เมื่อเดินออกมาจากป่า อวี้เทียนกับชายชราก็มุ่งตรงไปยังเมืองรอยเมฆ ซึ่งคือเมืองที่ตั้งอยู่บนรอยต่อระหว่าง "ป่าหมื่นลี้" (ป่าที่อวี้เทียนเพิ่งออกมา) กับ "เขตนอกของอาณาจักร"
ด้านหน้าประตูเมืองมีทหารยามของจวนเ้าเมืองยืนเฝ้าอยู่สองคน เมื่อเห็นอวี้เทียนและชายชราเดินมาพวกเขาก็คร้านจะสนใจ เหตุผลคงหนีไม่พ้นเพราะ อวี้เทียนกับชายชราที่เดินมา ทั้งสองสวมใส่เพียงชุดผ้าป่านธรรมดา แบกคันเบ็ดไม้ไผ่เก่า ๆ ไว้บนบ่า พวกเขาเลยคิดว่าอวี้เทียนกับชายชราเป็ชาวบ้านภายในเมืองแห่งนี้ที่เพิ่งกลับจากการหาปลา
อวี้เทียนเดินตามหลังชายชราเพื่อไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ซึ่งก็คือ วัดสูญกาล สภาพของมันทรุดโทรมจนแทบดูไม่ออกว่าเป็ศาสนสถาน หลังคามุงกระเบื้องแตกหักจนเห็นท้องฟ้าเบื้องบน มีพระพุทธรูปหินขนาดใหญ่กลางวัดฝุ่นหนาทึบและหยากไย่ปกคลุมไปทั่วทุกตารางนิ้ว
“คืนนี้เราจะนอนที่นี่” ชายชรากล่าวเมื่อทั้งคู่เดินเข้ามาภายในวัด
อวี้เทียนไม่แปลกใจนัก เพราะทุกครั้งที่พวกเขาเข้าเมืองชายชราก็จะพาเขามานอนยังสถานที่แบบนี้อยู่เสมอ
“ข้าหิวแล้วเ้าไปหาอะไรมาให้ข้ากินเถอะ” ชายชราทิ้งตัวลงนั่งบนกองฟางแห้งพร้อมโบกมือไล่อวี้เทียนให้ไปหาอะไรมาให้เขากิน
“ขอรับท่านตา ข้าจะรีบกลับมา”
พูดจบเขาก็หมุนตัวเดินออกจากวัดร้าง มุ่งหน้าสู่แสงไฟของเมืองรอยเมฆทันที อวี้เทียนมุ่งไปยังใจกลางของเมืองรอยเมฆ กลิ่นหอมของเครื่องเทศและควันไฟลอยมากระทบจมูก อวี้เทียนเดินผ่านแผงลอยที่เรียงราย สองข้างทางเต็มไปด้วยอาหาร เสียงะโป่าวร้องของบรรดาพ่อค้าแม่ค้าดังประสานกันราวกับท่วงทำนอง ทำให้อวี้เทียนรู้สึกตื่นตาเป็อย่างมาก
ท่ามกลางแสงโคมระยิบระยับและเสียงะโของพ่อค้าแม่ค้า อวี้เทียนกลับเลือกเดินเลี่ยงออกมาเพราะอาหารพวกนี้เขาไม่มีเงินพอที่จะซื้อแน่นอน
ก่อนที่จะหยุดยืนอยู่หน้าแผงลอยเก่า ๆ ตะเกียงน้ำมันดวงน้อยที่ส่งแสงริบหรี่ให้พอเห็นควันจาง ๆ ที่ลอยมาจากเข่งไม้ไผ่ มีหญิงชราผู้หนึ่งนั่งคุดคู้ประคองมืออยู่ข้างเตานิ่งสนิท ราวกับนางเป็ส่วนหนึ่งของเงาในยามค่ำคืน แววตาของนางเหม่อมองไปที่เปลวไฟภายในเตา
“ท่านยาย ซาลาเปานี่ขายอย่างไรขอรับ” อวี้เทียนเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
หญิงชราสะดุ้งเล็กน้อยก่อนจะเงยหน้าขึ้น ใบหน้าของนางเต็มไปด้วยรอยเหี่ยวย่นที่บันทึกเื่ราวแห่งความทุกข์ระทมไว้มากมาย นางฝืนยิ้มที่ดูอ่อนล้าให้เด็กหนุ่ม
“ลูกละสามอีแปะจ้ะพ่อหนุ่ม.. แต่มันเป็เพียงซาลาเปาไส้ผักป่าธรรมดา ๆ นะ รสชาติอาจจะไม่ถูกปากคนหนุ่มเท่าไหร่นัก” นางตอบพลางหยิบซาลาเปาสีขาวขุ่นที่ขนาดไม่เท่ากันนักออกมา
อวี้เทียนสังเกตเห็นที่มุมแผงไม้ มีถ้วยน้ำชาเล็ก ๆ สองใบวางคู่กันอยู่หน้าป้ายไม้เก่า ๆ ที่สลักชื่อชายสองคนเอาไว้ คนหนึ่งคือสามี อีกคนคือบุตรชาย คราบเขม่าธูปที่จางหายไปบอกให้รู้ว่านางใช้ชีวิตอยู่อย่างโดดเดี่ยวมานานแสนนานนับั้แ่พวกเขาจากไป
“ไม่เป็ไรขอรับ” อวี้เทียนตอบพร้อมกับยื่นเงินให้กับหญิงชรา
“งั้นข้าคงต้องขอตัวก่อน ขอให้ท่านยายขายของได้เยอะ ๆ นะขอรับ”
“ขอบใจมากจ้ะ” หญิงชราตอบรับด้วยรอยยิ้ม
อวี้เทียนก้มหัวขอบคุณนาง ก่อนจะเดินจากมาพร้อมกับความรู้สึกที่เริ่มก่อตัวขึ้นในใจ
ท่ามกลางความมืดมิดของ วัดสูญกาล มีเพียงแสงจันทร์ที่ลอดผ่านหลังคาผุพังลงมา อวี้เทียนเดินกลับเข้ามาพร้อมห่อซาลาเปาอุ่นๆ ชายชรานั่งขัดสมาธิอยู่บนกองฟาง ดวงตาปิดสนิทราวกับรูปปั้นหินที่ไร้ลมหายใจ
“ท่านตา.. ข้ากลับมาแล้ว” อวี้เทียนเอ่ยเบา ๆ
ชายชราลืมตาขึ้น จมูกฟุดฟิดดมกลิ่น “เ้าไปได้ของแบบนี้มาจากไหนกัน เ้าโง่ ? ตลาดนั่นออกจะกว้างใหญ่ ไม่มีเป็ดย่างหรือไก่แช่สุราหรือไงกัน”
อวี้เทียนยิ้มจาง ๆ ก่อนจะค่อย ๆ แกะห่อกระดาษออก “ข้าได้มาจากหญิงชราคนหนึ่งที่มุมถนนขอรับ” ก่อนที่อวี้เทียนจะเล่าเื่ของหญิงชราให้ท่านตาฟัง
ชายชราหยิบซาลาเปาขึ้นมาหนึ่งลูก มองดูรูปทรงบิดเบี้ยวของมันครู่หนึ่งก่อนจะกัดเข้าคำโต เขาเคี้ยวช้า ๆ อย่างตั้งใจ จนกระทั่งกลืนลงคอไป
“อื้ม.. รสชาติของความอาลัย” ชายชราพึมพำ
“ความอาลัยหรือขอรับ?” อวี้เทียนทวนคำ
“เ้ามองเห็น 'พันธนาการ' ที่นางแบกไว้หรือไม่?” ชายชราวางซาลาเปาที่เหลือครึ่งลูกลง
“สามีตาย บุตรชายจากไป แต่นางยังคงตั้งร้านอยู่ที่เดิม ทำซาลาเปารสชาติเดิม เพื่อรอคอยคนที่ไม่มีวันกลับมา นั่นคือ 'ลิขิต์' ที่พันธนาการมนุษย์ไว้ด้วยความรักและความโศกเศร้า”
อวี้เทียนกำลังจะถามต่อ กลับถูกชายชราหยิบซาลาเปาอีกลูกยัดใส่มืออวี้เทียน
“กินซะ! จะได้รีบนอน” พูดจบชายชราก็หยิบซาลาเปาครึ่งลูกที่เหลือใส่ปาก ก่อนที่เขาจะนั่งหลับตาอีกครั้ง
อวี้เทียนก้มมองซาลาเปาในมือ ก่อนจะค่อย ๆ กัดลงไป รสชาติของผักป่าที่ขมปร่าและแป้งที่หยาบกระด้างกลับทำให้เขารู้สึกถึงบางอย่าง
คืนนั้น อวี้เทียนหลับตาสมาธิอยู่ข้าง ๆ ชายชรา ท่ามกลางเสียงลมพัดผ่านซากปรักหักพังของวัดสูญกาล เขารู้สึกว่าหัวใจของเขากำลังขยายขอบเขตออกไป