บทที่ 17 ฝีมือของเหยียนซี
ซื้อสินค้าตุนไม่ได้ ถ้าจะตุนสินค้าก็ต้องใช้เงินทุน สถานการณ์บ้านหลิวตอนนี้ก็ไม่มีอะไรให้ไปแลกเป็ของได้เลย
ในหัวเหยียนซีส่องประกายความคิดบางอย่าง “ข้าคิดออกแล้ว ท่านป้า ข้าขอออกไปข้างนอกหน่อยนะเ้าค่ะ! กล่าวจบก็วางชามแล้วออกไป
นางหวังมองเหยียนซีที่วิ่งออกไปข้างนอกราวกับลมพัด อยากจะเรียกนางก็ไม่ทันเสียแล้ว เด็กหญิงยังคงบุ่มบ่ามเช่นเคย
เมื่อหันหน้ามาก็เห็นมือของหลิวเหิงที่วางอยู่บนโต๊ะ บนนั้นมีาแเล็ก ๆ หลายแห่ง บางจุดยังมีเืซึม มือของบุตรชายนาง ควรจะจับหนังสือเขียนหนังสือมากกว่ามาทำอะไรเช่นนี้
ตอนที่ปฏิเสธอาสะใภ้สาม นางหวังคิดว่าตนนั้นพูดถูก
แต่เมื่อเห็นมือคู่นี้ของบุตรชาย นางก็นึกถึงสถานการณ์ที่บ้าน “เอ้อร์หลาง เมื่อครู่ตอนข้าปฏิเสธอาสะใภ้สามไป เ้าโทษแม่หรือไม่”
เงินสามสิบตำลึง ถ้าหากได้มาไว้ในมือ ก็จะใช้หนี้ มีค่าเล่าเรียน มีแม้แต่เงินจะเข้าเมืองหลวง เอ้อร์หลางเองก็ไม่ต้องลำบากเพียงนี้
“ข้าจะโทษท่านแม่ได้อย่างไร” หลิวเหิงมองท่าทางของมารดาที่พิจารณาตนอย่างระมัดระวัง กลัวว่าตนจะโกรธ กล่าวออกมาอย่างจริงจัง “ท่านแม่ ท่านทำถูกต้องแล้ว ผู้สูงศักดิ์รักในเงินทอง และหามาอย่างถูกต้อง บ้านเราถึงแม้จะจน แต่จนเพียงใดก็ไม่สามารถทำเื่ที่ผลักคนไปสู่นรกได้”
“เ้าต้องลำบากแล้ว”
“ข้าไม่ลำบากหรอก ท่านแม่ ท่านว่าซีเอ๋อร์คิดอะไรออกหรือ” หลิวเหิงไม่อยากเห็นมารดาเป็ทุกข์ จึงได้เปลี่ยนประเด็น
กล่าวถึงตรงนี้ นางหวังก็หัวเราะ “เื่นี้เดาไม่ออกเลย นางมีสมองดีกว่าข้า ข้าคิดแต่ว่าพรุ่งนี้ที่วัดชิงหลงจะครึกครื้น และแจกซิ่วท้อ แต่นางกลับคิดได้ว่าต้องไปขายของ”
“นั่นสินะขอรับ นางไม่เหมือนเด็กหญิงชาวไร่ทั่วไป มีความรู้ ทั้งยังกล้าหาญ จิตใจดี ข้าคิดว่านางไม่เลวเลย”
“นั่นน่ะสิ นางยังเป็ดาวนำโชคของเ้าด้วย พอดีเลยจะได้ไปกราบไหว้วิหารขุยซิงที่วัดชิงหลงด้วยกัน ให้ผู้เฒ่าขุยซิงอวยพรเ้าให้การสอบปีหน้าราบรื่น”
เหยียนซีไม่รู้ว่าสองแม่ลูกตระกูลหลิวคุยอะไรกัน เธอวิ่งไปที่ตีนเขาลงมือทำงานอยู่นาน จากนั้นก็กลับมาพร้อมกับกิ่งต้นหลิว กิ่งไผ่ ไม้เถา และดอกไม้ป่าเป็กอง
กองสิ่งของขนาดใหญ่ถูกลากเข้ามาในลานบ้านตระกูลหลิว จากนั้นเด็กหญิงก็รีบทำงาน
สมัยมัธยมปลาย เธอเคยทำงาน่ฤดูร้อนที่โรงงาน เป็งานสานตะกร้า แต่ตอนนั้นทั้งหมดล้วนเป็สินค้าพลาสติก พอเปลี่ยนเป็กิ่งไม้สดพวกนี้แล้วก็เลยยากขึ้นมาอีกเล็กน้อย แต่เธอเองก็ไม่ได้พยายามสานให้สมบูรณ์แบบมากนัก
เหยียนซีทำตามขั้นตอนในความทรงจำ เด็ดใบหลิวออกมาจนหมด เหลือไว้เพียงกิ่งที่หักเป็โครง จากนั้นก็นำไม้เถาค่อย ๆ สานเป็วงกลมขึ้นมา ไม่นานก็กลายเป็ตะกร้าดอกไม้ขนาดเล็กเท่าฝ่ามือ
เด็กหกญิงหยิบดอกอิ้งซานหงสีชมพู ดอกไหวฮวาสีขาว และกุหลาบป่าสีแดงในกองดอกไม้ป่าออกมา แล้วใส่เข้าไปในตะกร้า ทำเป็สวนดอกไม้ในตะกร้าอย่างง่าย ๆ
เธอจัดแจงรูปร่างของตะกร้าดอกไม้ วางไว้บนโต๊ะหินในลานบ้านแล้วพิจารณา จากนั้นก็เอาใบไผ่มาตกแต่งสองสามจุด ในที่สุดก็พึงพอใจ “ท่านป้า พี่เอ้อร์หลาง พวกเราขายตะกร้าดอกไม้ดีหรือไม่”
“นี่มันประหลาดนักแต่กลับดูดีมาก ทั้งหมดนี้ล้วนเป็ดอกไม้ป่า จะมีคนซื้อหรือ” นางหวังมองตะกร้าดอกไม้แสนสวย รู้สึกว่ามันสวยงามมากจริง ๆ แต่ทั้งหมดล้วนเป็ดอกไม้ป่า หญ้าป่าที่หาจากไหนก็ได้ ใครจะซื้อเล่า
“พรุ่งนี้น่าจะมีเหล่าครอบครัวเศรษฐีในหมู่บ้านมาที่วัดชิงหลงด้วย น่าจะขายได้ขอรับ” วิธีคิดของหลิวเหิงไม่เหมือนนางหวัง
เหยียนซียิ้ม เธอเองก็คิดเช่นนั้น ชาวบ้านธรรมดาแค่กินอิ่มท้องก็พอ ย่อมไม่ซื้อเป็แน่ แต่พรุ่งนี้ คนที่จะไปจุดธูปกับนายหญิงของขุนนางปกครองอำเภอนั้นไม่ใช่ชาวบ้านธรรมดา ฮูหยินและคุณหนูเหล่านี้ ถ้าหากพิถีพิถันกับความงามตามธรรมชาติ ตะกร้าดอกไม้นี้ก็ตีตลาดได้แล้ว
“เอ้อร์หลาง เ้าคิดว่าขายได้หรือ”
“ท่านป้า พวกเราไปลองดูกันเถิดเ้าค่ะ อย่างไรก็ไม่ต้องออกเงินทุน ขายได้เท่าไรก็เอาเท่านั้นเถิด” เห็นว่านางหวังยังคงลังเล เด็กหญิงก็กะพริบตา “ต่อให้ขายอะไรไม่ออกเลย เราก็ยังไปรับซิ่วท้อสองลูกได้ ก็ไม่เลวนะเ้าคะ”
นางหวังลังเลอยู่ครู่หนึ่ง คิดว่าที่บ้านเองก็ไม่มีรายได้ทางอื่น พรุ่งนี้ก็คงต้องทอผ้าน้อยลงสักครึ่ง “ได้! เช่นนั้นพรุ่งนี้ก็ไปกัน” อย่างไรก็ยังคงเสียดายเวลาครึ่งวันของพรุ่งนี้อยู่ หลังจากรีบทำงานบ้านให้เสร็จ นางหวังก็ไปนั่งลงตรงหน้าเครื่องทอผ้า จัดการเครื่องทอ จากนั้นก็เริ่มทอผ้าอีกครั้ง
เมื่อเหยียนซีได้รับคำอนุญาตจากทั้งสองคน ก็เริ่มทำงานในลานบ้านพร้อมของมากมายทันที
ตะกร้าดอกไม้สานมาจากกิ่งต้นหลิวและไม้เถา ดอกไม้ที่นำมาจัดก็มีหลากหลายชนิด กุหลาบป่า อิ้งซานหงและดอกเมี่ยวชุนมีมากที่สุด ทั้งยังมีดอกไหวฮวา ดอกอวี๋เฉียน หอมหมื่นลี้ อีกทั้งเธอยังแอบไปเด็ดดอกท้อและดอกทับทิมจากสวนคนอื่นมาอีกด้วย
เพื่อให้มั่นใจว่าดอกไม้จะยังคงสด ดอกไม้ทั้งหมดจึงถูกเชื่อมต่อเข้ากับกิ่งดอกไม้ตูมให้มากที่สุด ทั้งยังนำอ่างน้ำใหญ่สองใบล้างจนสะอาด ดอกไม้ทุกดอกถูกแช่ไว้ในน้ำ
ตะกร้าดอกไม้เหล่านี้ เธอเองก็ไม่ได้สานให้เป็รูปร่างเดียวกัน มีทั้งรูปสี่เหลี่ยม รูปหัวใจ ทรงกลม หรือไม้แต่รูปหกเหลี่ยมสองใบ
ตลอดเวลาทั้งบ่าย เด็กหญิงสานตะกร้าดอกไม้เล็กได้ประมาณยี่สิบกว่าใบ
ไม่มีแม้แต่ใจจะทำอาหารเย็นแล้ว กิน ๆ ไปสองคำ จากนั้นก็นำตะกร้าดอกไม้ทั้งหมดย้ายไปในห้องกลางบ้าน แบ่งตามขนาดใหญ่เล็กและความสวยงาม
นางหวังและหลิวเหิงก็ฟังนางนั่งอยู่ตรงกองตะกร้าดอกไม้ มองใบนั้น จับใบนี้ เอ่ยพึมพำอยู่ไม่จบสิ้น “อันนี้สวยที่สุด ต้องขายยี่สิบอีแปะ ถ้ามีโบตั๋นก็คงดี อย่างน้อยถ้ามีโบตั๋น ข้าก็จะขายได้ใบละห้าสิบอีแปะ อันนี้ใส่ดอกอิ้งซานหงกับอวี๋เฉียนด้วย ขายสิบอีแปะก็แล้วกัน พวกนี้ขายสิบห้าอีแปะทั้งหมด อืม ข้าถักกำไลเพิ่มเป็ของแจกดีกว่า”
นางหวังฟังนางพูดเื่ราคา มองไปยังหลิวเหิง “จะมีคน้าหรือ”
หลิวเหิงเคยชินกับราคาสูงเสียดฟ้าของเหยียนซีแล้ว “ขายของสด ก็คงมีคน้า อย่างไรก็เป็การค้าขาย ขายของราคาแพงก็จะได้เงินคืนเลย ท่านปล่อยให้นางจัดการเถิด ท่านแม่ ที่บ้านไม่มีเงินแล้วใช่หรือไม่”
“วางใจเถิด อีกไม่กี่วันแม่จะทอผ้าไปขายอีก เอ้อร์หลาง เ้าอย่าได้กังวลเื่เงิน เอาเวลาไปสนใจกับการบ้านเถิด หากไม่ใช่เพราะครั้งนี้ป่วย เ้าก็คงได้ไปสอบฝู่ซื่อในเดือนแปดแล้ว เว่ยซิวไฉบอกว่าปีนี้เ้ามีหวังจะสอบผ่านเป็อย่างมาก ตอนนี้ต้องมาเสียเวลา... ไม่ได้การแล้วจริง ๆ เราขายที่ดินอีกผืนเถิด”
หลิวเหิงหันหน้าไปมองเหยียนซีที่กำลังเก็บสินค้าคงคลังอย่างกระตือรือร้น “ท่านแม่ บางทีพรุ่งนี้ซีเอ๋อร์อาจจะทำให้เราประหลาดใจก็ได้ หากไม่ได้ อีกสองวันที่บ้านมีฟืนและธัญพืชพอแล้ว ข้าจะไปที่ตำบลแล้วคัดลอกจดหมายและหนังสือให้ผู้อื่น อย่าขายที่ดินไปง่าย ๆ เลย หากขายไป เกรงว่าปีหน้าเราคงมีไม่พอกิน”
“แม่เข้าใจแล้ว” นางหวังเองก็มองไปที่เหยียนซี บางทีซีเอ๋อร์ผู้นี้ อาจจะเป็ดาวนำโชคของครอบครัวนางจริง ๆ ก็ได้
เช้าวันต่อมา เหยียนซีตื่นั้แ่ไก่ขันเพียงครั้งเดียว เวลานี้ท้องฟ้ายังไม่สว่างเต็มที่นัก
เมื่อวานถามนางหวังมาแล้ว หญิงสาวรู้อยู่แล้ว งานวัดเช่นนี้ไม่มีที่ตั้งร้านแน่นอน หากไปเร็วหน่อยก็อาจจะได้ทำเลดีที่เห็นได้ชัด
เธอทำอาหารเช้าอย่างรวดเร็ว กินไปไม่กี่คำก็จัดการตัวเองแล้ว
นางหวังให้เสื้อผ้ามาสองชุด เธอเลือกสวมชุดที่มีรอยปะน้อยหน่อย ทำมวยสาวน้อยให้ตนเอง ไม่มียางรัดผมที่สวยงามนัก เธอจึงนำดอกทับทิมสีแดงที่เหลือจากการจัดดอกไม้มาตกแต่ง
แต่งตัวเช่นนี้ รวมกับใบหน้าเล็กอันงดงามของเธอ ่นี้ตนขาวขึ้นมากแล้ว ทั้งยังเริ่มมีเนื้อหนัง ดูแล้วให้ความรู้สึกเป็เด็กใสซื่อมีชีวิตชีวาอย่างมาก ถึงแม้แกล้งเป็เด็กจะเขินอายเล็กน้อย แต่การแต่งตัวให้ดีนั้นก็สำคัญมากเช่นกัน
การขายของนั้น ไม่เพียงแต่ต้องดูคุณภาพของที่ขาย แต่ต้องให้ความสำคัญกับสายตาผู้คนด้วย