เกมชีวิตลิขิตตาย [นิยายแปล]

    บทที่ 51 ราคาของความหุนหันพลันแล่น

    ชวิ้ง หน้าจอเปล่งแสงวาบและหมุนวนไปพร้อมกับรูปอวตารที่เด่นชัดขึ้นการปรากฏของภาพพร้อมออร่าพิเศษนี้ก็เหมือนเป็นสิทธิพิเศษของการเป็นกัปตัน

            “เฮ้โทรศัพท์ของนายมีเอฟเฟกต์เจ๋งๆ แบบนี้ด้วยเหรอ น่าอิจฉาชะมัด”

            หลิวเนี่ยนพูดพร้อมกับหัวเราะเบาๆเขาคงจะเป็นคนที่ไม่เปลี่ยนแปลงท่าทีเพียงเพราะผมเปิดเผยตัวตนไปแล้วหรอกนะ

            ความสามารถของกัปตันนี่น่าอิจฉาจริงๆเหรอ? ผมไม่คิดเช่นนั้นหรอก เพราะหลายคนคงอยากจะบีบคอผมด้วยซ้ำซึ่งเรื่องนี้ผมรู้ดี

            “เขาเหรอ”

            ชายชราเบิกตากว้างปกติเขาจะเหมือนมองอะไรไม่ค่อยชัด แต่ตอนนี้ชายที่อ้างว่าร่างกายเสื่อมโทรมตามอายุกลับมองเห็นหน้าจอมือถือของผมได้ในทันที

            “นี่...คุณหมายความว่ายังไง”

            เขาหมดโอกาสที่จะแก้ตัวไปเรียบร้อยแล้ว

            เขามองผมอย่างอึ้งๆส่วนซางจื้อหย่วนก็ดูจะไม่เข้าใจว่าผมกำลังทำอะไรกันแน่

            ใครก็ตามที่ตกอยู่ในสถานการณ์นี้คงได้แต่อึ้งไปเหมือนกันนี่ผมเหมือนคิดทบทวนมาตั้งนานก่อนจะตัดสินใจแบบหุนหันออกไป

            และถ้ามีใครเห็นว่าผมเผยตัวตนในฐานะกัปตันแบบเปิดเผยและยังกล้ายิ้มเยาะออกมา คงมีแค่ไม่กี่คนในนี้เท่านั้นแหละ

            บางทีคงมีแค่เจ้าหมอนั่นซางจื้อหย่วนที่แสดงออกอย่างชัดเจนว่า ต่อให้ตนเองจะไม่ได้เป็นผู้โหยหวนก็ยังต้องการเอาชีวิตผมให้ได้

            “หึหึ แล้วแบบนี้มันต่างอะไรกับที่ผมพูดก่อนหน้านี้ล่ะท่านกัปตัน ตอนนี้ก็ช่วยอธิบายหน่อยสิว่าทำไมต้องทิ้งโอกาสไปกับคนตายนี่ก็เป็นแค่คนที่เพิ่งตายไปเมื่อกี้นี้เองใช่ไหมล่ะ”

            ผมเองก็ไม่เข้าใจว่าหมอนี่เกลียดผมเข้ากระดูกดำเพราะอะไร

            เพราะว่าศักดิ์ศรีเหรอหรือเป็นเพราะแค่รู้สึกว่าตนเองกำลังโดนคุกคามกันแน่

            ในขั้นตอนก่อนหน้านี้ความคิดเห็นของซางจื้อหย่วนถูกผมวิจารณ์ซ้ำแล้วซ้ำเล่าโดยเฉพาะเรื่องที่เขาตัดสินใจใช้ความสามารถของกัปตันเพื่อวิเคราะห์ข้อมูลต่างๆ

            ตอนนั้นเขาเหมือนจะพยายามใส่ร้ายหรือจะตั้งใจหลอกผู้โดยสารคนอื่นๆ ก็ไม่ทราบ แต่สุดท้ายก็ประกาศชื่อข้าราชการจากเสฉวนออกมาอย่างไม่ลังเล

            นี่เป็นครั้งแรกที่เขากลายเป็นเหยื่อที่ไม่เพียงแต่ถูกสังหารยังถูกทารุณศพอย่างโหดเหี้ยมอีกด้วย

            “ใช่แล้วนะ ก่อนหน้านี้นายยังเคยบ่นเรื่องที่ซางจื้อหย่วนไปสืบเกี่ยวกับคนตายแต่ดูนายสิ สุดท้ายก็ทำเรื่องเดียวกัน ช่างน่าขันจริงๆ”

            ผมคงถูกมองว่าเป็นคนเสแสร้งสินะเรื่องเดียวกันนี้ ก่อนหน้านี้ผมยังเอาจริงเอาจังตักเตือนคนอื่นอยู่เลยแล้วตอนนี้ดันย้อนกลับมา ผมเองก็ทำผิดซะแล้ว

            ช่างโง่จริงๆผมเหมือนขุดหลุมฝังตนเอง ตอนนี้จะพูดอะไรไปก็ดูจะเกินจำเป็นทั้งยังจืดชืดเหมือนเส้นผมของชายชรา

            “ผมคิดว่าคุณคงจะอธิบายเรื่องนี้ได้อย่างมีเหตุผลนะ”

            ทหารคนนั้นเองก็พูดอะไรไม่ได้มากนักเมื่อไม่นานมานี้ เขายังเป็นผู้ต้องสงสัยที่อาจเป็นฆาตกรบนเครื่องบินนี้มากที่สุดอยู่เลย

            แต่ตอนนี้ผมได้ทำพลาดครั้งใหญ่จริงๆ

            ผลจากความหุนหันพลันแล่น

            มีหลายสิ่งที่ผมไม่ควรทำลงไป

            ไม่ควรเปิดเผยตัวตนว่าเป็นกัปตันไม่ควรท้าทายอย่างโจ่งแจ้งแบบนี้ การกระทำของผมนี่มันเท่ากับพาตนเองไปสู่หายนะแท้ๆ

            ผมอยากถามตนเองด้วยซ้ำว่ามีเหตุผลอะไรที่ผู้โหยหวนถึงไม่ฆ่าผมทิ้ง

            แต่เอาเข้าจริงผมคิดไม่ออกเลย

            การกระโดดเข้าสถานการณ์แบบนี้ทำให้กัปตันอย่างผมกลายเป็นภัยคุกคามสูงสุด ต่อให้แค่ในฐานะผู้โดยสารการทำแบบนี้ก็เสี่ยงมาก เกือบจะทำให้ตนเองกลายเป็นเหยื่อบนเขียงไปเรียบร้อยแล้ว

            “พี่ชาย...”

            กวนหลิงยังพูดประโยคต่อไปไม่จบหรือว่านี่จะเกี่ยวข้องกับความลับในการควบคุมเครื่องบินของกัปตัน

            เธออยากจะบอกผมว่ารู้เรื่องนี้ได้ยังไงสินะแต่ตอนนี้ไม่ใช่แค่ซางจื้อหย่วนเท่านั้น แม้แต่เฉียนตัวตัวก็ยืนอยู่ตรงหน้าผมพร้อมตั้งคำถามอย่างมั่นใจเกี่ยวกับการกระทำของผม

            “นายสมองเสื่อมไปแล้วหรือไงฮะ! ฉันว่า นายคงพูดอะไรที่เป็นเหตุผลไม่ได้แล้วล่ะ บ๊ายบายล่ะกันฉันว่ารอบหน้านายคงได้ไปเจอยมบาลจริงๆ แล้ว”

            นี่คือข้อสรุปของเฉียนตัวตัวสั้นๆ หยาบคาย แต่ก็ตีความได้ตรงจุดดี

            “เสียเปล่า?”

            ผมย่อมมีมุมมองต่างออกไปแม้ผมจะได้ละทิ้งวิธีที่ถูกต้องที่สุดในการเล่นเกมไป แม้สิ่งที่ผมทำส่วนใหญ่จะดูเป็นการตัดสินใจที่ไม่ฉลาด

            แต่นี่แหละคือชีวิตของผมการที่มายืนอยู่ตรงนี้ก็แค่ส่วนหนึ่งของประสบการณ์เท่านั้นไม่สามารถแทนชีวิตที่เหลือของผมได้เลยและยังคงถูกกดทับด้วยบรรยากาศการสังหารที่น่ากลัวบนเที่ยวบินนี้อีก

            “พวกคุณคิดว่าการเลือกเธอเท่ากับเสียโอกาสไปฟรีๆใช่ไหม...”

            ผมยกโทรศัพท์ขึ้นมาตอนนี้ผมควบคุมอารมณ์โกรธของตนเองไม่ไหวแล้ว ผมเปลี่ยนไปจากท่าทีเดิมกลายเป็นเหมือนสัตว์ป่าที่หลุดออกจากบังเหียน

            คำรามเสียงดัง ระบายความเจ็บปวดและการต่อสู้ภายในใจออกมา

            “ดูสิ!ลืมตาดูกันให้เต็มๆ ตา ผมไม่แคร์เลยว่าตนเองจะตกอยู่ในอันตรายหรือจะถูกผู้โหยหวนสองคน หรือแม้กระทั่งทั้งสามคนตามรังควาน ผมไม่แคร์แม้แต่น้อย!สิ่งเดียวที่ผมเห็นก็คือ พวกคุณต่างหากที่ลงมือใส่ร้ายผู้โดยสารคนหนึ่งอย่างไม่ยุติธรรม!”

            การแสดงออกของชายชราท่าทางใสซื่อของผิ่นชวนเซี่ย ความคิดส่วนตัวของหลิวเนี่ยนที่ไม่มีหลักฐานไหนจะความโง่เขลาของเฉียนตัวตัวทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่ทำให้สถานการณ์ของผู้เล่นครึ่งหนึ่งยังคลุมเครือ

            วิธีการของซางจื้อหย่วนยังทำให้หวังเฉียงจนมุมโดยสิ้นเชิง ส่วนเด็กสองคนข้างๆ ตัวผมแม้กระทั่งจำนวนคะแนนโหวตของพวกเขาก็ยังสะท้อนถึงความสับสนและความไม่มั่นใจในใจ

            เด็กๆนั้นใสซื่อที่สุด พวกเขาไม่เก่งเรื่องโกหก แต่ก็ยากที่จะตัดสินใจยากที่จะมองทะลุผ่านหน้ากากของผู้ใหญ่เหล่านี้ ว่าแท้จริงแล้วเป็นการเสแสร้งหรือเป็นตัวตนที่แท้จริงกันแน่

            บางทีในสายตาของกวนหลิงแม้แต่การที่เจ้าอ้วนตัวเล็กเปลี่ยนเสื้อผ้าเพื่อสวมบทบาทก็คงเป็นเรื่องที่ไม่อาจเข้าใจได้

            เรื่องของบทบาทนั้นเป็นเพียงหมอกควันผมเห็นกรอบสีขาวที่ชัดเจน นั่นคือความโกรธของผม นั่นคือเหตุผลที่ทำให้ผมคำราม มันเป็นต้นตอของทุกการกระทำของผม

            ผมพูดสิ่งที่กดทับอยู่ในใจมานานในที่สุดก็ได้ปลดปล่อยความรู้สึกที่ไม่เคยกล้าเอ่ยออกมา

            “ยังไม่เข้าใจกันอีกหรือ?แม้ชายชราคนนี้จะไม่ใช่ผู้โหยหวน แต่ตอนนี้ยังคงมีฆาตกรสองคนหรือมากกว่านั้นอยู่แน่นอน!”

            ผมตะโกนไปอย่างไม่สามารถควบคุมอารมณ์ไว้ได้

            “ใช่แล้วล่ะพวกคุณฟังไม่ผิด เหลือทั้งสองคน!”

            ความโกรธนี้เฆี่ยนตีจิตใจของผมเหมือนกับเป็นการสอบสวนทุกคนที่เลือกผิดพลาด ถึงแม้พวกเขาจะเป็นแค่ผู้โดยสารที่ถูกหลอกให้เข้าใจผิดก็ตาม

            “พวกเขายินดีเหลือเกินที่จะเห็นสถานการณ์เช่นนี้ยินดีที่จะเห็นกระแสที่เกิดจากกัปตันตัวปลอมและผลลัพธ์ที่สะท้อนออกมา”

            ผมหันไปมองซางจื้อหย่วนกฎการโหวตภายในห้าชั่วโมงนั้น จริงๆ แล้วช่างไร้ความหมาย

            เสียงตะโกนต่อเนื่องนี้อาจยังพอปลุกความต้องการเอาตัวรอดหรือมโนธรรมในใจลึกๆ ของใครบางคนให้ตื่นขึ้นได้บ้าง

            ในบรรดาผู้เล่นเก้าคนตอนนี้ยังมีผู้โหยหวน ส่วนใหญ่อยู่ในเงามืดและบางคนที่ถูกจับได้แล้วก็ยังไม่ได้ถูกผลักขึ้นไปสู่แท่นประหารนี่มันเป็นเรื่องน่าเศร้าเหลือเกิน

            ในตอนแรกผมยังคาดหวังว่าจะไม่ใส่ร้ายใครอย่างผิดๆ แต่ในที่สุดความตั้งใจนั้นก็ถูกทำลายไปจากการปะทะและการเผชิญหน้าครั้งแล้วครั้งเล่า

            เมื่อพวกเขาได้ลิ้มรสความได้เปรียบเมื่อใครสักคนค้นพบว่าการเหยียบซากศพคนอื่นแล้วปีนขึ้นไปยังเขตปลอดภัยนั้นช่างง่ายดายและสะดวกสบายมีสักกี่คนกันที่ยังคงรักษาความบริสุทธิ์ใจเอาไว้ได้

            เหมือนกับเด็กน้อยที่ถูกจับได้ว่าแอบกินขนมในโรงเรียนอนุบาล เมื่อเผชิญกับการลงโทษจากครูพวกเขาจะกล้าเอ่ยชื่อของเด็กที่แอบกินขนมได้จริงหรือ

            คำตอบนั้นแน่นอนว่าเป็น ไม่

            ย่อมมีบางคนที่จิตใจเริ่มถูกชักนำไปสู่ความบิดเบี้ยวและความมืดมิดทำทุกวิถีทางเพื่อให้บรรลุเป้าหมายของตนเอง

            “ยิ่งไปกว่านั้นผมได้ตรวจสอบจนพบผู้โหยหวน คนหนึ่งแล้ว ทุกท่านทำไมเราไม่เลือกที่จะโหวตเธอออกไปในรอบถัดไปล่ะหากพวกคุณยังรู้สึกผิดที่เลือกผิดไปที่เซี่ยหลิงก็หวังว่าพวกคุณจะใช้การกระทำพิสูจน์ทุกอย่างนี้”

            ผมพอใจกับการแสดงออกของตนเองแม้ความหวังที่จะทำตัวเป็นหมาป่าเดียวดายจะหมดไปแต่การที่ผมพูดมากตอนนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าผมอยากจะรวมกลุ่มผมแค่พูดเพื่อเป็นตัวอย่าง ใครที่อยากเดินตามก็ยินดี

            หากไม่อยากผมก็ยินดีเห็นซางจื้อหย่วน คนที่กลืนกินทุกอย่างไม่เหลือแม้แต่กระดูก ค่อยๆกลืนกินพวกคุณทีละน้อยจนหมดสิ้น

            และเขา ชายที่อยู่ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์นั้นก็หันมามองผมพร้อมกับรอยยิ้มที่แฝงความหมายลึกซึ้ง

            “แน่นอนเป็นการพูดที่ประสบความสำเร็จมากทีเดียว ใช่แล้วผมต้องยอมรับว่าคุณมีเสน่ห์แบบหนึ่ง ที่มักจะมองเห็นสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็นเสมอแต่ถ้าผมยอมรับล่ะ!”

            พลิกเกมมาเป็นฝ่ายรุกเองได้อย่างยอดเยี่ยมข้อนี้ต้องยอมรับจริงๆในขณะที่ทุกคนตั้งใจตรวจสอบคำพูดของซางจื้อหย่วนว่าอาจมีช่องโหว่ใหญ่โตใดๆสายตาของเขากลับฉายแววลึกล้ำเหมือนกับเหวลึกไม่มีที่สิ้นสุด

            “ใช่ผมคือผู้โหยหวนและเธอคือน้องร่วมทางของผม แต่ในรอบถัดไป เราจะลากใครสักคนที่โชคร้ายไปด้วยแล้วจะมีใครหยุดพวกเราได้งั้นเหรอ”

            อวดดี

            นั่นคือความรู้สึกที่ผมสัมผัสได้ทันที

            ไม่มีใครอวดดีไปมากกว่านี้แล้วใช่ไหมล่ะ

            ผมยอมรับว่าการเปิดเผยตนเองว่าเป็นกัปตันนั้นเป็นการกระทำที่โง่เขลาทีเดียวแต่นั่นเป็นเพราะผมถูกบีบให้เสียสติ อย่างน้อยผมก็แค่รู้สึกว่าเซี่ยหลิงไม่ควรตายไปแบบนั้นอย่างน้อยเธอไม่ควรตายอย่างน่าเวทนาเช่นนี้ ผมจึงโกรธและใช้วิธีนี้เพื่อระบายความไม่พอใจออกมา

            แต่บางสิ่งจะไม่มีวันเปลี่ยนแปลงเหมือนกับการเผชิญหน้าระหว่างผมกับเขาการเผชิญหน้าระหว่างกัปตันสองรุ่นที่สร้างผลกระทบจริงจัง

            “เฮ้อแต่ตอนนี้เขาเสียโอกาสไปแล้วนะ ฉันไม่เคยยอมรับเขาเป็นเพื่อนร่วมทีมหรอก”

            ผิ่นชวนเซี่ยลูบคางตนเองท่าทางนั้นช่างดูแหลมคมเกินพอดี จนผมแทบไม่รู้จะเอ่ยอะไรออกมา

            “ในเมื่อฉันเปิดเผยตนเองแล้วก็ควรจะเตือนเพื่อนร่วมทีมด้วยเลยละกัน ระวังให้ดีนะ ถ้าฆ่าเขาได้ในรอบถัดไปความสามารถน่ารำคาญนั่นก็จะหายไปตลอดกาล”

            เด็กสาวคนนั้นช่างมีไหวพริบกว่าที่ผมคาดไว้มากศักยภาพที่เธอแสดงออกมานั้น อาจมีค่ามากกว่าความสามารถที่ประเมินไว้เดิมมาก

            เหมือนกับบางคนที่เป็นอัจฉริยะที่มีอยู่ในตัวแต่กลับไม่เคยดึงออกมาใช้ได้เลยเพราะความใจดีและอ่อนแอของตนเอง

            “นี่มันคือโอกาสที่หายากจริงๆนะ”

            สำหรับเพื่อนร่วมทีมผู้โหยหวนคำพูดนี้คือการเตือนอย่างมีไมตรี

            แต่สำหรับพวกเรานี่คือเสียงระฆังมรณะอันน่าสะพรึงกลัว

            เหมือนยันต์สะกดวิญญาณที่ไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้!


     

    คล้ายกับเรื่องเกมชีวิตลิขิตตาย [นิยายแปล] ที่คุณอ่าน