ร่างของชายชรายืนนิ่งอย่างสงบ ราวผ่านร้อนหนาวมามาก ไม่รู้สึกหวั่นเกรงกับชายกลุ่มนี้ “ข้าบอกกับพวกเจ้าไปแล้วว่าเจิ้นเทียนยังไม่กลับ และข้าเองก็ไม่รู้อะไรเกี่ยวกับมรดกวรยุทธ์ของเขา” “ข้าไม่เชื่อ เจิ้นเทียนสนิทกับท่านตั้งแต่เด็ก ไม่มีทางที่มันจะไม่บอกอะไรท่าน หากวันนี้ข้าไม่ได้อะไรกลับไป ข้าจะค้นและรื้อบ้านซอมซ่อของท่านทิ้งซะ” หวังอู่หน้าแดงกล่ำด้วยความโกรธ หลังจากกวาดจานชามบนโต๊ะจนหล่นแตก เมื่อตอนที่เจิ้นเทียนออกมาจากถ้ำสถิตนั้น หวังอู่รู้สึกอิจฉาเป็นอย่างมาก เขารู้สึกว่าเจิ้นเทียนต้องกำลังโกหกเรื่องมรดกวรยุทธ์ที่ได้รับสืบทอดมา ว่าถ่ายทอดให้ใครไม่ได้ เดิมทีก็เป็นแค่แรงอิจฉาธรรมดา แต่เมื่อกลับไปถึงบ้านเขากลับโดนเสียดสีจากคนทั้งตระกูล ทั้งที่เมื่อก่อนเคยชื่นชมเขา “ไหนบอกว่าเป็นอัจฉริยะของตระกูล แค่มรดกของท่านเทพก็เอามาไม่ได้”“ข้าว่านะที่หวังอู่เก่งกว่าคนรุ่นเดียวกัน ก็เพราะพ่อของเขาคอยช่วยเหลือ ไม่ได้เก่งจริงๆ”“หวังอู่น่ะเหรอ ตอนนี้ก็เป็นแค่หมาหัวเน่าไปแล้ว”…….. คำพูดมากมายที่เสียดสียังไม่เท่าคำตำหนิจากพ่อของเขา....หวังเย่ “จากที่เจ้าเล่ามา ทั้งที่ไม่ได้การสู้รบกัน แต่เจ้าก็ยังไม่ได้รับมรดกวรยุทธ์ เสียแรงที่ตระกูลใช้ทรัพยากรทั้งหมดเพื่อพัฒนาเจ้าให้เหนือกว่าคนอื่น” “แต่เจ้าไม่มีความอดทนเพียงพอและกลายเป็นคนอ่อนแอยิ่งกว่าเจิ้นเทียนที่ไม่มีอะไรเลย หวังอู่....พ่อผิดหวังในตัวเจ้า ” ไม่เพียงตำหนิ แต่พ่อของเขาหวังเย่ ยังสั่งให้ลดของใช้ต่างๆและเงินเดือนที่เคยได้รับจากตระกูล ตั้งแต่นั้นโลกของหวังอู่ก็เปลี่ยนไปทันที เสียงที่คอยเสียดสีอย่างลับๆ ก็กลายเป็นพูดให้ได้ยิน หวังอู่โกรธแค้นเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งต้นเหตุของเรื่อง นั่นคือ เจิ้นเทียน “พูดดีๆไม่ชอบ..ท่านผู้อาวุโสเผ่าเร่ร่อน เช่นนั้นข้าต้องขอล่วงเกินแล้ว พวกเราค้น! ให้ทั่ว” สิ้นคำของหวังอู่ เหล่าเด็กชายนักรบฝึกหัดห้าคน และนักรบขั้นต้นสี่คนก็ขยับตัวเข้าค้นทันที แต่ในขณะที่กำลังก้าวขานั้น ก็มีเสียงตะโกนดังมาจากหน้าบ้าน “พวกเจ้ากล้ารึ!!” ทุกคนหันออกไปมองตามเสียง แต่ไม่เห็นผู้ที่พูด ทันใดนั้นเสียงโอดครวญภายในบ้านก็ดังระงมออกมา “โอ๊ย..โอ๊ย...” เมื่อเสียงนั้นดังขึ้นร่างของคนสี่คนก็ลอยละลิ่วออกไปที่ลานหน้าบ้าน คนที่เหลือเห็นท่าไม่ดีจึงรีบวิ่งออกมาเพื่อตั้งหลัก ไม่เว้นแม้แต่หวังอู่ “เจ้าเป็นใคร...ทำไมถึงมาทำร้ายคนของข้า” หวังอู่มองไปที่ประตูบ้าน มือจับที่ดาบข้างตัวเตรียมพร้อมสู้ คนอื่นๆก็ตั้งท่าเช่นกัน “ข้าก็คือคนที่เจ้ากำลังตามหา หรือว่าเจ้าไม่อยากเจอข้า” เจิ้นเทียนเดินช้าๆออกมาจากประตูบ้าน “เจิ้นเทียน..!! เจ้าบังอาจมาทำร้ายคนของข้าได้อย่างไร ” หวังอู่หน้าแดงด้วยความโกรธมากกว่าเดิม “ทำร้ายงั้นหรือ เจ้าบุกรุกมาในบ้านข้า แล้วทำข้าวของเสียหาย ยังถามหาเหตุผลอีก” เจิ้นเทียนเดินก้าวช้าๆออกมาเรื่อยๆ จนอยู่ห่างจากกลุ่มของหวังอู่ประมาณสามจั้ง “ข้าก็แค่อยากสอบถามเรื่องมรดกวรยุทธ์ของเจ้าที่ได้มาจากท่านเทพ” “ไม่มีอะไรต้องพูด ข้าพูดไปหมดแล้ว ถ้าพวกเจ้าไม่อยากเจ็บตัวก็กลับบ้านไป เรื่องในวันนี้ข้าจะไม่เอาเรื่อง” เจิ้นเทียนตอบกลับอย่างไม่แยแส “แค่ได้รับมรดกวรยุทธ์จากเทพประจำเผ่า เจ้านึกว่าเจ้าแน่อย่างนั้นหรือ ดี!!! ข้าเองก็อยากรู้ว่าวรยุทธ์นี้จะเก่งกาจขนาดไหน พวกเราสั่งสอนมัน” สิ้นคำหวังอู่นักรบฝึกหัดห้าคนก็วิ่งกรูไปที่เจิ้นเทียนพร้อมออกหมัดและเท้าพร้อมกัน เจิ้นเทียนยืนอยู่ท่าเดิมมือไขว้หลังอย่างไร้กังวล พร้อมโคจรเคล็ดวิชาเมฆาแปรเปลี่ยนมาที่ดวงตา ภาพของกลุ่มคนที่รุมเข้ามา กลายเป็นช้าลงอย่างเห็นได้ชัด นี่ก็คือหนึ่งในความมหัศจรรย์ของเคล็ดเมฆาแปรเปลี่ยนที่เขาค้นพบ
จากนั้นเจิ้นเทียนก็เบี่ยงตัวหลบหมัดจากคนแรกแล้วปล่อยหมัดเบาๆที่กลางอก นักรบฝึกหัดคนแรกร่างปลิวลอยไกลไปเกือบสามจั้ง ส่วนคนที่เหลือชะงักหมัดและเท้าเล็กน้อยเมื่อเห็นเพื่อนกระเด็นไปไกล เจิ้นเทียนไม่ปล่อยให้คนกลุ่มนี้มีเวลา เขาเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วพร้อมปล่อยหมัดเพิ่มอีกสี่หมัด ร่างที่เหลือก็ปลิวกระจายไปทั่วทิศ “นี่มัน!!....เป็นไปไม่ได้” หวังอู่ตกตะลึงจนตาค้าง กับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เพราะสิ่งที่เขาเห็นคือกลุ่มนักรบฝึกหัดห้าคนกำลังเข้ารุมเจิ้นเทียน เพียงแค่ช่วงกระพริบตาคนกลุ่มนี้ก็กระเด็นออกมาแทบจะพร้อมกัน “ข้าไม่เชื่อ...ว่าเจ้าจะเก่งขนาดเอาชนะผู้ฝึกยุทธ์ระดับนักรบได้ เจ้าออกไปจัดการมัน” ผู้ฝึกยุทธ์ระดับนักรบขั้นต้นคนหนึ่งที่ร่างกายกำยำ วิ่งพุ่งออกไปทันที ความเร็วของนักรบขั้นต้นที่สร้างปราณแล้ว เร็วกว่านักรบฝึกหัดมาก เพียงอึดใจก็มาถึงเจิ้นเทียน นักรบร่างกายกำยำคนนั้นเงื้อหมัดพร้อมแฝงพลังปราณ หมัดพุ่งแหวกอากาศจนมีเสียง พุ่งตรงไปที่หน้าของเจิ้นเทียนทันที ในเรื่องพลังของผู้ฝึกยุทธ์ หากเป็นนักรบฝึกหัด พลังต่างๆจะขึ้นอยู่กับร่างกายของผู้ฝึกเป็นสำคัญ แต่หากเริ่มสร้างปราณ เมื่อออกหมัดแล้วเพิ่มพลังปราณเข้าไป พลังหมัดนั้นจะมากกว่าตอนที่ยังไม่สร้างปราณอีกหนึ่งเท่า และหากมีพลังปราณในร่างมากขึ้น หมัดนั้นก็จะมีพลังทำลายมากขึ้นตามไปด้วย “ดี...ข้ากำลังอย่างลองกำลังของนักรบขั้นต้นอยู่พอดี” เจิ้นเทียนคิดในใจ พลางเดินเคล็ดวิชาเมฆาแปรเปลี่ยนไปที่ฝ่ามือ แล้วยื่นฝ่ามือออกมารับหมัด “พลักก!!!... ” เสียงหมัดกระทบฝ่ามือดังขึ้นชัดเจน นักรบขั้นต้นร่างกายกำยำหน้าเปลี่ยนสี รู้สึกว่าเอาหมัดไปต่อยกับก้อนหิน ความเจ็บปวดวิ่งแล่นเข้ามาทันที “โอ๊ย!....หมัดข้า” ร่างกายกำยำร่างกำยำนั้นลงไปดิ้นร้องโอดโอย พลางกุมมืออย่างน่าสงสาร “นี่มัน!!....ไม่ข้าไม่เชื่อ” หวังอู่ตกตะลึงจนตาค้างมากกว่าเดิม ชักดาบแล้วออกคำสั่งทันที “พวกเราใช้ดาบเล่นงานมัน ข้าไม่เชื่อว่ามันมีมือเปล่าจะเอาชนะดาบได้” พูดจบหวังอู่ก็เร่งฝีเท้าวิ่งมาทางเจิ้นเทียน นักรบที่เหลืออีกสามคนลังเลชั่วครู่ เมื่อเห็นหวังอู่วิ่งนำก็ชักดาบแล้วจู่โจมขึ้นพร้อมกัน “เพลงดาบฟ้าคำราม!! นักรบทะเลทราย!!....” ดาบกว้างใบใหญ่ทั้งสี่ กวาดเข้าหาเจิ้นเทียนทั้งสี่ทิศ พลังทำลายล้างของดาบอีกสามเล่ม ยังแฝงด้วยพลังปราณที่รุนแรง.....................................................................