ตอนที่1
เมื่อข้าได้อัญเชิญแมวส้มออกมา
เป็อีกครั้งที่ข้านึกสาปแช่งเหล่าทวยเทพแห่งโชคชะตาและข้าก็ทำเช่นนั้นมาโดยตลอด
“แม่ของเ้าคงจะอยู่ได้อีกไม่นาน”นั่นคือสิ่งที่คุณแม่หมอ หญิงแก่หัวล้านโล่งเตียนในชุดของชาวบ้านโทรมๆบอกกับข้า นางถอนฝ่ามือออกจากซอกคอของท่านแม่ที่นอนนิ่งอยู่บนเตียงไม้แข็งๆผุๆในกระท่อมที่ทรุดโทรมซึ่งเป็สถานที่ที่ข้าเรียกว่าบ้านหัวใจที่เย็นเฉียบอย่างฉับพลันทำให้แขนขาของข้าอ่อนแรง
“บางทีคงไม่น่าจะเกินเดือนหน้า” หญิงคนนั้นถอนหายใจและนั่นก็คือคำพูดสุดท้ายก่อนที่คุณแม่หมอจะจากไป ทิ้งไว้แต่เพียงข้า เด็กสาวอายุ17 ปีที่มีเรือนผมสีน้ำตาลรวบมัดไว้เป็หางม้าแววตาที่เคยดูซุกซนของข้าบัดนี้คงจะเต็มไปด้วยความเ็ปและอาจจะมีน้ำตาเอ่อล้นออกมาข้าอยู่ในชุดหญิงสาวชาวบ้านที่ขาดๆโทรมๆ เบื้องหน้าของข้าคือแม่ของข้า หญิงชราที่ร่างกายเต็มไปด้วยรอยสีดำวิ่งลามไปจนเกือบจะทั่วทั้งร่างกายนั่นคือสัญลักษณ์ที่อัญเชิญโรคร้ายใส่ร่างกายของท่านแม่ เราเรียกมันว่า ตราอัญเชิญอักขระสาป
ข้าถอนหายใจก่อนจะเดินเข้าไปในส่วนที่เป็ห้องครัวผสมกับห้องน้ำเล็กๆก่อนจะกลับออกมาพร้อมกับอาหารซึ่งเป็มันบดหนึ่งถ้วยที่มีปริมาณอยู่ไม่ถึงครึ่งข้าหวังว่าพวกท่านคงจะไม่สงสัยนะว่าทำไมอาหารมื้อแรกและมื้อสุดท้ายของวันถึงได้มีปริมาณแค่นี้ดูจากสภาพบ้าน เสื้อผ้าและข้าวของเก่าๆใกล้พังรอบๆตัวข้าท่านก็พอจะเดาฐานะของพวกเราออกแล้วแหละ
ข้าหันหลังกลับไปหาเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่นั่งดวงตาเหม่อลอยอยู่อีกมุมของบ้านนั่นคือน้องสาวของข้า อีเรเมีย นางเป็เด็กสาวอายุ 12ปีที่เสียผู้เสียคนไปเพราะไอ้พวกผู้ชายเดนนรกทารุณเธออย่างเืเย็นนางต้องอยู่ในสภาวะที่เหมือนกับไม่รับรู้สิ่งใดในโลกนี้อีกแล้วมาเกือบๆสองปีข้าไม่อยากจะลงรายละเอียดมากนัก แต่มีสิ่งหนึ่งที่บอกได้เลยคือข้าเกลียดพวกผู้ชายทุกคน! ไอ้เ้าพวกฝูงสัตว์ป่าเถื่อนที่มีดีแค่พละกำลังกล้าดียังไงถึงมาพรากชีวิตและอนาคตของน้องสาวข้าไป!
ข้าพยายามตั้งสติ เมื่อไหร่ที่นึกถึงเื่นี้ความแค้นในใจของข้ามันก็ปะทุออกมาและทำให้ข้าหัวเสียต่อไปอีกหลายชั่วโมงแต่ถึงอย่างนั้นข้าก็ยังตรงไปยังอีเรเมียและตักมันบดป้อนใส่ปากของเธออย่างนุ่มนวลข้าพยายามยิ้มอย่างอ่อนโยนที่สุดเพื่อส่งผ่านความห่วงใยหวังว่าอีเรเมียคงจะรับรูได้แต่มันก็เป็เพียงหวังลมๆแล้งๆ
แล้วในที่สุดข้าก็นึกออกว่าข้ายังไม่ได้แนะนำตัวจริงๆจังๆเลยความช็อกและความเสียใจทำให้ข้าลืมมารยาทพื้นฐานที่ท่านแม่เคยสอนไปเสียสนิทข้ามีนามว่า ฟีเชียร์เด็กสาวชาวบ้านฐานะยากจนที่กำลังจะอดตายเพราะไม่สามารถหารายได้ได้มากพอ ไม่มีใครอยากจะจ้างงานเด็กผู้หญิงผอมแห้งแบบข้าหรอกมันไม่คุ้มเอาซะเลยถูกไหมล่ะ
ข้าสูงประมาณ 165 เิเซึ่งก็นับว่าตัวเล็กมากเมื่อเทียบกับพวกเด็กอายุเท่าๆกัน และเมื่อใช้เพื่อนของข้าเป็มาตรฐานข้าก็คิดว่าตัวเองเป็คนที่หน้าตาน่ารักคนหนึ่งเลย แต่ที่ต้องปล่อยให้ตัวเองโทรมจนดูไม่ได้เหมือนในตอนนี้เพราะว่าหากข้าไปเข้าตาพวกขุนนางชีวิตของข้าก็จะถูกคุกคามโดยพวกชายหนุ่มป่าเถื่อนจากชนชั้นสูงดั่งเช่นเพื่อนๆผู้หญิงของข้าที่ถูกพาตัวไปจนหมด
ข้าอยากจะถามพวกผู้ชายเช่นพวกเ้าจริงๆว่าวันๆพวกเ้าคิดอะไรกันอยู่บ้างนอกจากเื่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้ผู้หญิงรู้สึกเ็ปและไร้เกียรติได้มากที่สุดช่วยตอบให้ข้ารู้สึกทีเถอะว่าอย่างน้อยๆพวกเ้าก็ไม่ได้แย่ไปเสียหมดทุกคนเห้อ...บางทีข้าก็รู้สึกว่าตัวเองมีอคติเกินไป แต่นั่นมันก็ช่วยไม่ได้นี่
อย่างที่ข้าได้เอ่ยไปปัญหาเื่เงินเป็ปัญหาใหญ่ที่ข้าและครอบครัวกำลังเผชิญหน้าอยู่แต่ปัญหาที่บีบหัวใจของข้าจริงๆคือเื่โรคร้ายของท่านแม่แม้ข้าจะทำใจไว้ั้แ่ที่รู้ตอนแรกแล้วว่าโรคนี้มันไม่มีทางรักษาได้หากมีเงินไม่มากพอมันเป็โรคที่เกิดจากแมลงร้ายบางชนิดซึ่งหลุดออกมาจาก มหาดันเจี้ยนที่สามารถรักษาได้โดยสมุนไพรหายากจากในมหาดันเจี้ยนเท่านั้น
สงสัยกันใช่ไหมว่ามหาดันเจี้ยนคืออะไร แต่เอาไว้คราวหน้านะตอนนี้ข้ารู้สึกแย่จนไม่ค่อยอยากจะมาอธิบายซักเท่าไหร่เมื่อข้าป้อนมันบดให้อีเรเมียไปหนึ่งในสามของทั้งหมดข้าก็กินที่เหลือเข้าไปเองจากนั้นข้าก็เดินไปป้อนน้ำให้ท่านแม่โดยการหยดลงไปในปากของนางทีละหยดและรอให้นางกลืนแม่ของข้านั้นไม่มีสติที่จะสามารถรับรู้หรือขยับตัวได้แล้วและด้วยการที่นางไม่สามารถกินอาหารเองได้ นางจึงได้ซูบผอมลงในทุกๆขณะ ข้าบีบนวดกล้ามเนื้อแขนขาให้นางอีกนิดหน่อยตามคำแนะนำของหมอก่อนจะเดินออกมาจากบ้านเพื่อให้ความรู้สึกแย่มันจางหายไป
ข้าเดินไปตามทางเดินในเขตทรุดโทรมที่อยู่ตรงบริเวณใกล้ๆแนวกำแพงที่สูงยิ่งกว่าวิหารบูชาเทพเ้าบริเวณที่นานๆครั้งจะมีสัตว์ร้ายจากมหาดันเจี้ยนหลุดเข้ามาสร้างความเสียหายเพราะงั้นมันจึงเป็บริเวณที่ไม่เหมาะกับการอยู่อาศัยมากๆ ในทางกลับกันมันจึงเป็เขตที่ปลอดภาษีพวกข้าจึงไม่มีทางเลือกนอกจากต้องอาศัยอยู่ในเขตที่อันตรายแห่งนี้
ข้าเดินไปจนใกล้กับบริเวณประตูเมืองขนาดั์สถานที่ที่ใช้เป็ทางเข้าออกไปสู่ด้านนอก ซึ่งคนที่เข้าออกจะมีเพียงนักสำรวจเท่านั้นอาชีพนักสำรวจคืออาชีพที่สำคัญที่สุดในอาณาจักรแห่งนี้เนื่องจากอาณาจักรจะได้ทรัพยากรส่วนใหญ่มาจากในมหาดันเจี้ยนทั้งแปดที่ล้อมรอบอาณาจักรเอาไว้ทั้งพวกแร่ อาหาร ตราอัญเชิญไอเท็มเวทมนตร์ต่างๆหรือแม้แต่อสูรอัญเชิญระดับสูงบางตัว และเพราะความสำคัญนี้เองทำให้นักสำรวจที่มีฝีมือสามารถหารายได้มหาศาลจากงานๆนี้และมีชีวิตอยู่ในกำแพงอย่างสุขสบายไปได้อีกเป็เดือนจากการสำรวจแค่ครั้งเดียว
ทว่าในขณะเดียวกันบางคนที่ฝีมือไม่ถึงก็ต้องเอาชีวิตไปทิ้งในมหาดันเจี้ยนเ่าั้
ข้าเองก็นึกอยากจะลองเสี่ยงดูเหมือนกันเพราะข้าอับจนหันทางในการหาเงินแล้ว ติดอยู่ที่ข้าไม่มีเงินพอจะซื้อตราอัญเชิญแม้จะเป็ตราอัญเชิญเวทมนตร์ระดับต่ำก็มีราคาเกือบๆร้อยเหรียญซึ่งด้วยราคาขนาดนั้นสามารถทำให้ข้าซื้อหัวมันมาตุนไว้เป็อาหารได้เกือบๆครึ่งปีเลยทีเดียว
แล้วทันใดนั้นข้าก็ได้ยินเสียงร้องไห้ครวญครางของชายคนหนึ่งมันดังมาจากขบวนที่เสียหายยับเยินของเหล่าทีมสำรวจซึ่งกลับมาในสภาพล่อแล่บางคนก็เจ็บนักสูญเสียแขนขาบางคนเดินกลับมาพร้อมกับจูงม้าลากเกวียนซึ่งบรรทุกกองศพหลายร่างกลับมาพร้อมกันด้วยใจของข้าหล่นวูบเมื่อเห็นว่าชายคนหนึ่งฟูมฟายจะเป็จาตาย เขากำลังกอดกับคนที่ดูเหมือนว่าจะเป็ลูกเมียของตนซึ่งมารอรับชายคนนั้นสูญเสียขาและดวงตาไป
“ข้าไม่น่าออกไปเลย!” ชายคนนั้นร้องะโออกมาปานจะขาดใจ “ไม่เอาแล้ว!พอกันที!” เขาพูดอย่างคับแค้นใจก่อนจะขว้างตราอัญเชิญซึ่งมีลักษณะเหมือนแผ่นก้อนหินบางๆเรืองแสงทิ้งกระจายไปรอบๆตัวคนที่ยืนมุงดูอยู่แถวนั้นพุ่งเข้าไปเก็บไว้เป็ของตัวเองแล้ววิ่งหายไปทันทีมีแผ่นนึงกระเด็นตกลงมาอยู่ที่ปลายเท้าของข้าฉับพลันความโลภในหัวของข้าก็สั่งให้ข้าก้มเก็บตรานั่นมากอดเอาไว้และรีบวิ่งออกจากจุดนั้นเฉกเช่นคนอื่นๆอย่างที่เห็น ข้าไม่ใช่คนดีซักเท่าไหร่นัก สิ่งที่ข้าเพิ่งจะขโมยมามีมูลค่าที่สูงพอจะทำให้ข้าทอดทิ้งศีลธรรมอันดีงามที่ไม่จำเป็ต่อการใช้ชีวิตในยุคสมัยเช่นนี้
ข้าวิ่งเข้ามาหลบอยู่ในตรอกแคบๆที่ตรงด้านหน้าเป็ขยะกองพะเนินที่ข้าเพิ่งจะปีนข้ามมาข้าหอบหายใจ ความเหนื่อยหอบผสมความตื่นเต้นทำให้ตัวของข้าร้อนจี๋ข้าค่อยๆเอาตราอัญเชิญที่กอดไว้แน่นในอกขึ้นมาดู มือของข้าสั่นเทาอย่างรุนแรงข้าไม่เคยได้จับของที่มีมูลค่าสูงขนาดนี้มาก่อนเลยในชีวิตข้าต้องจับมันอย่างทะนุถนอม เพราะตราอัญเชิญทำมาจากศิลาเวทมนตร์ที่จะปรากฏขึ้นหลังสังหารสัตว์อสูรบางตนในมหาดันเจี้ยนได้มันทนทานต่อการโจมตีทุกประเภท แต่กลับแตกสลายได้ทันทีเมื่อออกแรงบีบและเมื่อมันแตกสลายผลของตราอัญเชิญก็จะปรากฏขึ้นมาทันทีข้าไม่รู้ว่าที่อยู่ในมือของข้าคือตราอัญเชิญประเภทใด ข้าไม่จำเป็ต้องรู้ที่ข้าจะต้องทำก็คือนำมันเข้าไปในใจกลางเมืองหลวงและขายให้กับกิลด์
ข้ารู้สึกตื่นเต้นที่ในที่สุดก็จะมีหนทางพอที่จะช่วยท่านแม่ได้แล้วหากข้าได้เงินมาก็จะไปหาซื้อยารักษามาให้แก่ท่านแม่แล้วนางก็จะกลับมาแข็งแรงอีกครั้งข้ารีบออกวิ่งมุ่งตรงไปยังกิลด์ที่ตั้งอยู่ใจกลางเมืองหลวงโดยลืมไปเสียสนิทว่าอาจจะต้องใช้เวลาในการเดินทางไม่ต่ำกว่าสี่ชั่วโมง
ทว่าด้วยความรีบร้อนก็ทำให้ข้าสะดุดล้มหน้าคว่ำลงดิน
แล้วมือฝั่งที่ถือตราอัญเชิญเอาไว้ก็อดกระแทกลงกับพื้นมันแตกสลายกลายเป็ละอองแสงในพริบตา
ข้าดันตัวขึ้นและอ้าปากค้างด้วยความช็อกเหมือนโลกทั้งใบกำลังหยุดนิ่ง วงเวทย์อัญเชิญปรากฏขึ้นบนพื้นแสงสีม่วงแดงสาดส่องออกมาจากวงเวทย์นั้นข้าพร่ำถามตัวเองโดยไม่มีเสียงว่าข้าทำอะไรลงไป ไม่มีคำตอบใดๆ
แล้วแสงแห่งการอัญเชิญก็หายไปถูกแทนที่ด้วย...แมวส้ม
แมวส้มธรรมดาๆที่ดูไม่เหมือนกับสัตว์อสูรซึ่งอัญเชิญจากตราเวทมนตร์เลยซักนิดไม่ว่าจะมองมุมไหนมันก็คือแมวบ้านๆที่มีให้เห็นทั่วๆไปเท่านั้น
“ผิดหวังล่ะสิ” เสียงเล็กๆดังขึ้นข้าหันขวับไปด้านหลัง แต่ก็ไม่พบใคร ข้าจึงค่อยๆหันกลับมาหาเ้าแมวส้มตัวนั้นซึ่งผมกำลังทิ้งตัวลงนอนอย่างเกียจคร้าน“ข้าก็แอบเซ็งๆอยู่เหมือนกันที่ตัวเองเป็แค่แมวน่ะ เมี๊ยว”
“จ...เ้า...เ้าพูดกับข้างั้นเหรอ”ข้าถามเพื่อความแน่ใจ แว๊บนึงข้ารู้สึกเหมือนตัวเองเป็คนบ้าแต่แล้วแมวตรงหน้าก็ตอบกลับมาว่า
“อืม...ข้าพูดได้นะ แต่ถ้าจะให้เลือกตอนนี้ข้าขอนอนต่อดีกว่า” แล้วแมวตัวนั้นก็หาวออกมาก่อนจะหลับไปหน้าตาเฉย
และเมื่อมั่นใจแล้วว่าแมวตรงหน้าเป็แค่แมวธรรมดาไม่ใช่สัตว์อสูรมนตราที่แข็งแกร่งเฉกเช่นที่นักสำรวจคนอื่นน้ำตาก็ไหลออกมาโดยที่ข้าไม่รู้ตัว ความหวังที่ก่อตัวจนล้นใจเมื่อครู่พังทลายข้าทำสิ่งที่แก้ไม่ได้ลงไปไม่ได้ซะแล้ว...
โปรดติดตามตอนต่อไป