เสี่ยวเอ้อปากหนักบอกมิได้ว่าบุรุษหนุ่มคือใคร ไปที่ใด นางก็ไม่ขู่เข็ญบังคับ
บุรุษหนุ่มจากไปโดยชำระค่าสุราอาหารไว้เรียบร้อย ยังแต่ค่าโรงเตี๊ยม มิใช่ไม่ชำระ แต่กลับมอบเงินไว้เพียงพอสำหรับ ค่าห้องหนึ่งเดือน โดยฝากบอกให้นางกลับมาพักได้ทุกเมื่อ
สำหรับสตรีไม่มีที่ไป นี่คลับคล้ายบ้านหลังหนึ่ง
แต่นางไม่อาจรั้งอยู่
รองเ้าสำนักของพรรคปราบัมีอยู่เจ็ดคน เรียกว่าเจ็ดวัชระวิถี ซึ่งชี่หยวนเฟิงเป็เพียงหนึ่งในนั้น นางทราบดีว่ารองเ้าสำนักเฒ่าผู้นี้ไม่สนใจสตรี จึงมิได้รังเกียจมันเท่าใด ส่วนคนอื่น นางทั้งชิงชังทั้งหวาดหวั่น ด้วยพวกมันส่วนใหญ่โเี้ทารุณ มักมากกามคุณ ด้านพลังฝีมือเข้มแข็งกร้าวแกร่งผิดธรรมชาติ ความปราณีที่มอบให้สตรีหรือบุรุษทั้งหลาย คือความตาย ส่วนที่เหลือย่อมเลวร้ายกว่านั้น
เมื่อทดลองโคจรลมปราณ พบว่าฟื้นฟูถึงสี่ส่วน นี่ย่อมเป็สิ่งมหัศจรรย์ เท่าที่ทราบ ผู้ที่ประมือกับไม้เท้าทลายผา ไม่มีผู้ใดรอดชีวิต นี่แสดงว่าบุรุษหนุ่มที่ช่วยเหลือนางไม่ธรรมดา
กระนั้น รองเ้าสำนักเพียงคนเดียวนางยังมิอาจรับมือ หากพวกมันลงมือพร้อมกัน คงยากที่ผู้ใดจะทานทนได้
แม้จะได้ชื่อเป็ฝ่ายอธรรม พบเห็นสิ่งชั่วช้ามานานปี แต่เมื่อถึงคราวที่โลหิตของตนต้องหลั่งไหล ยังอดสะทกสะท้านใจมิได้
ถนนใหญ่แห่งลั่วหยาง
นางก้าวย่างมาตามทางอย่างแช่มช้า งดงามอิดโรย สองฟากฝั่งเป็ร้านรวง ผู้คนจับจ่ายใช้สอย ตัวเมืองใหญ่โตแม้ชุมนุมชาวยุทธมากหน้า แต่กับฝ่ายธรรมะซึ่งห้าวหาญอวดอ้าง เข้มแข็งพวกมาก นางมิเคยยำเกรง ไม่ว่าจะเป็ขอทานสองคนที่สะกดรอยตามมาห่าง ๆ มือธนูที่ซุ่มบนหลังคากระเบื้อง หรือคนกลุ่มใหญ่ที่โอบล้อมปิดหนทางอยู่ข้างหน้า
"ไม่นึกว่าจะได้พบบุปผาเย้ยจันทราในที่นี้ หากปล่อยให้เ้าหลุดรอดไปได้ ชาวธรรมะแห่งลั่วหยางจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด"
ผู้พูดเป็ชายวัยกลางคนร่างใหญ่ ถือขวานผ่าฟืน หากฟืนนั้นจะมีขนาดสามคนโอบ ดวงตาเคียดแค้นขุ่นมัว เส้นเืที่ศีรษะปูดโปน ริมฝีปากห้อยต่ำ ความโกรธเกลียดชิงชังปะทุออกมาจากร่าง ราวกับนางเคยเข่นฆ่าบิดามารดาของมันสักเจ็ดครั้ง นี่เป็แบบฉบับของจอมยุทธผู้องอาจที่มุ่งหมายขจัดมารผดุงคุณธรรมอย่างแท้จริง
หากเพียงนางจะรู้จักบิดามารดาของมันสักเล็กน้อย
"มิต้องรอให้ถึงรอบของขวานบั่นัท่าน หญิงเพียงคนเดียว อาศัยหอกสยบฟ้าของเราก็เพียงพอที่จะขจัดเภทภัยยุทธจักร ทราบมาว่านางโเี้อำมหิต มิเพียงฆ่ายกครัวตระกูลฟง ลอบสังหารท่านผู้เฒ่าทะเลใต้ ยังวางยาพิษตอนชุมนุมพยัคฆ์หัวซาน ทำร้ายพี่น้องเราไปหลายคน ข้าฯตามล่านางมานาน ถึงเวลาสะสางบัญชีเสียที"
บ้านตระกูลฟงหลังคาสีใด เฒ่าทะเลใต้ไว้หนวดหรือไม่ หรือแมวหัวซานจะมีกี่ตัว นางไม่ทราบ ที่แน่ชัดเพียงประการเดียวคือ หากหอกปากดีนี่ตามหานางมานาน เหตุใดไม่เคยพานพบกันสักครั้ง แม้จะเป็สตรี แต่นางมิใช่ผู้นิยมซ่อนตัวจากศัตรู โดยเฉพาะเมื่อพวกมันมิใช่คนของพรรค
นี่เป็แบบฉบับของนางงามผู้กล้า
มิต้องรอให้ถูกก้าวร้าวรังแก นางต่อยหมัดใส่คนถือขวานแทบจะในเวลาเดียวกับเท้าเตะคนถือทวน ทำเอาจอมยุทธที่ห้อมล้อมอยู่แตกตื่นชุลมุน ผู้ใดจะคาดคิดว่าชายฉกรรจ์นับสิบ มิอาจสะกดข่มสตรีเพียงคนเดียวไว้ได้
ทั้งสองยังพอมีฝือประชันกับฝีปากอยู่บ้าง ต่างยกอาวุธขึ้นปัดป้อง เสียงดังปึงเมื่อปลายขวานใหญ่หักกระเด็นไปปักตรึงกับกำแพงอิฐร้านสุรา ส่วนปลายทวนปักกับเสาไม้ร้านขายเนื้อ โดยที่ด้ามอาวุธยังคาอยู่ที่มือเ้าของ ซึ่งเปลี่ยนสภาพจากจอมยุทธผู้กราดเกรี้ยวเป็จอมยุทธหน้าไก่ต้ม เมื่อลูกธนูถูกยิงจากหลังคามาปักพื้นดิน ก็เป็จังหวะเดียวกับที่นางลอยตัวไปฟาดฝ่ามือใส่ขอทานสองคน ล้มกลิ้งระเนระนาดเข้าไปในร้านขายปลา ส่วนเ้าของร้านขายผักผู้มีไหวพริบปฏิภาณ ได้อันตรธารจากจุดเกิดเหตุไปเสียแต่แรก
ก่อนที่ฝ่ายธรรมะจะหาที่วางใบหน้ามิได้ เสียงแค่นอย่างหนักหน่วงก็ดังขึ้นด้านหลัง ทำให้นางสะดุ้งหันขวับไปในทันที ไม่มีผู้ใดอยู่ตรงนั้น แต่ตะกร้าสานใบหนึ่งลอยเข้ามาประชิดตัว จำต้องผลักฝ่ามือเข้าปะทะจนตะกร้าะเิกระจายออก พลังที่แฝงมายังเพียงพอกระแทกร่างของนางจนกระเด็นหากอยู่ในสภาวะที่มีกำลังภายในเต็มเปี่ยม อาจยังพอรับมือไหวแต่เมื่อเพิ่งาเ็สาหัสมา สิ่งที่ทำได้คงมีเพียงปล่อยร่างไปตามยถากรรม
แต่นางมิได้ล้มลง
มือข้างหนึ่งยื่นมาโอบเอวน้อย ไหล่รองรับกับต้นคอระหง อีกมือโบกพัดไปด้านหน้า
บุรุษหนุ่มยังคงเคียงข้างนาง
ทุกสรรพสำเนียงเงียบลง
ผู้ที่แค่นเสียงเตะตะกร้าไม้ไผ่เป็ชายชราผมขาว ยืนห่างออกไปหลาย่ตัว ใบหน้าเย่อหยิ่งถือดี จากชุดยาวภูมิฐานที่สวมใส่และและบริวารที่รายล้อม สมควรมีศักดิ์ฐานะไม่ธรรมดา
"รามือยอมรับการจับกุม มิฉะนั้นอย่าว่าเราโหดร้าย"
ชายชรากล่าวเสียงราบเรียบ
"ท่านคือ"
"เ้าสำนักทะเลใต้ แม้ไม่มีชื่อเสียงลือเลื่อง แต่คงพอได้ยินมาบ้าง"
"หวังว่าคงมิใช่ผู้เฒ่าทะเลใต้ หาไม่เราคงถูกผีหลอกกลางวัน"
จอมยุทธสามัคคีทั้งหลายยังคงกระชับอาวุธล้อมเข้ามา ยกเว้นหอกปากดีที่ใบหน้าแดงเล็กน้อย ก่อนจะถอยออกไป แต่ยังคงอยู่ในระยะที่สามารถรอรับเศษชื่อเสียง หากสามารถจับกุมบุปผาเย้ยจันทรา เสียงนับถือและจอกสุราจะดังขึ้นเท่าใด
สายตาเกือบทุกคู่จับจ้องมาที่นาง นั่นเพราะต่อให้ปราศจากสมญานางมารร้าย ลำพังความงามล่มเมือง ก็เพียงพอยั่วยุให้บุรุษหนุ่มน้อยยันแก่เฒ่า ลงทุนขายทรัพย์สินบ้านช่องหอบเงินสมัครเข้าพรรคมาร เพียงเพื่อขอโอกาสยลโฉมใกล้ชิดนางสักครั้ง หลายปีผ่านพ้น มีบุรุษไม่กี่คนที่ได้กลับคืนบ้านช่อง แต่เงินทองทั้งหมดไม่เคยกลับมาเลย
เ้าสำนักทะเลใต้ผู้เดียวที่มองพัด
ยามนั้นเริ่มสาย แสงแดดหน้าร้อนแผดจ้า พัดโบกเพียงเบา ๆ แต่นางรู้สึกได้ถึงสายลมเย็นกระทบใบหน้า พร้อมกับกำลังภายในที่ถ่ายทอดเข้าสู่จุดชีพจรอีกครั้ง แม้นางจะมิได้าเ็หนักดังเช่นคืนก่อน แต่เหมือนนี่เป็สิ่งที่บุรุษหนุ่มอยากกระทำ
คำพูดจากเ้าสำนักทะเลใต้ ย่อมกำหนดความสูงส่งของบุรุษแปลกหน้า หากกล่าวผิดเพียงน้อย อาจถูกเคลือบแคลงสงสัยว่าเกิดความหวาดหวั่นต่อพลังฝีมือของฝ่ายตรงข้าม แต่หากไม่ถามไถ่ก่อนลงมือ ก็ออกจะเสียบุคลิกภาพของคนในระดับเ้าสำนัก นี่แสดงว่าการมีชื่อเสียงเกียรติภูมิ มิใช่เพียงแต่อาศัยมือเท้า หาก้าเป็ใหญ่ในยุทธภพ ความเฉลียวฉลาดอดทนก็สำคัญไม่แพ้กัน
แต่ถึงจะคิดอย่างไรนั้น ก็คงต้องถามออกไป
"ผู้ใดบังอาจยุ่งเกี่ยวกับเื่ราว วันนี้ธรรมะจะกำจัดอธรรม หากยื่นมือสอดแทรก ย่อมมิพ้นชะตากรรมเดียวกัน"
ผู้พูดกลับเป็หอกปากดีนั่น
เ้าสำนักทะเลใต้ต้องรีบหยุดวาจาที่คิดไว้ หากมิใช่วางตัวเป็ฝ่ายธรรมะ ด้ามหอกที่เหลือคงไม่พ้นหลังเท้าของมัน
แต่ถึงอย่างไรเสีย คำถามที่สมควรถาม ก็ได้ถูกถามจากคนไม่สมควรให้แล้ว
พัดโบกน้อย ๆ คนไม่พูดจา
บุรุษหนุ่มสูดกลิ่นหอมของนาง
“หากยังไม่ล่าถอย คงต้องลงมือ" เ้าสำนักทะเลใต้สำทับ รู้สึกว่าตนเสียเหลี่ยมหอกปากดีนั่นเล็กน้อย
พัดไม่เปลี่ยนจังหวะแม้เสี้ยววินาที
เฒ่าทะเลใต้ทอดถอนใจก่อนต่อยหมัดออก มองดูคล้ายกับต่อยใส่นาง แต่นี่เป็เพียงอุบายหลอกล่อ ด้วยตนก็ได้ชื่อว่าเ้าสำนักหนึ่ง เป้าหมายแท้จริงจึงอยู่ที่ชายหนุ่ม หากมันขลาดเขลาล่าถอย ก็จะจับกุมนางได้โดยง่าย
แต่หมัดกลับต่อยถูกพัดที่คลี่ขวาง
พัดนั้นทำด้วยไม้ไผ่กับผ้าไหม ตามธรรมดา แม้แต่เกราะเหล็กกำแพงหิน หมัดทะเลใต้ก็ต่อยทะลุได้ แต่เ้าสำนักทะเลใต้กลับรู้สึกคล้ายกับต่อยใส่วัตถุเหนียวหยุ่น กำลังจากหมัดจึงทำได้เพียงดันพัดให้ลอยออกไปพร้อมกับร่างของบุรษหนุ่มและนางงามเบื้องหน้า
เมื่อเท้าััพื้นดินอีกครั้ง หลังของนางยังคงมีไหล่ให้พิง ลมเย็นยังกระทบใบหน้า
เ้าสำนักทะเลใต้ยืนหยัดอยู่ที่เดิม
ดูผิวเผินมันคุกคามนางมารและบุรุษแปลกหน้าให้ล่าถอยในหมัดเดียว มีแต่ตนเองจึงรู้ว่ากำลังภายในที่ส่งจากพัด พอเหมาะพอดีกับกำลังหมัดที่ต่อยออกไป นี่ราวกับเ้าสำนักทะเลใต้เป็ผู้ยกเ้าของพัดให้ลอยขึ้นจากพื้นด้วยมือของตน
ขณะที่ทุกคนจะขยับเข้ามากลุ้มรุมหนึ่งชายหนึ่งหญิงตรงหน้า เ้าสำนักทะเลใต้กลับยกมือขึ้นขวางไว้ สายตาคงมองเขม้นไปที่พัด
"เ้าเป็ใคร"
บุรุษหนุ่มแย้มยิ้ม มือยังกระชับเอวอ้อนแอ้นของหญิงงาม แต่ไม่กล่าววาจา
เ้าสำนักทะเลใต้ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนตัดสินใจหันหลังเดินออกไป คนของสำนักทะเลใต้หันไปมองหน้ากันอย่างงุนงง แต่ก็จำต้องรีบเดินตามเ้าสำนัก เหลือไว้แต่หอกปากดี ขวานเจ็ดบิดามารดร และจอมยุทธสามัคคีชุมนุมในตอนแรกอีกไม่กี่คน
เสียงขวับดังขึ้น มิใช่อาวุธแต่เป็สองมือประกบกันคำนับ
"คาดว่าวันนี้เกิดการเข้าใจผิด แม่นางโปรดอภัย ผู้น้อยยังคงขออำลา"
หางเสียงไม่ทันสิ้นสุด เ้าของคำพูดก็ห่างออกไปหลายวา ความรวดเร็วของท่าร่าง ความเด็ดขาดของการตัดสินใจ แม้แต่ไม้เท้าทลายผายังต้องนับถือ
มันคือหอกปากดีสยบฟ้านั่นเอง
ส่วนจอมยุทธที่เหลือ ใบหน้ามิหนาพอ จึงค่อยทยอยจากไปอย่างเงียบ ๆ
บุรุษหนุ่มล้วงเหรียญเงินออกมาชดใช้ให้พ่อค้าแม่ค้าที่ข้าวของแตกหักเสียหาย แต่เ้าของร้านสุรามิยอมรับเงินสักอีแปะเพียงขอให้ปล่อยปลายขวานปักไว้ตรงกำแพงร้านเพื่อเป็จุดขายเรียกลูกค้า ต่อมานิยมเรียกร้านนี้ในหมู่นักเลงสุราว่า เมาจนขวานหัก
"ท่านเป็ใคร"
มิว่าผู้ใดถามประโยคนี้ บุรุษหนุ่มคล้ายหนูหนวกไม่ได้ยิน แต่คราวนี้เป็นาง
บุรุษหนุ่มหันมายิ้ม
เป็ครั้งแรกที่นางได้เห็นหน้าผู้ที่ช่วยเหลือตนชัด ๆ
นี่เป็บุรุษธรรมดาผู้หนึ่ง ธรรมดาสุดที่จะธรรมดาได้ ใบหน้าอิ่มเอิบ ดวงตากลมโต จมูกไม่โด่งนัก ริมฝีปากบางเกินไป เค้าหน้าไม่สง่า มันความจริงสูงกว่านางถึงหนึ่ง่ศีรษะ แต่ท่ายืนปล่อยตัวตามสบาย มิองอาจหาญกล้า จึงคล้ายไม่สูงเท่าใด สิ่งที่น่าสนใจมีแต่รอยยิ้ม ยิ้มที่ไม่วิตกกังวล ไม่อนาทรร้อนใจ
นางออกจะผิดหวังอยู่บ้าง
ขึ้นชื่อว่าสตรีย่อมพึงใจบุรุษรูปงาม
นางก็เป็สตรี
บุรุษหนุ่มคล้ายรับรู้อารมณ์ของนาง แววตาหม่นหมองลง หันหลังเดินจากไป
มือน้อยขยับจะเรียก แต่ชงักไว้ มีเพียงเสียงรำพึง
“ขอบคุณ”