ในวันเดียวกันหลิงหานก็ออกจากโรงพยาบาลเพราะการเร่งเร้าของอาคุนบริเวณท้ายทอยของเขามีแผลเป็ขนาดใหญ่ แต่ถูกปกปิดไว้ด้วยเส้นผม มองเห็นได้ไม่ชัดพอมองดูก็สมบูรณ์แบบไม่มีข้อบกพร่อง
เมื่อตัวเขาเองกับอาคุนมาถึงบริษัทต้นสังกัด ตอนเงยหน้ามองตึกสูงใหญ่ที่ดูคุ้นตา จิตใจหลิงหานเต้นระรัวถึงขีดสุด
GMG
ค่ายที่ตัวเองเคยอยู่
คิดไม่ถึงเลยว่าโชคชะตาพลิกผัน จู่ๆ จะได้กลับมาอีก
เพียงได้มองตึกสูงใหญ่ที่ดูคุ้นตานี้ เขาก็อดนึกถึงจูเป่ยเสียนกับอีซวี่ไม่ได้แค่นึกถึงสองคนนี้เขาก็รู้สึกคลื่นไส้ขึ้นมาแล้ว
“เข้าไปสิ ยืนนิ่งทำอะไรตรงนี้”
จากการพูดคุยรู้จักกันเพียงแค่วันเดียว หลิงหานรู้ได้ว่าที่จริงแล้วอาคุนไม่ได้ใส่ใจตัวเขาเองนักครั้งนี้ตัวเขาเองาเ็เข้าโรงพยาบาล ถ้าไม่ใช่ลู่ ซือหยวนเรียกให้เขามา คาดว่าเขาก็คงจะไม่มาหลายครั้งที่หลิงหานรับรู้ได้ว่าเขาแอบซ่อนความดูิ่และความรำคาญอยู่ลึกๆ
หลิงหานไม่เก็บมาใส่ใจ ใช่ว่าเขาจะชอบอาคุนมากนักถ้าอาคุนไม่ใช่ผู้จัดการของตัวเอง เขาคงอิดออดที่จะคบค้าสมาคมกับคนแบบนี้
หลิงหานสูดหายใจลึก แล้วเดินเข้าตึกสูงใหญ่ไปกับอาคุน
ภายในห้องโถงใหญ่ทั้งกว้างขวางสว่างไสวหลังคาโดมและโคมไฟที่สถาปนิกชื่อดังออกแบบมีลักษณะเด่นของโพสต์โมเดิร์น[i]รอบห้องโถงใหญ่แขวนรูปโปรโมตของดาราภาพยนต์ชื่อดังในสังกัด GMG ไว้ทั่ว ทำให้คนที่เข้ามาเห็นครั้งแรกรู้สึกชื่นชมจากใจ
แต่ว่า GMG ก็ไม่จำเป็ต้องใช้สิ่งพวกนี้ประกาศศักดาของตัวเอง เพียงเท่านี้ชื่อ GMG ก็เป็ตัวแทนทุกอย่างแล้วชายหญิงทั้งหลายที่มีความมั่นใจในรูปลักษณ์ภายนอกและพร์ ล้วนอยากแก่งแย่งกันเข้าประตูใหญ่ของ GMG ตัวเขาเองในตอนนั้นก็เหมือนกันไม่ใช่หรือ
พอเข้ามาแล้วก็พบกับดาราหลายคน อาคุนเรียกชื่อและทักทายพวกเขาทุกคนอย่างกระตือรือร้น คำยกยอปอปั้นดังข้างหูไม่หยุด
จะว่าไป มนุษย์สัมพันธ์ของอาคุนไม่เลวเลยทีเดียว
หลิงหานรู้จักคนแบบอาคุน เมื่อก่อนตอนเขาเป็จักรพรรดิจอเงิน ไม่เคยเห็นใครอยู่ในสายตาดาราเบอร์เล็กๆหลายๆ คนในบริษัทเขาก็ไม่รู้จัก วันนี้ร่วงมาอยู่จุดต่ำสุดทำได้แค่แสร้งทำตัวน่ารักอย่างจริงใจ
ขณะกำลังพูด ด้านหน้าห้องโถงใหญ่มีคนกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาแต่ละคนในกลุ่มสวมชุดสูทรองเท้าหนัง รูปลักษณ์งามหมดจด ก้าวเท้าเดินอย่างรวดเร็วเต็มไปด้วยพลังอำนาจ คนตรงกลางที่ถูกล้อมไว้ดูโดดเด่นมากที่สุด ตอนที่เขาเดินออกมาทุกคนในห้องโถงใหญ่อดที่จะส่งสายตาไปที่เขาไม่ได้
ลู่ซือหยวน
ลู่ซือหยวนสวมชุดสูทที่ค่อนข้างจะเป็ทางการ บนใบหน้าหล่อเหลาสะอาดสะอ้านมีความเย่อหยิ่งเ็าที่แสนคุ้นเคย เพียงแค่มากขึ้นกว่าแต่ก่อนอย่างเทียบไม่ได้ เดินอยู่ท่ามกลางกลุ่มคนพวกนั้นดูราวกับเป็เ้าชาย
ทำไมถึงเจอเขาที่นี่ได้
“คุณลู่!” อาคุนตาเป็ประกายเผชิญหน้าทักทายทันที
ลู่ซือหยวนพยักหน้ามาทางเขา
อาคุนลอบดันหลิงหานจนไปถึงหน้าลู่ซือหยวน เขาหันหน้ามองอาคุน อย่างงุนงง
อาคุนขยิบตาให้เขา หลิงหานไม่เข้าใจความหมายที่เขาอยากจะสื่อทำเอาอาคุนเหลืออด
ทุกคนที่โดนขวางทางต่างก็มองมาที่หลิงหาน ทำให้หลิงหานรู้สึกกดดันอย่างหนัก
“มีธุระอะไรหรือ” ลู่ซือหยวนพูดอย่างเ็าวันนั้นหลังกลับจากสุสาน ลู่ซือหยวนไม่ได้พูดกับเขาสักประโยคเดียวพาหลิงหานไปทิ้งไว้ที่โรงพยาบาลอย่างไม่ใยดี แล้วก็ขับรถจากไป ท่าทางไม่แยแสแม้สักนิดไม่รู้ว่าประโยคไหนของตัวเองไปกระตุกเส้นประสาทอันบอบบางของลู่ซือหยวนเข้าทำให้เขาชักสีหน้าใส่ตัวเองไม่หยุด
หลิงหานก็ไม่อยากจะไปคบค้าสมาคมกับคนที่เกลียดชังตัวเขาเองรู้ว่าตัวเองขวางทางเข้าแล้วจึงหลีกทาง ลู่ซือหยวนเดินก้าวยาวๆ จากข้างกายเขาไปครู่เดียวก็หายเข้าไปทางประตูใหญ่
รอจนคนไปกันหมด อาคุนก็พูดขึ้นอย่างโมโห “ทำไมนายไม่พูดกับเขา!”
หลิงหานมองด้วยตาไร้เดียงสา “พูดอะไร”
“ขอบคุณไง!” อาคุนเจ็บใจกับความล้มเหลว สายตาที่มองเขาเหมือนมองคนสมองทึบ “มีโอกาสสร้างสัมพันธ์อันดีกับเขาขนาดนี้ ทำไมนายถึงไม่คว้าไว้ให้ดี”
“เขาไม่ชอบให้คนอื่นใช้ประโยชน์จากเขา”
อาคุนส่ายหัวพร้อมถอนหายใจ “นายนี่โง่จริงๆ เลย! ในวงการสกปรกนี้ต้องหน้าหนาเข้าไว้! ถ้านายไม่ฉกฉวยไว้ ยังอยากให้เขามาฉวยนายไว้หรือไงนายคิดว่านายเป็ใครกัน”
หลิงหานไม่คิดอย่างนั้น ลู่ซือหยวนไม่ฉกฉวยเขาไว้แน่เขาเองก็คงไม่ไปฉวยลู่ซือหยวนแน่นอน อย่างไรก็ตามความสัมพันธ์ของทั้งสองคนก็ไม่ได้ดีจากนี้ความสัมพันธ์ก็ใช่ว่าจะดีนี่หน่า
วิธีเข้าสังคมของเขากับอาคุนต่างกันลิบลับ ไม่ใช่ทางเดียวกันเลยสักนิด
ทว่าลู่ซือหยวนมีบุญคุณกับตัวเขาเอง ตัวเขาเองน่าจะหาโอกาสขอบคุณเขาจริงๆ
ฟังอาคุนตำหนิพลางเดินขึ้นตึกไปที่ห้องทำงาน อารมณ์ของหลิงหานไม่ทนต่อคำเทศนาจู้จี้พวกนี้เป็ที่สุดแม้เขาจะบอกกับตัวเองว่าต้องทนก็ยังรู้สึกหงุดหงิดอยู่บ้าง
ดังนั้นจึงพูดว่า “ผมเข้าใจแล้ว ขอบคุณพี่คุนที่ชี้แนะผมจะหาโอกาสขอบคุณเขา”
อาคุนเห็นท่าทางเขาสงบปากสงบคำก็ไม่อาจพูดต่อไป แค่พูดว่า “ฉันเห็นท่าทางนายไม่ค่อยดีถ้าอย่างนั้นไปรายงานตัวกับผู้อำนวยการจูก่อนแล้วค่อยกลับไปพักผ่อนเถอะไม่กี่วันนี้อย่าออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกอีกล่ะ สักสองวันมีงานสำคัญมากนี่เป็โอกาสที่หาได้ยากยิ่ง ต้องคว้าไว้ให้ดีๆ”
เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหา หลิงหานพยักหน้าตอบตกลง
จู่ๆ มีคนจากนอกห้องทำงานก็เดินเข้ามา เป็ผู้ชายที่ย้อมผมสีส้ม ผิวขาวสวมเสื้อผ้าทันสมัยเป็พิเศษ คือชายหนุ่มแบบผู้ชายดอกไม้ยอดนิยมในปัจจุบัน
“โต้วหยางมาแล้วหรือ”
อาคุนรีบต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ต่างกับท่าทางตอนตำหนิหลิงหานอย่างสิ้นเชิง
หนุ่มน้อยคนนั้นไม่มองมาที่หลิงหานสักนิด แค่พูดกับอาคุนว่า “พี่คุนผมมีเื่ถามหาพี่”
อาคุนหันมาพูดกับหลิงหาน “นายไปรายงานตัวกับผู้อำนวยการจูก่อนเถอะจำไว้ว่าอย่าพูดอะไรซี้ซั้ว แค่บอกว่านายขับรถไม่ระวังจนเกิดอุบัติเหตุ”
หลิงหานลังเลถาม “หาผู้อำนวยการจูคนไหน”
อาคุนถลึงตามอง เห็นได้ชัดว่าเริ่มควบคุมความโกรธที่มีของตัวเองไว้ไม่อยู่แล้ว
“ยังมีผู้อำนวยการจูคนไหนอีกล่ะต้องเป็หัวหน้าสูงสุดฝ่ายการแสดงจูเป่ยเสียน ผู้อำนวยการจูของพวกเราไง!”
ได้ยินชื่อจูเป่ยเสียนสามคำ หลิงหานเหมือนโดนทุบหัวไปหนึ่งที สับสนมึนงงไปหมดหากบอกว่าตอนนี้เขาไม่อยากเจอใครที่สุดจูเป่ยเสียนเป็อันดับหนึ่งก็ไม่มีใครกล้าเป็ที่สองแล้ว
คิดไม่ถึงว่าเพิ่งกลับมาก็จะได้เจอเขาแล้วหรือ
หลิงหานไม่อยากไป แต่เห็นอารมณ์โมโหที่ปะทุขึ้นของอาคุนก็ข่มคำพูดไม่เต็มใจเอาไว้ แล้วหันหลังเดินออกจากห้องไป
จูเป่ยเสียน...
เขาไม่อยากไปเจอจูเป่ยเสียนเอามากๆ กลัวว่าตัวเองซัดหน้าเขาสักหมัดยิ่งกลัวที่จะเห็นใบหน้าอันภาคภูมิใจในความสำเร็จของเขา
ตัวเขาเองตายไปแล้ว เขาจะดีใจไหม จะเ็ปบ้างหรือเปล่า
หรือว่าตัวเขาเองตายไปแล้ว เขากับอีซวี่ยิ่งไม่มีอุปสรรคแต่ละวันผ่านไปอย่างอิสระหาที่เปรียบมิได้หรือเปล่า
พอคิดถึงตรงนี้เขาก็รู้สึกอาฆาตแค้น
ไม่สิ ทำไมผมต้องกลัวด้วย เป็เขาที่ควรกลัวจะเจอผมสิถึงจะถูก!
สีหน้าหลิงหานสงบลง ก้าวเท้ายาวๆ ไปหน้าลิฟต์
ตำแหน่งห้องทำงานของจูเป่ยเสียนแน่นอนว่าเขาคุ้นเคยเป็อย่างยิ่ง โดยสารลิฟต์ขึ้นไปถึงชั้นเจ็ดเลียบไประเบียงทางเดินสีเทา เดินไปตามทิศทางในความทรงจำอย่างช้าๆ ทุกๆก้าวที่เดินเขาก็กำหมัดแน่นขึ้นทีละนิด
เขาบอกกับตัวเองในวันนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อน ไม่อาจเหวี่ยงหมัดใส่หน้าเขา ไม่อาจหลุดปากด่าทอเตรียมใจอยู่นานกว่าจะเคาะประตู
เลขาช่วยเขาเปิดประตู หลิงหานก้าวเท้ายาวๆ เข้าไป
ห้องทำงานขนาดใหญ่กว้างขวางสว่างไสว โทนสีขาวดำดูสะอาดเรียบร้อยจูเป่ยเสียนนั่งอยู่หลังโต๊ะทำงานข้างบานหน้าต่างยาวจรดพื้น เขาถอดเสื้อสูทออกสวมเชิ้ตลายทาง แว่นไร้กรอบวางบนสันจมูก ก้มหน้าอ่านเอกสารอย่างมีสมาธิราวกับไม่ว่าเห็นหลิงหานเดินเข้ามา
หลิงหานเดินเข้าไปใกล้สองก้าวอย่างไม่รู้ตัว ตั้งใจมองใบหน้าด้านข้างของเขา
ใน่หนึ่งปีจูเป่ยเสียนไม่เปลี่ยนไปเลยสักนิดใบหน้าด้านข้างของเขายังคงดูดีอ่อนโยน ตอนแย้มยิ้มก็ละลายใจคน ไม่ว่าใครได้เจอกับเขาก็รู้สึกได้ว่าเขาเป็คนอ่อนโยนคนหนึ่ง
คงรู้สึกได้ถึงการเข้าใกล้ของเขา จูเป่ยเสียนเงยหน้าขึ้นมายิ้มให้ “นั่งสิ”
รอยยิ้มนั้นก็เหมือนกับแต่ก่อน อ่อนโยนและสุภาพ ทำให้คนคลายความระมัดระวังได้ง่ายๆแม้กับนักแสดงต๊อกต๋อยอย่างหลิงหาน จูเป่ยเสียนก็มีท่าทีนุมนวลอยู่มากในด้านนี้เขาทำได้อย่างดีไม่มีช่องโหว่ ทำให้คนจัดการเขาไม่ได้
หลิงหานจ้องมองเขาตาไม่กะพริบ ค่อยๆ นั่งบนเก้าอี้หนังด้านข้าง
คนคนนี้...ไม่เปลี่ยนแม้แต่นิดเดียวจริงๆ สีหน้า ท่าทาง ทัศนคติ เกรงว่าหลิงหานจะหาร่องรอยของการเปลี่ยนแปลงไม่เจอเลยแม้แต่น้อยเขายังคงเป็เหมือนเดิม
คนที่ไม่ได้รู้จักเบื้องลึกถ้าได้พบจูเป่ยเสียน ล้วนโดนภาพลักษณ์ของเขาทำให้เกิดความรู้สึกดีๆนี่คืออาวุธอันทรงพลังของเขา ทำให้เขาเข้ากับคนอื่นได้เหมือนปลาได้น้ำพยายามลดการสร้างศัตรู
เกิดในตระกูลร่ำรวย หน้าตาหล่อเหลา นิสัยยังอ่อนโยนมีน้ำใจแบบนี้จะทำอะไรก็คิดพิจารณาอย่างรอบคอบ สามารถได้ใจคนอื่นเสมอ...น้อยคนนักที่สามารถต้านทานเสน่ห์ของคนแบบนี้ได้ คุณชายบ้านรวยทั่วๆไปมักมีนิสัยเสียอยู่ไม่มากก็น้อย นั่นไว้สำหรับตัดสินชาติกำเนิดที่สูงส่งอย่างหนึ่งแต่จูเป่ยเสียนไม่มีเื่พวกนี้ติดตัวเลย
ในตอนนั้นนี่ก็เป็จุดเด่นของจูเป่ยเสียนที่ดึงดูดไป๋จื่อเช่อ
หลังจากนั้นมาที่ไป๋จื่อเช่อเข้าใจตัวตนของจูเป่ยเสียนก็ตระหนักได้ทันทีที่จริงจูเป่ยเสียนเป็ลูกนอกสมรสของตระกูลจูคุณแม่เสียชีวิตไปตอนเจ็ดขวบจึงถูกตระกูลจูรับกลับมาเลี้ยงดูสั่งสอนตอนนั้นนายหญิงตระกูลจูยังอยู่ ได้ยินมาว่าเป็ผู้หญิงที่ร้ายกาจคิดดูก็รู้ว่าวันเวลาของจูเป่ยเสียนที่ผ่านมานั้นไม่ได้ดีนัก ตอนเด็กจำต้องเรียนรู้การอ่านสีหน้าพฤติกรรมคนอื่นเวลาผ่านไปจึงถูกเลี้ยงดูจนกลายมาเป็นิสัยแบบนี้
เขาสวมหน้ากาก เก็บซ่อนความคิดเบื้องลึกไว้ในส่วนลึกที่สุดของใจใช้ความอ่อนโยนแสดงต่อผู้อื่น ความใส่ใจของเขาเป็วิธีเอาชนะใจคน ที่จริงแล้วเขาไม่ได้สนใจใครด้วยซ้ำน่าตลกที่จู่ๆ ตัวเขาเองก็หลงกลนั่นไปด้วย
ในสมองพลันคิดได้ประโยคหนึ่ง ไม่มีใครสามารถเปลี่ยนเขาได้ไม่มีใครสามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของเขาได้ ไม่มีใครที่เขาจะเก็บมาใส่ใจได้
ไม่รู้ทำไมขอบตาจึงร้อนผ่าวพอถึงขณะนี้ในที่สุดเขาก็ยอมรับได้แล้ว ตัวเขาเองไม่ได้สำคัญอย่างที่คิดเขาไม่ได้รักตัวเขาเองจริงๆ ความรักก่อนหน้านั้น เป็เพียงรักข้างเดียวของตัวเขาเองก็เท่านั้น
**ติดตามตอนต่อไปก่อนใครได้ที่https://www.readawrite.com/a/5e985a8f9bfc68dbf98421554d797302
[i]แิหลังสมัยใหม่(วรรณกรรม)