เฉินม่อไป๋กลับมาถึงบ้านใน่เย็น เมื่อลงจากรถก็เห็นร่างคุ้นตาชะเง้อคอยืนรอรับบุตรสาวหน้าบ้านอย่างเป็กังวล ถึงแม้ว่าเธอจะโทรหาทุกชั่วโมง แต่คนเป็แม่ก็ยังอดเป็ห่วงไม่ได้อยู่ดี
ขณะนั้นเจี้ยนลู่ก็ได้ยินเสียงบุตรสาวจากที่ไกล ๆ
"แม่!"
เจี้ยนลู่หรี่ตาลงเล็กน้อย เธอมองเห็นหญิงสาวผมยาวคนหนึ่งโบกไม้โบกมือด้วยท่าทีร่าเริง เมื่อหญิงสาวคนนั้นวิ่งเข้ามาใกล้ เจี้ยนลู่ได้ก็สามารถเห็นใบหน้าของเธอได้อย่างชัดเจน
"ไป๋ไป๋ นั่นลูกเหรอ" เจี้ยนลู่เบิกตากว้าง
"แม่ หนูกลับมาแล้ว" เฉินม่อไป๋เข้าไปสวมกอดมารดาที่ยังยืนอึ้ง
"ไป๋ไป๋ นี่ลูกไปทำอะไรมา" หลังจากเจี้ยนลู่ได้สติ เธอก็ผละออกมาจากอ้อมกอดบุตรสาวพร้อมกับลูบผมนุ่มลื่นของเ้าตัวไปด้วย
"เดี๋ยวหนูเล่าให้ฟังนะคะ แต่ตอนนี้เข้าบ้านกันก่อนดีกว่าค่ะ" เฉินม่อไป๋ยิ้มแล้วจับมือมารดาเอาไว้หลวม ๆ
เจี้ยนลู่พยักหน้าอย่างงุนงง เธอถูกจูงมือเข้าบ้างทั้ง ๆ สายตายังจับจ้องอยู่ที่ตัวบุตรสาว
เมื่อเข้ามาในบ้านแล้ว เฉินม่อไป๋ก็ดึงเจี้ยนลู่ให้นั่งลงบนโซฟาแล้วเอ่ยเล่าเื่วันนี้อย่างค่อยเป็ค่อยไป
แม้ตอนแรกเจี้ยนลู่จะใแต่ก็สงบลงในเวลาไม่นาน เมื่อก่อนเธอเคยคิดว่าดวงตาหยินของบุตรสาวคือคำสาป แต่มาตอนนี้กลับมีประโยชน์ไม่น้อยเลย
"วันนี้สนุกไหม" เจี้ยนลู่ถามพร้อมกับรอยยิ้ม เห็นบุตรสาวมีความสุขแบบนี้ เธอก็พอใจแล้ว
"สนุกค่ะ ครั้งหน้าเราออกไปเที่ยวกันสองคนบ้างดีไหมคะ" เฉินม่อไป๋กอดแขนเจี้ยนลู่พร้อมกับซบศีรษะลงบนไหล่แม่
"เอาสิ แม่ก็ไม่ได้ออกไปเที่ยวมานานแล้ว...อ่า ครั้งหน้าแม่พาลูกไปซื้อพวกเครื่องสำอางด้วยดีกว่า" เจี้ยนลู่ครุ่นคิด ไหน ๆ ลูกเธอก็หายป่วยแล้ว ไม่จำเป็ต้องแสร้งทำตัวเป็ผู้ชายอีกต่อไป
"ได้ค่ะ แล้วก็เื่สมุดบัญชีของหนู..."
"จริงด้วย แม่ก็ลืมคืนให้ลูกไปซะได้ รอเดี๋ยวนะ แม่จะไปเอามาให้" ถ้าลูกสาวไม่พูดถึงเื่นี้ เธอก็คงลืมไปแล้ว
เจี้ยนลู่กลับไปค้นหาสมุดบัญชีให้บุตรสาวก่อนจะยื่นให้ "นี่จ้ะ รหัสคือวันกับปีเกิดของลูก"
เฉินม่อไป๋รับมาด้วยความดีใจ จำได้ว่ายอดเงินที่มารดาได้เปิดเอาไว้ให้เธอครั้งแรกมีจำนวนห้าร้อยหยวน แต่เมื่อเปิดสมุดดูยอดล่อสุดกลับพบว่าตัวเลขในสมุดบัญชีนั้นมีถึงสองหมื่นหยวนเลยทีเดียว
หญิงสาวค่อย ๆ เปิดไล่ดูไปทีละหน้า ในทุก ๆ เดือนจะมีเงินจำนวนหนึ่งเพิ่มขึ้นมาเสมอ ดวงตาของเฉินม่อไป๋แดงระรื่น เธอเห็นความรักของแม่ที่มีต่อตัวเองอีกครั้ง
ร่างสูงโปร่งโผเข้ากอดคนข้างกาย "แม่ ขอบคุณนะ"
เจี้ยนลู่เองก็กอดลูกสาวตอบพร้อมกับลูบศีรษะเ้าตัวไปด้วย
สองแม่ลูกกอดกันอยู่สักพักหนึ่ง เจี้ยนลู่ก็ผละออกมาเอ่ยถาม "แล้วนี่ลูกจะกลับไปเรียนเมื่อไหร่ล่ะ"
"อาทิตย์หน้าแล้วกันค่ะ...อาทิตย์นี้หนูอยากปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมก่อน" เฉินม่อไป๋คลี่ยิ้ม เธอแทบนับวันรอกลับไปจัดการเ้าเด็กพวกนั้นเลยทีเดียว
เจี้ยนลู่พยักหน้า เธอเข้าใจว่าลูกสาวพึ่งหายป่วย ดังนั้นเลย้าปรับตัวและทำสิ่งที่ไม่เคยทำบ้าง
"ลูกหิวรึยัง แม่ทำกับข้าวไว้เยอะเลย มากินสิ" เจี้ยนลู่เดินไปเปิดฝาที่ครอบอาหารบนโต๊ะเอาไว้พร้อมกับตักข้าวให้เรียบร้อย
ถึงเฉินม่อไป๋จะกินข้าวกล่องไปแล้ว แต่เธอก็ตอบรับเพราะไม่อยากให้แม่เสียใจ
ก่อนจะลงมือกินข้าว เฉินม่อไป๋ก็พูดขึ้น "แม่ หนูขอปักธูปเซ่นไหว้ก่อนได้ไหม"
เจี้ยนลู่พยักหน้าอย่างเต็มใจเพราะรู้ว่าบุตรสาวตกลงกับิญญาว่าจะเซ่นอาหารให้หลังจากช่วยหาของโบราณไปขาย
เมื่อเฉินม่อไป๋ได้รับอนุญาต เธอก็รีบเตรียมธูปพร้อมกระดาษเงินกระดาษทองเผาให้เสิ่นอันและอู๋หลิ่วถงตามสัญญาทันที
ส่วนิญญาที่เหลือนั้นอยู่นอกเหนือจากข้อตกลง พวกเขาแค่อยากให้เธอสวดส่งิญญาให้จึงไม่จำเป็ต้องเซ่นไหว้อะไรมาก แต่ถึงกระนั้นหญิงสาวก็แบ่งผลไม้จานเล็กๆ เอาไว้ให้พวกเขาได้กินอะไรสักครั้งก่อนจากไป
"อาจารย์เฉิน ขอบคุณมากครับ" เหล่าิญญาซาบซึ้งใจ ทั้งที่เฉินม่อไป๋ไม่จำเป็ต้องให้ของเซ่นแก่พวกเขาแท้ๆ
"เกิดใหม่ชาติหน้าก็ใช้ชีวิตให้ดีล่ะ" มุมปากของหญิงสาวขยับยิ้มอ่อนโยน นอกจากจะพูดกับิญญาแล้ว เธอก็พูดกับตัวเองด้วยเช่นกัน
"พวกเราสัญญา" เหล่าิญญารับปากอย่างขันแข็ง
ในขณะที่เฉินม่อไป๋ทำพิธี เจี้ยนลู่ก็จ้องมองอย่างสนใจอยู่ตลอด เธอไม่รู้ว่าลูกสาวไปเอาวิธีการทำพิธีแบบนี้มาจากไหนแต่ก็ไม่ได้พูดถามให้เ้าตัวลำบากใจ
หลังจากทำทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย สองแม่ลูกก็ลงมือกินข้าวบนโต๊ะเช่นกัน
วันถัดมา
ในวันนี้เจี้ยนลู่ไม่ได้เปิดร้านตามปกติ แต่เธอตั้งใจจะไปที่ธนาคารกับบุตรสาวและถือโอกาสแวะห้างชอปปิ้งผ่อนคลายความเครียดจากการทำงานสักหน่อย
ธนาคารที่พวกเธอเลือกในตอนแรกนั้นอยู่ไม่ไกลจากบ้านเท่าไหร่ทั้งยังคนน้อยเลยใช้เวลาไม่นานในการดำเนินเื่
เฉินม่อไป๋ฟังพนักงานธนาคารพูดเื่การจ่ายเงินผ่านแอพอย่างตั้งใจ ทุกวันนี้การทำทุกอย่างแทบจะอยู่ในโทรศัพท์เครื่องเดียวแล้ว
หลังจากเสร็จธุระ พวกเธอก็พากันไปช็อปปิ้งที่ห้างสรรพสินค้าที่อยู่ไม่ไกลจากบ้าน ทั้งคู่ซื้อของจนลืมเวลา รู้ตัวอีกที สองมือก็เต็มไปด้วยถุงสินค้าเสียแล้ว
"ของเยอะขนาดนี้ กลับรถบัสคงลำบาก เรียกแท็กซี่ดีไหมคะ" เฉินม่อไป๋หันไปถามมารดา
เจี้ยนลู่พยักหน้า "เอาอย่างที่ลูกว่ามาก็ดีเหมือนกัน"
เมื่อตกลงกันเสร็จ พวกเธอก็ออกจากห้างไปยืนรอเรียกแท็กซี่ ผ่านไปสักพักก็มีแท็กซี่คันหนึ่งจอดลงตรงหน้า
กลิ่นอายหยินวนเวียนรอบคันรถ มีผีสาวตนหนึ่งยื่นหน้าออกมาจากฝั่งคนขับพร้อมกับมองเจี้ยนลู่ด้วยแววตาโกรธเกรี้ยว ก่อนจะหันมาสบเข้ากับดวงตากลมโตของิญญาเด็กน้อยที่เกาะไหล่ของเฉินม่อไป๋อยู่
"หนูน้อยมาเที่ยวกับครอบครัวเหรอจ๊ะ" ผีสาวมีท่าทีอ่อนลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อพูดคุยกับเด็กน้อย
"ใช่ครับ!" อู๋หลิ่วถงพยักหน้าพร้อมกับฉีกยิ้มกว้าง ตอนนี้เขานับตัวเองให้เป็ส่วนหนึ่งของครอบครัวนี้ไปแล้ว
เฉินม่อไป๋ไม่ได้คิดอะไรกับฉากทักทายกันระหว่างิญญาสองตนมากนัก เธอเปิดประตูรถแล้วหยิบถุงสินค้าต่างๆ เข้าไปนั่งด้านในตามหลังมารดา
เมื่อเข้ามานั่งในรถ เจี้ยนลู่ก็กล่าวกับคนขับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม "ไปหมู่บ้านเหม่ยหลิงค่ะ"
"ครับ" คนขับวัยกลางคนยิ้มตอบรับด้วยใบหน้าซีดเซียว ดวงตาของเขาดำคล้ำราวกับคนอดนอน ไรหนวดขึ้นเป็หย่อม ๆ บ่งบอกว่าเ้าตัวไม่ดูแลตัวเองเท่าไหร่นัก
"ออกไปจากรถสามีของฉันนะ นังแพศยา!" ผีสาวกรีดร้องอย่างหึงหวง ท่าทีที่สงบลงก่อนหน้านี้พลันมลายหายไปเมื่อเห็นสามียิ้มให้ผู้หญิงแปลกหน้า จากนั้นก็เอื้อมมือสีเทาโปร่งหมายจะคว้าคอเจี้ยนลู่
ทว่าเฉินม่อไป๋ไม่ยอมให้ผีสาวทำอะไรไปมากกว่านี้ สะบัดมือครั้งหนึ่ง ร่างกายของผีสาวก็คล้ายถูกแผดเผาจนเธอหวีดร้องเสียงดังลั่น แต่คนที่ได้ยินมีแค่เฉินม่อไป๋กับิญญาอย่างอู๋หลิ่วถงเท่านั้น
"พี่สาวเก่งกาจจริง ๆ " อู๋หลิ่วถงเอ่ยชื่นชมด้วยดวงตาเป็ประกาย
เฉินม่อไป๋ยิ้ม "นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว"
เจี้ยนลู่ได้ยินเสียงบุตรสาวพึมพำออกมาเบา ๆ ก็ขนลุกเล็กน้อย "...ล ลูกกำลังพูดกับเสี่ยวถงอยู่เหรอ"
เมื่อเห็นประกายความกลัววาบผ่านในดวงตาของเจี้ยนลู่ ผู้เป็บุตรสาวจึงเอ่ยปลอบ "ใช่ค่ะ แม่ไม่ต้องกลัวเขาหรอก เขาเป็เด็กดีมาก แถมยังน่ารักด้วย"
อู๋หลิ่วถงได้รับคำชมจนตัวลอย ใบหน้าของเขาขึ้นสีแดงก่อนจะเข้าไปเกาะแขนเฉินม่อไป๋อย่างออดอ้อน
ความจริงแล้วเฉินม่อไป๋สามารถวาดยันต์เปิดดวงตาหยินให้แม่ชั่วคราวเพื่อมองรูปร่างหน้าตาของอู๋หลิ่วถงได้ แต่แม่ของเธอกลับปฏิเสธเพราะยังไม่พร้อมเปิดรับประสบการณ์แปลกใหม่ในยามนี้ ส่วนเธอเองก็ไม่ได้รบเร้าอะไร ปล่อยให้ทุกอย่างเป็ไปตามธรรมชาติก็พอ ไม่นานเจี้ยนลู่คงชินกับพฤติกรรมของเธอไปเอง