ตอนที่ 8 พบซานเย่า
ตอนที่ 8 พบซานเย่า[1]
ตอนค่ำเฉินเสี่ยวหมี่มาปรึกษากับลู่หลิน ถามเขาว่าอยากพักผ่อนอยู่ที่บ้านต่อ หรือจะขึ้นเขาไปกับเขา
ลู่หลินรู้สึกว่าเฉินเสี่ยวหมี่ปฏิบัติต่อตนเองไม่เหมือนกับสามีที่แต่งเข้าบ้าน แต่เหมือนปฏิบัติต่อคนงานในบ้านมากกว่า
ลู่หลินคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วเลือกตามเฉินเสี่ยวหมี่ขึ้นเขา
ในฐานะที่เขาเป็ผู้ใหญ่เพียงคนเดียวของบ้าน ลู่หลินรู้สึกว่าเขาจำเป็ต้องเปลี่ยนความทรงจำเดิมที่เ้าเด็กแสบเฉินเสี่ยวไช่มีต่อเขาว่าเป็คนขี้ขลาดกลัวตาย เขาต้องทำตัวให้ดูน่าเกรงขามเข้าไว้
เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ลู่หลินติดตามเฉินเสี่ยวหมี่ขึ้นเขาไป
ชาติก่อนลู่หลินเติบโตมาในชนบท ที่หมู่บ้านไม่มีูเา จึงรู้สึกสงสัยเกี่ยวกับูเาอยู่บ้าง
“หลังจากขึ้นเขาไปจงตามติดข้าไว้ อย่าได้เป็ตัวถ่วงข้า” เฉินเสี่ยวหมี่หันไปบอกด้วยสีหน้าดุดันอยู่บ้าง
ลู่หลินผงกศีรษะ พูดว่า “ได้”
เฉินเสี่ยวหมี่ถือคันธนูเดินอยู่ข้างหน้า ลู่หลินเดินตามอยู่ข้างหลัง ในมือเขาถือไม้ไผ่ที่เหลาปลายด้านหนึ่งให้แหลมเอาไว้
ลู่หลินมองดูคันธนูในมือเฉินเสี่ยวหมี่ แล้วหันมามองหลาวไม้ไผ่ของตนเอง น้ำตาสองสายไหลลงมาเงียบๆ อยู่ในใจ หลาวไม้ไผ่นี่ไม่ได้เื่เสียเลย ต่อให้ไม่มีคันธนู อย่างไรก็น่าจะหามีดผ่าฟืนให้เขาสักเล่ม!
ลู่หลินพอจะเข้าใจว่าคันธนูของเฉินเสี่ยวหมี่ซื้อมาด้วยราคาแพง ต่อให้เป็มีดผ่าฟืน ราคาก็ยังแพงมากอยู่ดี
เฉินเสี่ยวหมี่มีเรี่ยวแรงมหาศาล แต่ว่าที่เขามีความสามารถในการล่าสัตว์ยอดเยี่ยมขนาดนั้น ส่วนหนึ่งมาจากร่างกายที่มีเรี่ยวแรงมหาศาลจนน่าใ อีกส่วนมาจากเครื่องมือล่าสัตว์ของเขา
“เอ๊ ซานเย่า”
เนื่องจากเครื่องมือไม่ถนัดมือนัก ลู่หลินจึงยุ่งอยู่นานกว่าจะขุดซานเย่าหัวใหญ่หัวหนึ่งออกมาได้
เฉินเสี่ยวหมี่หันมามองลู่หลินแวบหนึ่ง แล้วพูดด้วยความสงสัยเล็กน้อย “ซานเย่า ท่อนดินนี่หรือ เ้าขุดสิ่งนี้มาทำอะไร”
ลู่หลินตอบโดยไม่ต้องคิดว่า “กินได้นะ!”
ซานเย่าเป็ของดีมากเลยนะ! สิ่งนี้มีคุณค่าทางโภชนาการสูงมาก ไม่ว่าเขาหรือสามพี่น้องตระกูลเฉินล้วนขาดสารอาหารทั้งนั้น จึงใช้ซานเย่ามาบำรุงร่างกายได้
เฉินเสี่ยวหมี่ขมวดคิ้ว พูดด้วยความไม่พอใจว่า “สิ่งนี้ไม่อร่อย ยิ่งกว่านั้นพอจับแล้วก็จะคัน ยุ่งยากมาก”
เฉินเสี่ยวหมี่ขึ้นเขาหาของกินั้แ่เด็ก เคยเล็งสิ่งที่เรียกว่าท่อนดินนี้ไว้เหมือนกัน แต่พอเขาััถูกเปลือกของมันก็คันไปทั้งตัว เลยคิดว่าสิ่งนี้อาจมีพิษ จึงยอมแพ้ไป
ลู่หลินหัวเราะ แล้วพูดว่า “ใส่ลงในโจ๊กแล้วอร่อยมากนะ แต่ถ้าไปจับเปลือกก็จะคัน ตอนปอกเปลือกระวังหน่อยก็พอ”
ลู่หลินไม่ได้ััซานเย่าโดยตรง เขาหาใบไม้ใบใหญ่มาห่อซานเย่าไว้แล้ววางลงในตะกร้าสะพายหลัง คิดว่ารอกลับไปแล้วค่อยจัดการ
เฉินเสี่ยวหมี่พูดอย่างไม่สนใจนักว่า “บนเขามีของสิ่งนี้ไม่น้อย เ้าชอบก็ขุดเถอะ”
ลู่หลินยิ้มแล้วพูดว่า “ดีเลย”
ของว่างในร้านขายของชำของลู่หลินมีไม่น้อย แต่วัตถุดิบที่ใช้ทำอาหารน้อยไปอยู่บ้าง เมื่อมาอยู่ในโลกนี้ คงไม่ดีนักถ้าจะกินของที่มีอยู่จนหมดโดยไม่ทำงาน
เฉินเสี่ยวหมี่เห็นว่าลู่หลินไม่น่าจะขุดเสร็จในเวลาอันสั้น และครุ่นคิดว่าที่นี่ยังเป็ตีนเขา รอบด้านไม่มีสัตว์ป่าดุร้ายอะไร จึงทิ้งลู่หลินให้ขุดซานเย่าอยู่ที่นี่ ส่วนตนเองก็เข้าไปในป่าลึกเพื่อตรวจดูกับดักหลายแห่งที่วางไว้
เฉินเสี่ยวหมี่ได้ไก่สองตัวจากกับดักพวกนั้น เขานำไก่กลับมา
ตอนที่เฉินเสี่ยวหมี่ได้ไก่มาสองตัว ลู่หลินก็ขุดท่อนดินได้สามหัวแล้ว เขาไม่คิดว่าเื่ที่ลู่หลินบอกว่าท่อนดินอร่อยเป็ความจริง ในใจรู้สึกว่าอีกฝ่ายน่าจะกลัวตายมากกว่า จึงไม่อยากเข้าป่าลึก...
เฉินเสี่ยวหมี่ดูแคลนการกระทำที่ขี้ขลาดกลัวตายของลู่หลินอยู่บ้าง แต่ถึงอย่างไรอีกฝ่ายก็ตามเขาเข้าป่าเป็ครั้งแรก เฉินเสี่ยวหมี่จึงไม่ได้บังคับ
ลู่หลินรู้สึกได้รางๆ ว่าสายตาที่เฉินเสี่ยวหมี่มองเขาดูแปลกๆ อยู่บ้าง แต่ก็ไม่ได้สนใจนัก
...
เฉินเสี่ยวหมี่นำไก่ตัวหนึ่งกลับบ้าน บอกให้ลู่หลินทำกับข้าวอยู่ที่บ้าน ส่วนตนเองนำไก่อีกตัวจากไป
เฉินเสี่ยวหมี่แทบไม่เคยคบค้าสมาคมกับคนในหมู่บ้านเลย แต่ก็ใช่ว่าไม่มีเสียทีเดียว
ในหมู่บ้านมีนายพรานเฒ่าที่อยู่ตัวคนเดียวผู้หนึ่ง เขาสนิทกับเฉินเสี่ยวหมี่ทีเดียว หลายปีก่อนเฉินเสี่ยวหมี่ปิดบังคนที่บ้านขึ้นเขาไปล่าสัตว์ นายพรานเฒ่าเห็นว่าเขาน่าสงสาร จึงสอนวิธีการล่าสัตว์และทำกับดักให้เขาจำนวนหนึ่ง ตอนแรกที่เฉินเสี่ยวหมี่ล่าเสือได้ก็เพราะนายพรานเฒ่าผู้นั้นให้เขายืมธนู
แต่ปีกว่าแล้วนายพรานเฒ่าหกล้มขาหัก ล่าสัตว์ไม่ไหว จึงใช้ชีวิตอย่างยากลำบากยิ่ง
เฉินเสี่ยวหมี่เป็คนรู้จักบุญคุณคน หากมีอาหารเหลือจะแบ่งไปให้นายพรานเฒ่า ทว่าตัวเขาเองก็มีน้องชายสองคนต้องเลี้ยงดู จึงช่วยเหลือได้อย่างจำกัด
พอเฉินเสี่ยวไช่เห็นลู่หลินนำท่อนดินกลับมาก็ขมวดคิ้ว พูดว่า “เ้าเอาสิ่งนี้กลับมาทำไม ประเดี๋ยวมือได้ขึ้นผื่นแดงหรอก”
ลู่หลินมองเฉินเสี่ยวไช่แวบหนึ่ง คิดในใจว่า ‘ท่าทีที่สองพี่น้องคู่นี้มีต่อซานเย่าเหมือนกันไม่มีผิด’
“รสชาติไม่เลวเลยนะ” ลู่หลินอธิบาย
เฉินเสี่ยวไช่ทำเสียงขึ้นจมูกทีหนึ่ง พูดว่า “งี่เง่า”
ลู่หลินไม่สนใจเฉินเสี่ยวไช่ เขาโบกมือพลางพูดว่า “เ้าอย่าอยู่เกะกะข้าที่นี่ ประเดี๋ยวกินข้าวได้แล้ว ข้าจะเรียกเ้าเอง”
เฉินเสี่ยวไช่หน้าแดงด้วยความโมโห พูดว่า “เ้าเก็บสิ่งนี้ไว้กินคนเดียวเถอะ ข้าไม่กินหรอก”
ลู่หลินเห็นว่าเฉินเสี่ยวไช่เดินไปแล้ว ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอกเงียบๆ ที่บ้านยากจนเกินไปจริงๆ แม้แต่มีดที่พอใช้ได้สักเล่มยังไม่มี ใช้เศษกระเบื้องปอกเปลือก และใช้มีดที่ทำจากกระดูกหั่นผัก แต่มีดกระดูกเล่มนั้นทื่อมาก หากเฉินเสี่ยวไช่ไม่ไป ลู่หลินก็ไม่สะดวกจะหยิบมีดราคาสองหยวนออกมาจากร้านขายของชำ
หากใช้เศษกระเบื้องปอกเปลือกซานเย่า แบบนั้นไม่รู้ว่าต้องวุ่นวายไปถึงเมื่อไร
ลู่หลินหยิบมีดเล่มเล็กออกมา คิดในใจว่า ‘ชาติก่อนหามีดแบบนี้ได้ทั่วไปในร้านทุกอย่างสองหยวน อยู่ที่นี่น่าจะถือเป็เครื่องมือเทพก็ว่าได้’
เชิงอรรถ
^ ซานเย่า พืชตระกูลหัวในวงศ์กลอย ใช้ทำอาหารหรือขนมได้ มีสรรพคุณในการบำรุงชี่ ม้าม กระเพาะอาหาร เป็นต้น