่เข้าใจว่าศิลาแท่งนี้จะบ่งบอกอะไร
แต่หลังจากหลวงปู่ได้จ้องมองอยู่สักพัก ด้วยความรู้และประสบการณ์ที่สั่งสมมาทั้งชีวิต สามารถปะติดปะต่อความหมายของรากศัพท์ได้บ้าง
ขณะที่คำอินทร์กลับสามารถ "รู้สึก" ถึงความหมายของอักขระเ่าั้ได้โดยตรงทั้งๆที่เขาไม่เคยศึกษาภาษาโบราณมาก่อนในชีวิต
อยู่ดีดีพลังในตัวเขาทำปฏิกิริยากับตัวอักษรบนศิลา ความรู้สึกนั้นเหมือนคุ้นเคยกันมานานแสนนาน
คำอินทร์รู้สึกว่าตัวอักษรและความหมายของอักขระโบราณนั้นไหลเข้าสู่จิตสำนึกของเขาราวกับเป็ภาษาแม่
คำอินทร์ได้แต่นั่งนิ่งเป็เวลานาน หลวงปู่แก้วก็เช่นกัน
ทั้งสองอาจารย์และศิษย์โดยอักขระบนศิลานั้นดึงดูด เขาทั้งสองได้ทำความเข้าใจอย่างเงียบงัน
เวลานานไปไม่รู้เท่าไร หลวงปู่แก้วได้สติขึ้นมาจากภวังค์หันไปมองคำอินทร์ที่ยังหลับตานั่งสมาธิแล้วกล่าวว่า “คำอินทร์เ้าเข้าใจความหมายของอักขระพวกนี้ไหม?”
สิ้นเสียงหลวงปู่ ชายหนุ่มลืมตาขึ้นมา “ข้ำเข้าใจขอรับ มันไม่ใช่ศิลาจารึกประวัติศาสตร์และคำพยากรณ์ แต่มันคือตำราขอรับ"
“ตำรา????....ตำราเกี่ยวกับอะไร?” หลวงปู่แก้วถามแบบงุนงง
“มันบันทึกวิชาอาคมโบราณสายป้องกันที่ทรงพลังที่สุด...วิชาที่ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อต่อต้านและทำลายวิชาอาคมแห่งความตายโดยเฉพาะ มันชื่อว่า อาคมสัตยาบันปฐี" คำอินทร์กล่าวราบเรียบ
“อาคมสัตยาบันปฐี!!" หลวงปู่แก้วอุทานขึ้นมา
“ศิลาจารึกได้อธิบายไว้ว่า...วิชานี้ไม่ใช่การสร้างเกราะหรือเสกคาถาโจมตี แต่มันคือการทำ "สัตยาบัน" หรือ "พันธสัญญา" กับจิติญญาแห่งแผ่นดินโดยตรง ผู้ใช้ต้องใช้พลังชีวิตของตนเองเป็เครื่องบูชา เพื่อร้องขอให้พลังงานบริสุทธิ์ของปฐีตื่นขึ้นและสร้างอาณาเขตศักดิ์สิทธิ์” ชายหนุ่มอธิบายให้หลวงปู่ฟังอย่างใจเย็น
“หลังจากร่ายอาคมนี้ในอาณาเขต พลังงานแห่งชีวิตจะเข้มข้นจนถึงขีดสุด ถ้าฝ่ายศัตรูย่างเข้าก้าวเข้ามาจะโดนทำลายโดยทันที พลังของอาคมนี้อยู่ที่ผู้ใช้ ถ้าคนใช้อาคมมีพลังแกร่งกล้าก็จะสามารถทำให้อาคมนี้มีพลังมากพอที่จะสังหารศัตรูที่เข้ามาในเขตแดนที่กำหนดได้ แต่ถ้าพลังของเ้าของอาคมน้อยเกินไปก็อาจจะทำอะไรศัตรูที่เข้มแข็งกว่าไม่ได้มาก แต่ยังพอประคองตัวได้ขอรับ” คำอินทร์อธิบายเพิ่มเติม
“จากที่ข้าได้ทำความเข้าใจ ถ้าข้าได้ร่ายอาคมชนิดนี้ เหล่า "ศพทมิฬ" หรือุ์ที่ถูกปลุกเสกด้วยมนต์ดำ จะไม่อาจก้าวเข้ามาในอาณาเขตนี้ได้ หากฝืนเข้ามา ร่างของพวกมันจะถูกพลังงานบริสุทธิ์ชำระล้างจนสลายไปเป็เถ้าธุลี แต่สำหรับราชครูมินจอส่วยอาจแค่ทำให้มันไม่สามารถเคลื่อนไหวได้แค่ชั่วเวลาหนึ่ง” คำอินทร์บอกข้อจำกัดให้แต่หลวงปู่ฟัง
“เพราะอาคมที่เกี่ยวข้องกับการสูบพลังชีวิต คำสาป หรือมนต์ดำทุกชนิดที่ราชครูใช้ จะอ่อนกำลังลงหรือไม่ก็ไร้ผลโดยสิ้นเชิงภายในอาณาเขตนี้ แต่ไม่อาจสังหารราชครูได้ เพราะราชครูแข็งแกร่งกว่าข้ามากเกินไป”
“หลังจากที่ข้าทำความเข้าใจตำรานี้แล้วมันเพียงพอที่จะใช้วิชานี้รับมือกับราชครูมินจอส่วยโดยเฉพาะ”
"นี่คือทางรอดของเรา" คำอินทร์กล่าว แววตาเต็มไปด้วยประกายแห่งความหวัง
"แต่มันก็มีราคาที่ต้องจ่าย" หลวงปู่เตือน "ศิลาจารึกบอกว่าต้องใช้พลังชีวิตของผู้ใช้เป็เครื่องสังเวย หากใช้มากเกินไป ผู้ร่ายอาคมอาจจะตายได้ และที่สำคัญ การจะทำสัตยาบันกับแผ่นดินได้ ร่างกายและจิตใจของผู้ใช้จะต้องหลอมรวมเป็หนึ่งเดียวกับธรรมชาติอย่างสมบูรณ์เสียก่อน"
คำอินทร์มองไปยังาแที่ต้นขาของตนเอง ในสภาพนี้ เขาไม่มีทางใช้อาคมบทนี้ได้แน่
หลวงปู่แก้วมองไปยังทะเลสาบเรืองแสง "แต่ดูเหมือนว่า...โชคชะตาจะยังไม่ได้ทอดทิ้งเราเสียทีเดียว ข้ามีความรู้สึกว่าพลังงานชีวิตที่บริสุทธิ์ในทะเลสาบนี้...อาจจะช่วยรักษาอาการาเ็ของเ้าได้"
ท่านพยุงคำอินทร์ไปยังริมทะเลสาบ "จงลงไปเถิด คำอินทร์ ลองให้พลังของแผ่นดินช่วยเยียวยาร่างกายของเ้า
“ส่วนปู่...จะเริ่มศึกษาอาคมบทนี้อย่างละเอียด ปู่พอจะเข้าใจอักขระนี้มาบ้าง เรียนรู้ได้มากเท่าไร ชีวิตพวกเราก็จะยืนยาวมากเท่านั้น"
คำอินทร์พยักหน้ารับ เขาค่อยๆ ก้าวลงไปในทะเลสาบใต้ดิน
ทันทีที่ผิวกายของเขาัักับผืนน้ำ เขาก็รู้สึกถึงความแตกต่าง มันไม่ใช่น้ำธรรมดา มันให้ความรู้สึกเหมือนกำลังก้าวเข้าไปในอ้อมกอดของสิ่งมีชีวิตที่ยิ่งใหญ่และเปี่ยมด้วยเมตตา
เขาค่อยๆ ทรุดกายนั่งลง ปล่อยให้สายน้ำสีฟ้าอ่อนโอบล้อมร่างกายที่าเ็ ความอัศจรรย์เกิดขึ้นแทบจะในทันที ความเ็ปแสบร้อนจากาแที่สีข้างและต้นขาค่อยๆ ทุเลาลง ถูกแทนที่ด้วยความรู้สึกอุ่นซ่านที่ผ่อนคลาย เขามองลงไปเห็นผืนน้ำรอบกายกำลังส่องสว่างวาบขึ้นเป็จังหวะ ตรงกับจังหวะการเต้นของหัวใจเขา
กระบวนการเยียวยานั้นลึกล้ำกว่าแค่การรักษาาแทางกาย ขณะที่เขานั่งสมาธิอยู่ในน้ำ พลังงานบริสุทธิ์ของทะเลสาบก็เริ่มทำปฏิกิริยากับตัวเขา
ในห้วงสำนึก คำอินทร์ไม่ได้อยู่ในถ้ำอีกต่อไป เขากำลังล่องลอยไปตามกระแสพลังของโลก เขาเห็นเส้นใยพลังงานสีทองอร่ามที่ถักทอเป็เครือข่ายอยู่ใต้ผืนปฐี, เชื่อมโยงทุกชีวิตเข้าไว้ด้วยกัน
เขาเห็นภาพนิมิต...ภาพของคนโบราณที่กำลังสลักอักขระบนแท่นศิลา ภาพของพิธีกรรมศักดิ์สิทธิ์ที่เคยเกิดขึ้น ณ ทะเลสาบแห่งนี้เมื่อหลายพันปีก่อน และเขาก็เห็นภาพของโลกภายนอก...เห็นพลังมนต์ดำของราชครูที่กำลังแผ่ขยายออกมาราวกับเนื้อร้าย กัดกินพลังชีวิตของแผ่นดิน
เวลาผ่านไปนานเท่าใดไม่ทราบ เมื่อคำอินทร์ลืมตาขึ้นและลุกขึ้นยืน าแทั้งหมดบนร่างกายของเขาก็ได้สมานสนิท หลงเหลือไว้เพียงรอยแผลเป็จางๆ เท่านั้น เขารู้สึกถึงพละกำลังที่เปี่ยมล้นกว่าครั้งไหนๆ เขาก้าวขึ้นมาจากทะเลสาบ ร่างกายไม่เพียงแต่ได้รับการฟื้นฟู แต่ยังถูกยกระดับขึ้นไปอีกขั้น
"ร่างกายของเ้าหายดีแล้ว" หลวงปู่แก้วที่นั่งศึกษาจารึกอยู่ตลอดเวลากล่าวขึ้น "บัดนี้ ข้าจะอธิบายอาคมชนิดนี้ให้เ้าฟัง ข้าพอจะเข้าใจหลักการของ 'อาคมสัตยาบันปฐี' แล้ว มันลึกล้ำกว่าที่คิดนัก"
หลวงปู่ชี้ไปที่ใจกลางของจารึก "หัวใจของมันไม่ใช่การ 'ใช้' พลัง คำอินทร์ แต่คือการ 'เป็หนึ่งเดียว' กับพลัง เ้าต้องทำสัตยาบัน คือการเสนอพลังชีวิตของเ้าให้แก่แผ่นดิน เพื่อเป็เครื่องยืนยันในความเชื่อใจ และเมื่อแผ่นดินยอมรับ มันก็จะมอบพลังของมันให้เ้าได้หยิบยืม มันคือการแลกเปลี่ยนที่ต้องอาศัยศรัทธาอันสมบูรณ์"
“เ้าอยากจะลองศึกษาและััมันด้วยตัวเองหรือไม่?”
คำอินทร์ ผู้ซึ่งกำลังเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจจากพลังที่ฟื้นคืน พยักหน้ารับ เขาเดินไปยังพื้นถ้ำที่ราบเรียบ คุกเข่าลง แล้ววางฝ่ามือลงบนพื้นหินเย็นเยียบ
เขาหลับตาลง พยายามทำตามความเข้าใจของตนเอง
เขารวบรวมพลังปราณในร่าง แล้วส่งมันผ่านฝ่ามือลงไปในพื้นดิน พยายามจะ "ร้องขอ" ให้แผ่นดินตอบรับ เขาส่งพลังลงไปมากขึ้น...มากขึ้น…
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นกลับไม่ใช่การตอบรับ
พื้นดินสั่นะเืเล็กน้อย แล้วพลันเกิดแรงสะท้อนกลับมหาศาลพุ่งสวนขึ้นมาที่ร่างของเขา!
ผลั่ก!
ร่างของคำอินทร์กระเด็นหงายหลังไปหลายวา เขารู้สึกจุกแน่นที่หน้าอกราวกับถูกค้อนทุบ
"แค่กๆ...เกิดอะไรขึ้นขอรับ? ข้าทำอะไรผิดไป?"
"ปู่ััได้ว่าเ้ากำลังพยายามจะ 'สั่ง' แผ่นดิน ไม่ใช่ ทำสัตยาบันกับมัน" หลวงปู่อธิบาย
"เ้าใช้พลังของเ้าเพื่อจะบอกให้มันทำตาม แต่สัตยาบันคือการแลกเปลี่ยนสองทาง เ้าต้องเปิดรับพลังของแผ่นดินให้ไหลเข้ามาในตัวเ้าด้วย เ้าต้องเชื่อใจมันมากพอที่จะยอมให้พลังอันไพศาลของมันเข้ามาครอบงำตัวตนของเ้าชั่วขณะ"
หลวงปู่มองศิษย์รักด้วยแววตาที่จริงจัง "มันคือการสละ 'ตัวตน' ของเ้า...ซึ่งเป็สิ่งที่อันตรายและน่ากลัวที่สุดสำหรับจอมอาคมทุกคน เพราะหากจิตของเ้าไม่แข็งแกร่งพอ เ้าอาจจะสูญเสียความเป็ตัวเองไปตลอดกาล"
คำอินทร์นิ่งอึ้งไป เขานึกถึงพลังอันไพศาลที่เขาเคยเห็นในนิมิต การจะยอมให้พลังที่ยิ่งใหญ่ขนาดนั้นเข้ามาในร่าง…
เขารู้สึกกลัว เขากลัวที่จะสูญเสียการควบคุม กลัวว่า "คำอินทร์" จะไม่เหลืออยู่อีกต่อไป ความกลัวนั้นได้กลายเป็กำแพงที่มองไม่เห็น ขวางกั้นเขากับสุดยอดวิชาป้องกันบทนี้เอาไว้
เสียงหอนโหยหวนของสุนัขล่าิญญายังคงดังแว่วมาจากปากถ้ำ คำอินทร์และหลวงปู่แก้วมองหน้ากัน ทั้งคู่ทราบแล้วว่าเวลาของพวกเขามีเหลือไม่มากแล้ว