ยุคสมัยที่เขาย้อนมาเรียกว่าแคว้นต้าหยางเป็แคว้นที่เพิ่งสถาปนาขึ้นมาได้ไม่นานดินแดนแห่งนี้เคยเป็ที่ตั้งของหลายอาณาจักรไม่ว่าจะเป็อาณาจักรน่านเ้าหรือว่าต้าหลี่แต่เดิมคือมณทลยูนนานอยู่ทางตะวันตกเฉียงใต้ของจีน ซึ่งเคยอยู่ในการปกครองของต้าิมาก่อน
แต่หลังจากเกิดเหตุการณ์ ณ ปราการถู่มู่ที่ฮ่องเต้ิอิงจงถูกพวกมองโกลจับเป็เชลยราชสำนักเกิดความระส่ำระสายและเชื้อพระวงศ์ผู้หนึ่งได้ตั้งตนเป็ฮ่องเต้แทน
ทางด้านแม่ทัพใหญ่ประจำมณทลยูนนานซึ่งสืบเชื้อสายราชวงศ์ต้าหลี่เดิมนามว่าต้วนซื่อหมินก็ชูธงฏไม่ยอมรับอำนาจราชสำนักต้าิอีกต่อไปโดยตั้งตนเป็ฮ่องเต้ สถาปนาแคว้นต้าหยางที่แปลว่าดวงตะวันที่ยิ่งใหญ่ขึ้นทรงพระนามว่าหยางเกาจู่ทรงตั้งเมืองเทียนหยางเป็เมืองหลวง
หยางเกาจู่ทรงเป็ฮ่องเต้ที่ทรงพระปรีชาทรงวางรากฐานและปกครองบ้านเมืองอย่างสงบสุขร่มเย็นโดย่หลังถึงแม้ว่าทางต้าิจะยกทัพใหญ่มาปราบหลายครั้งแต่เพราะทางต้าิเองมีปัญหาภายในมากมายเลยทำให้ต้องเลิกทัพกลับไปทุกครั้ง
พระองค์ทรงครองราชย์เป็เวลา15ปีก่อนจะเสด็จตองค์ไทจือ(รัชทายาท)ซึ่งเป็องค์ชายเพียงพระองค์เดียวนามว่าต้วนซื่อหยางชันษา 28ขึ้นครองราชย์สืบต่อจากพระราชบิดา ทรงพระนามว่าหยางไท่จงแต่เพราะความสามารถของพระองค์ยังห่างไกลจากองค์ปฐมกษัตริย์ผู้เป็พระราชบิดาอีกทั้งพระองค์ทรงหมกมุ่นในสุรานารี ละเลยราชกิจ เชื่อฟังคำเพ็ดทูลของขุนนางกังฉินทำให้ขุนนางตงฉินต่างท้อแท้และเริ่มสิ้นหวังในชะตากรรมของบ้านเมือง
เพียงแค่10ปีที่หยางไท่จงทรงครองราชย์บ้านเมืองที่หยางเกาจู่ทรงวางรากฐานไว้เป็อย่างดีก็เริ่มสั่นคลอนไม่มั่นคงเหมือนแต่ก่อนขุนนางตงฉินเริ่มเข้าเกียร์ว่างราษฎรเริ่มไม่พอใจในราชสำนัก เพราะพวกเขาต้องประสบความทุกข์ยากทั้งภาวะข้าวยากหมากแพงและภัยพิบัติรวมทั้งราชสำนักก็เรียกเก็บภาษีเพิ่มเป็การซ้ำเติมความเดือดร้อนของราษฏรยิ่งขึ้นไปอีก
่นี้มีข่าวออกมาว่าองค์ไท่จงทรงมีพระสุขภาพพลานามัยไม่สู้ดีนักอีกทั้งพระองค์ก็ยังไม่มีราชบุตรไว้สืบราชบัลลังก์พระองค์มีเพียงพระราชธิดาทั้งหมด6พระองค์รวมทั้งพระองค์ก็ไม่ทรงมีพระเชษฐาหรือพระอนุชามีเพียงพระภคินีและพระขนิษฐาเท่านั้นทำให้สถานการณ์ในราชสำนักเกิดความไม่แน่นอนเื่ผู้ที่จะมาสืบราชบัลลังก์
ตอนนี้ทางราชสำนักเตรียมที่จะประกาศคัดเลือกราชบุตรเขยให้กับองค์หญิงทั้ง6 พระองค์ในต้นปีหน้า โดยไม่จำกัดหน้าตา ชาติตระกูลการศึกษา หรือฐานะ ขอเพียงเป็ชายหนุ่มที่มีอายุระหว่าง18 – 25ปี ที่สามารถผ่านการทดสอบจากราชสำนักแล้วสามารถผ่านเข้าถึงรอบสิบคนสุดท้าย ก็มีสิทธิ์ที่จะได้แสดงความสามารถต่อหน้าพระพักตร์ขององค์ไท่จงรวมทั้งเหล่าองค์หญิงทั้งหลายเพื่อให้พวกนางเป็ผู้คัดเลือกผู้จะมาเป็ราชบุตรเขยด้วยตัวเอง
เหล่าบรรดาชายหนุ่มทั้งหลายในแว่นแคว้นไม่ว่าจะเป็บุตรชายเหล่าขุนนางน้อยใหญ่ เหล่าบัณฑิตหนุ่ม บุตรพ่อค้าคหบดี รวมทั้งชาวบ้านทั่วไปต่างพากันเตรียมพร้อมสำหรับการคัดเลือกราชบุตรเขยที่จะมาถึง
โอกาสนี้ถือว่าสำคัญยิ่งนักเพราะผู้ที่ได้รับคัดเลือกเป็ราชบุตรเขยคือผู้ที่มีโอกาสได้รับคัดเลือกให้สืบทอดราชบัลลังก์เป็ฮ่องเต้องค์ต่อไปนั่นเอง
“ เื่ราวคร่าว ๆ ก็มีเท่านี้แหละอาหลงส่วนเื่อื่น ๆ เ้าต้องไปศึกษาเพิ่มเติมเอาเองแต่ว่านี่เป็โอกาสที่สำคัญมากสำหรับเ้า ที่เ้าต้องคว้ามันไว้ให้ได้เพราะตำแหน่งราชบุตรเขยมันจะช่วยให้เ้าบรรลุการใหญ่ในการพลิกฟ้าคว่ำดินของเ้าได้ง่ายขึ้น"
อาจารย์ใหญ่เอ่ยขึ้นหลังจากที่เล่าเื่ราวสำคัญๆ ที่ศิษย์รักควรรู้ก่อนที่จะเดินทางออกจากหุบเขา
“ ใช่แล้ว ๆ เห็นมั้ยอาหลงยังไงเ้าต้องคว้าองค์หญิงสักองค์มาเป็เมียและก้าวขึ้นไปเป็ราชบุตรเขยให้ได้นะอย่าให้แพ้เ้าอุ้ยเสี่ยวป้อล่ะอาจารย์จะคอยเอาใจช่วย"
อาจารย์สามกล่าวสนับสนุนและให้กำลังใจอาหลงด้วยแววตาที่เชื่อมั่นในตัวศิษย์รักก่อนที่อาหลงจะกล่าวขอบคุณอาจารย์สามด้วยด้วยความซาบซึ้งใจ
“ เอ่อ...ว่าแต่ท่านอาจารย์ใหญ่รู้ได้อย่างไรขอรับว่าทางราชสำนักจะมีการคัดเลือกราชบุตรเขยในเมื่อตัวท่านเองก็อยู่แต่ในหุบเขาไม่ได้ออกไปยังโลกภายนอกเลย"
อาหลงเอ่ยถามด้วยความฉงนสนเท่ห์ก่อนที่อาจารย์ใหญ่จะเปิดปากเล่าความจริงที่ปกปิดทุกคนเอาไว้
“ คืออย่างนี้นะศิษย์น้องและอาหลงเมื่อสัปดาห์ก่อนหลังจากครบกำหนด30ปีที่ข้าอยู่ในหุบเขาแห่งนี้ข้าก็แอบออกจากหุบเขาโดยไม่ให้พวกเ้ารู้ เพื่อออกไปดูว่าโลกภายนอกเปลี่ยนไปอย่างไรบ้างรวมทั้งเพื่อเป็การสืบข่าวหาข้อมูลเตรียมให้กับอาหลงก่อนจะออกเดินทางอีกด้วยข้าสอบถามเื่ราวจากชาวบ้านทำให้ข้าทราบข่าวนี้"
“ อย่างที่พวกเ้ารู้ตอนที่ข้าพลัดตกลงมายังหุบเขาแห่งนี้ เป็เวลาก่อนที่แคว้นต้าหยางจะสถาปนาถึงห้าปีสภาพบ้านเมืองที่ข้าเห็นเปลี่ยนแปลงไปพอสมควรและข้าเองก็เป็ห่วงว่าถ้าไม่มีการปรับเปลี่ยนในทางที่ดีขึ้น แคว้นต้าหยางอาจจะถึงคราวอวสานในอีกไม่ช้าเป็แน่คงไม่พ้นจะซ้ำรอยราชวงศ์ฉินและสุยที่มีฮ่องเต้เพียงแค่สองรัชกาลเท่านั้น"
อาจารย์ใหญ่กล่าวพร้อมทอดถอนใจในชะตากรรมของบ้านเมืองก่อนจะมองดวงตะวันที่ส่องแสงเจิดจ้าอยู่บนฟ้าแล้วกล่าวต่อไปด้วยท่าทีที่เศร้าสร้อย
“ เอาล่ะนี่ก็เลยเวลาไปมากแล้วเ้ารีบออกเดินทางเถอะอาหลงเ้ามายืนตรงนี้กับข้าแล้วหลับตาลงเถอะ "
อาหลงพยักหน้ารับพร้อมพนมมือไหว้เหล่าอาจารย์ทั้งห้าอย่างนอบน้อมอีกครั้ง ก่อนจะกล่าวอำลาด้วยน้ำเสียงและแววตาที่แสนเศร้า
“ ศิษย์ต้องขอลาท่านอาจารย์แล้ว โปรดถนอมตัวด้วยนะขอรับ" อาหลงกล่าวพร้อมน้ำตาที่เกือบจะรินไหลออกจากสองตาก่อนจะเดินไปหาอาจารย์ใหญ่แล้วหลับตาลง
เหล่าอาจารย์ทั้งหลายต่างรู้สึกใจหายและอาลัยอาวรณ์ในตัวศิษย์รักถึงแม้ไม่อยากให้เขาจากไปแต่ก็รู้ดีว่าชายหนุ่มต้องออกไปสร้างความเปลี่ยนแปลงชนิดพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดินซึ่งจะช่วยให้ผู้คนจำนวนมากได้รับประโยชน์และบ้านเมืองจะร่มเย็นสงบสุขหากอาหลงบรรลุปณิธานที่เขาได้ตั้งไว้
“ ลาก่อนอาหลงรักษาตัวด้วย " อาจารย์รองกล่าวพร้อมโบกมือลาศิษย์รัก
“ โชคดีนะอาหลงเ้าอย่าลืมแต่งองค์เป็เมียให้ได้นะ "อาจารย์สามโบกมือลาอาหลงพร้อมกล่าวกระเซ้าชายหนุ่มเป็ครั้งสุดท้าย
ทางด้านอาจารย์สี่ก็กล่าวอวยพรศิษย์รักให้โชคดีสำหรับอาจารย์หญิงนางมีอารมณ์ที่อ่อนไหวเพราะฉะนั้นเป็เื่ยากที่นางจะห้ามน้ำตาไว้ได้นางเดินเข้าไปกอดชายหนุ่มที่ยืนหลับตาอยู่เป็ครั้งสุดท้ายพร้อมกล่าวอวยพรรวมทั้งยัดของสิ่งหนึ่งใส่มือศิษย์รักพร้อมกระซิบกับเขาอย่างแ่เบาว่าถ้าเขาพบกับลิซ่าลูกสาวของนาง ให้เขาเอาหยกชิ้นนี้ให้ลูกสาวนางดูนางจะรู้เองว่าเป็ของประจำตัวแม่ของนาง
หลังจากอาจารย์หญิงถอยออกไปอาจารย์ใหญ่ก็จับมือพาอาหลงที่กำลังหลับตาอยู่เดินตรงไปยังถ้ำที่อยู่ใกล้ๆเมื่อทั้งคู่เข้าไปข้างในและหยุดอยู่ตรงหน้าประตูลับที่เป็หินสีทองสลักคำว่าหุบเขายอดเซียนอาจารย์ใหญ่ก็กล่าวย้ำกับอาหลงว่าห้ามลืมตาเป็อันขาด
จากนั้นอาจารย์ใหญ่ก็กล่าวอวยพรศิษย์รักเป็ครั้งสุดท้ายพร้อมบอกกับเขาว่าเมื่อออกจากหุบเขาแล้วให้เดินทางมุ่งหน้าไปทางทิศเหนือและเดินทางต่อไปอีกแค่ 2ชั่วยามเขาก็จะถึงเขตพื้นที่เมืองเทียนหยางพร้อมทั้งยัดกระดาษใบหนึ่งใส่มืออีกข้างของเขาจากนั้นจึงท่องบริกรรมคาถาเป็ภาษาที่อาหลงไม่คุ้นเคยอยู่ชั่วครู่ จู่ ๆอาหลงที่ยืนหลับตาอยู่นั้นก็เกิดรู้สึกเวียนหัวก่อนจะเป็ลมและหมดสติไปในที่สุด
ณชายป่านอกเขตเมืองเทียนหยาง
อาหลงรู้สึกตัวอีกทีเมื่อลืมตาขึ้นก็พบว่าตัวเองกำลังยืนอยู่บริเวณชายป่าพร้อมกระเป๋าสะพายคู่ใจและกีตาร์ตัวโปรด รวมทั้งในมือทั้งสองข้างของเขาก็ยังกำหยกที่อาจารย์หญิงให้มาและกระดาษใบหนึ่งที่อาจารย์ใหญ่ยัดใส่มือซึ่งเมื่ออาหลงเปิดดูถึงได้รู้ว่าเป็เอกสารใบผ่านทางที่อาจารย์ใหญ่แอบเตรียมไว้ให้เขาเพื่อใช้เป็ใบผ่านทางในการเข้าเมืองเทียนหยาง
หลังจากนั้นเขาก็ออกเดินทางมุ่งหน้าไปทางเหนือตามคำสั่งของอาจารย์ระหว่างทางมีบ้านเรือนของผู้คนอาศัยอยู่ค่อนข้างหนาตาและทุกที่ที่เขาเดินทางผ่านก็จะมีสายตาแปลก ๆจ้องมองมาที่เขาเขาคิดในใจว่าอาจจะเป็เพราะกระเป๋าและเ้ากีตาร์ที่เขาสะพายมาด้วยจึงทำให้ผู้คนมองดูด้วยความสงสัยใคร่รู้
ในขณะเดียวกันถ้าผู้ที่พบเจอเขาเป็หญิงสาวพวกนางก็จะจ้องมองเขาด้วยความเขินอายแล้วรีบหลบสายตาในขณะที่หญิงสาวบางคนก็จ้องมองเขาราวกับจะกลืนกินเขาลงไปเลยก็ไม่ปาน
อาหลงคิดทบทวนถึงได้รู้ความจริงที่ว่าร่างของชายหนุ่มที่เขาเข้ามาอาศัยอยู่นั้นเป็ร่างของชายหนุ่มที่มีหน้าตาหมดจดคมคาย รูปร่างสูงโปร่งเป็ที่ดึงดูดใจของหญิงสาวแต่เป็เพราะที่หุบเขายอดเซียนไม่มีกระจกหรือคันฉ่องจึงทำให้เขาไม่เคยสังเกตหน้าตาตัวเองว่าเป็อย่างไร
หลังจากเดินทางมาได้ประมาณหนึ่งชั่วยามท้องของอาหลงก็เริ่มส่งเสียงโครกคราก แสดงว่าพยาธิเริ่มปิดลำไส้ประท้วงแล้วเขาจึงมองหาร้านอาหารเพื่อที่จะหยุดพักทานข้าวแต่เมื่อนึกขึ้นได้ว่าตนเองไม่มีเงินติดตัวมาซักแดงเดียวเขาจึงเริ่มคิดถึงการออกหางานทำเพื่อที่จะได้มีเงินมาซื้ออาหารรวมทั้งจ่ายค่าที่พักเย็นนี้ด้วย
แต่เมื่อเขาเดินผ่านร้านจำนำเขาก็นึกขึ้นได้ว่าในกระเป๋าของเขายังมีปากกาเหลืออีกตั้ง 8 ด้าม ว่าแล้วเขาก็เดินเข้าไปในร้านก่อนจะเดินออกมาด้วยสีหน้าเบิกบานใจพร้อมเงินก้อนโตที่ช่วยให้เขาสามารถอยู่ได้สบายๆ พักใหญ่โดยไม่ต้องดิ้นรนหางานทำ
ภายในร้านจำนำเถ้าแก่ซูกำลังลูบ ๆ คลำ ๆ เ้าพู่กันวิเศษที่เพิ่งได้มาด้วยความตื่นเต้นราวกับเจอโชคใหญ่ตกจากท้องฟ้าเพราะเ้าสิ่งนี้เป็พู่กันวิเศษที่ไม่ต้องจุ่มหมึกเขียนได้เลยทันที สามารถกดเปิดปิดได้ แถมยังมีขนาดกะทัดรัดเรียกว่าเป็ของที่จะทำกำไรมหาศาลให้กับเขาเมื่อเทียบกับเงินเพียงแค่หนึ่งพันตำลึงที่จ่ายให้กับชายหนุ่มชุดฟ้าที่มาพร้อมกระเป๋าและเครื่องดนตรีประหลาดที่เพิ่งออกจากร้านไปเพราะเขาเชื่อว่าเขาจะสามารถขายเ้าพู่กันวิเศษนี้ในราคามากกว่าหมื่นตำลึงอย่างแน่นอน
หลังจากออกจากร้านจำนำอาหลงก็เดินเข้าร้านอาหารสุดหรูที่อยู่เยื้อง ๆร้านจำนำเพื่อสั่งอาหารมาทานคลายหิว
“ เชิญด้านในขอรับนายท่าน" เสี่ยวเอ้อกล่าวต้อนรับชายหนุ่ม พร้อมพาเขาไปนั่งยังโต๊ะที่ว่างระหว่างที่เดินพาอาหลงไปที่โต๊ะเสี่ยวเอ้อก็ลอบมองกระเป๋าและกีตาร์ที่เขาสะพายด้วยความประหลาดใจ
“ นายท่านจะรับอะไรดีขอรับ " เสี่ยวเอ้อคนเดิมเอ่ยถาม
“ เ้าช่วยจัดอาหารที่ขึ้นชื่อของที่นี่ให้กับข้าสักสามสี่อย่างก็แล้วกัน"
อาหลงเอ่ยสั่งอาหารกับเสี่ยวเอ้อหลังจากนั่งลงที่โต๊ะพร้อมวางกระเป๋าและกีตาร์ไว้ในที่ปลอดภัย
หลังจากนั้นไม่นานเสี่ยวเอ้อก็นำอาหารที่สั่งทยอยมาเสิร์ฟที่โต๊ะและอาหลงก็เริ่มลงมือทานอาหารอย่างเอร็ดอร่อยเพราะความหิว
“ เ้าออกไปจากร้านของข้าเดี๋ยวนี้ เ้าขอทานน้อยสกปรก "
อาหลงหันไปทางต้นเสียงที่ร้องะโไล่ขอทานน้อยให้ออกจากร้านเพราะกลัวจะทำให้ลูกค้ารังเกียจ และรบกวนลูกค้าเมื่อมองไปเขาก็เห็นขอทานน้อยหน้าตามอมแมมแต่แววตาของเด็กหนุ่มกลับดูสดใสและแฝงไปด้วยความซุกซน
………………………………………………………………………………………………
คุยกันหลังฉาก....เป็อย่างไรบ้างครับสำหรับตอนนี้ที่อาหลงของเราได้เดินทางออกจากหุบเขาเป็ที่เรียบร้อยแถมยังมีเงินติดกระเป๋าอีกก้อนใหญ่จากการขายปากกาด้ามละ 5 บาทที่นำติดกระเป๋ามาด้วยในราคาถึง 1,000 ตำลึงเลยทีเดียว ส่วนเื่ราวจะดำเนินต่อไปเช่นไรรอติดตามอ่านในตอนต่อไปได้เลยครับ
ขอบคุณทุกท่านที่ติดตามอ่านด้วยดีเสมอมานะครับขอบคุณจริง ๆ
.....................................................................................................................................
สุดยอดข้อคิด พิชิตความสุขและความสำเร็จในชีวิต
“ จินตนาการคือทุกสิ่งมันคือตัวอย่างภาพยนตร์ชีวิตของข้า ที่กำลังจะเข้าฉาย”