ณ หมู่บ้านสนทยา
บรรยากาศท้องทะเลอันงดงามยามอัสดง เผยให้เห็นถึงท้องฟ้าครามที่กำลังแปรเปลี่ยนเป็สีส้มอ่อนอย่างช้า ๆ บอกถึงเวลาใกล้ค่ำ
หมู่บ้านสนทยาเป็เกาะเล็ก ๆ แห่งหนึ่ง ที่ตั้งอยู่ทางด้านทิศตะวันออกของเมืองซูโจว และยังถือเป็หมู่บ้านอันสงบสุขของชาวประมงหลายครัวเรือนอีกด้วย เพราะว่าสถานที่แห่งนี้เป็ทำเลเหมาะแก่การจับปลา ทำให้ชาวบ้านในหมู่บ้านแห่งนี้ มักจะดำรงชีพด้วยการประมงเป็หลัก
สัตว์ทะเลส่วนใหญ่ที่คนในหมู่บ้านจับมาได้ นอกจากจะเก็บไว้ทานเองบางส่วนแล้ว ที่เหลือพวกเขาก็จะนำมาขายต่อให้กับพ่อค้าที่ท่าเรือของเมืองซูโจว
โดยปกติแล้วชาวบ้านทุกคนมักจะรู้กันดีว่าไม่ควรออกเรือจนค่ำมืดและควรกลับมาก่อนที่พระอาทิตย์จะตก ดังนั้นเรือที่ออกไปหาปลามักจะกลับมาก่อนค่ำเสมอ แต่ทว่าก็ยังสามารถพบเห็นได้ในบางวันที่จะมีเรือบางลำกลับมาใน่พลบค่ำ จึงทำให้ชาวบ้านที่แห่งนี้คุ้นเคยกับการเห็นแสงไฟจากบนเรือที่กำลังแล่นเข้าฝั่ง
แสงตะเกียงจากเรือขนาดเล็กลำหนึ่ง กำลังค่อย ๆ เคลื่อนตัวอยู่ไม่ไกล มีชาวประมง 2 คนที่อยู่บนเรือ กำลังรีบเร่งช่วยกันพ่ายเรือกลับด้วยความเบิกบาน
“ฮาฮ่าฮ่าฮ่า ซานจื่อ ข้าบอกแล้วไงว่าวันนี้พวกเราจะต้องโชคดี เห็นไหมว่าวันนี้พวกเราได้มาเยอะขนาดไหน” ชายวัยกลางคนที่สวมหมวกฟางเอ่ยขึ้นกับเพื่อนอย่างอารมย์ดี
ชายผู้นี้ใส่กางเกงชาวเลขาสั้นสีน้ำเงิน เสื้อสีแดงที่ไม่มีกระดุม ทำให้เห็นแผลเป็กลางหน้าอกที่เป็รูปกากบาทขนาดใหญ่ กำลังนั่งจ้องมองดูปลาในถังไม้ที่พวกเขาดักจับได้มาจำนวนมาก
“ลู่เฟิง ปลาหมึกตัวใหญ่นั่นของข้านะ!” ชายที่ชื่อซานจื่อ มีผมสั้นสีทอง สวมเพียงแค่กางเกงผ้าบางขายาวตัวเดียว จนเผยมัดกล้ามแข็งแรงกำยำ
“ข้ารู้แล้วน่า ข้าไม่แย่งของโปรดของลูกสาวเ้าหรอก...ว่าแต่วันนี้เราจะทำเมนูอะไรดี?............”
“ซานจื่อ นี่เอ็งฟังอยู่หรือเปล่า?” ลู่เฟิงที่เห็นเพื่อนไม่ยอมตอบก็หันหลังกลับไปมองท้ายเรือ แต่ก็ไม่พบใคร
“ซานจื่อ!!! แกอย่าเล่นเป็เด็กสิวะ นี่มืดค่ำแล้วนะโว้ย พวกเราต้องรีบกลับบ้าน”
ลู่เฟิงลุกขึ้นยืนมองลงน้ำพลางะโเรียกเพื่อน แต่ก็ไม่มีวี่แววจะตอบกลับมาสักนิด
เขามองหันซ้ายแลขวา ภายในใจเกิดหวั่นกลัวขึ้นมาและนึกไปถึงเื่ข่าวลือในหมู่บ้าน เขาได้ยินมาว่ามีคนในหมู่บ้านหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย พบอีกทีก็เป็ศพตัวเย็นชืด ที่คอเหมือนถูกอะไรบางอย่างกัดเหมือนกันหมด ทำให้ทุกคนสรุปได้ว่าน่าจะเกิดจากปีศาจทะเลออกอาละวาด
“ซานจื่อ!!! ซานจื่อ!!! ถ้าเอ็งยังไม่โผล่หน้ามาข้าไม่รอจริง ๆ ด้วยนะ”
ลู่เฟิงเห็นว่าอีกฝ่ายไม่ตอบกลับ ความเป็ไปได้เพียงอย่างเดียวในตอนนี้ พวกเขาทั้งสองคนอาจจะตกอยู่ในอันตรายไม่มากก็น้อย
ไม่รอช้า เขารีบนั่งลงจ้ำพายเรืออย่างไม่คิดชีวิตทันที แต่แล้วทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงมีอะไรบางอย่างตกลงบนเรือด้านหลัง
“ตุบ!”
เขาสะดุ้งเฮือกในทันที ก่อนจะรีบหันหลังไปมองด้วยความใและพบร่างของซานจื่อนอนแน่นิ่ง ใบหน้าซีดเซียว มือเท้าหงิกงอ ดวงตาเบิกกว้างเหลือกขึ้นจนเห็นแต่ตาขาว
“พึบ พึบ พึบ”
เสียงกระพือปีกพัดพาให้กลิ่นเหม็นสาบรุนแรงที่ลอยมาแตะจมูกของเขา ลู่เฟิงจึงรีบเงยหน้าขึ้นไปมอง้าในทันที ก่อนจะได้พบกับร่างเงาขนาดั์ที่บินอยู่เหนือหัว เห็นเพียงแค่ดวงตาสีแดงก่ำ ทอประกายเย็นยะเยียบน่ากลัว ทำให้ลู่เฟิงรู้สึกขนลุกและหนาวเหน็บไปทั่วกาย
ในวินาทีนั้นเหมือนจะมีน้ำบางอย่างหยดลงมาบนแก้มของเขา มันทั้งร้อนและเหนียวข้น จนลู่เฟิงอดใจไม่ได้ที่จะใช้มือที่ว่างปาดมันออกมาดู และพบว่ามันคือหยดเื
“กรี๊ซซซ!!” เสียงเล็กแหลมดังแสบแก้วหูจนลู่เฟิงต้องยกมือขึ้นมาอุดหูเอาไว้ ก่อนจะคว้าไม้พายขึ้นมาป้องกันตัวจากปีศาจตรงหน้า
ในขณะที่ปีศาจตนนั้นกำลังร่อนตัวโฉบลงมาใกล้ ทำให้แสงจันทร์สาดส่องกระทบกับมัน ประกอบกับแสงจากไฟตะเกียง ทำให้ลู่เฟิงได้มองเห็นอสูรร้ายที่มีรูปร่างคล้ายกับค้างคาวmujขนาดเท่ากับคน กำลังแยกเขี้ยวโค้งยาวที่โชกชุ่มไปด้วยเืและพุ่งตัวลงมา
“ย๊ากก!!” “พลั๊ว!!”
โชคดีลู่เฟิงตั้งสติทัน หวดไม้พายเข้าไปโดนใบหูของมันอย่างพอดิบพอดี จนปีศาจจนนั้นต้องโซซัดโซเซบินห่างไป ในใจของเขาจึงคิดได้เพียงแค่คำว่าหนี ดังนั้นเขาเลยอาศัยจังหวะนี้ทิ้งเรือและรีบว่ายน้ำขึ้นฝั่งในทันที
“ช่วยด้วย!!!!!! ใครก็ได้ช่วยด้วย!!!!”
ลู่เฟิงที่เพิ่งตะเกียดตะกายขึ้นมาถึงชายหาดก็รีบะโร้องเรียกให้คนช่วยทันที ในวินาทีนั้นเอง ค้างคาวั์ก็บินตามเขามาและใช้กรงเล็บเท้าที่ใหญ่โตและแข็งแรง ตะปบลงมาทำให้แขนข้างขวาของลู่เฟิงขาดในทันที
“อ๊ากกก!!!!”
ลู่เฟิงร้องโหยหวนด้วยความเ็ป ทำให้ขณะเดียวกันเหมือนจะมีกลุ่มจอมยุทธพุ่งตัวมา 5 - 6 คนพร้อมกับอาวุธในมือ
“ท่านนักผจญภัยช่วยข้าด้วย ท่านนักผจญภัย!!!”
ในที่ไม่ห่างไกลนัก มีแคมป์ที่พักของกลุ่มนักผจญภัยจำนวน 12 คน กำลังนั่งตั้งวงล้อมกองไฟกันอยู่ พลันได้ยินเสียงคนร้องให้ช่วย พวกเขาก็รีบคว้าอาวุธและวิ่งไปตามเสียงเ่าั้ทันที
ทางฝั่งนักผจญภัยลงมือปะทะกับมันได้ไม่นาน ทั้งหมดก็ตามมาสมทบและทำให้ปีศาจค้างคาวรีบบินหนีจากไป
“ปีศาจตัวนี้ฉลาดมาก มันรู้ว่าสู้ไม่ได้ก็รีบหนีทันที” นักผจญภัยชายคนหนึ่งเอ่ยขึ้น
“ดูนี่สิ ดาบของข้าบิ่นหมดแล้ว หนังของมันทำด้วยอะไรกันแน่ ฟันแทบจะไม่เข้าเลย”
“ช่วยคนก่อนเถอะ” สตรีผู้หนึ่งรีบตัดบทและเข้าไปช่วยพยุงร่างลู่เฟิงขึ้นมาและพากลับไปข้างในหมู่บ้าน
หลังจากนั้นในเช้าวันถัดมา ข่าวเื่ดังกล่าวก็แพร่กระจายไปทั่ว ทำให้ชาวบานอยู่กันไม่เป็สุข จนต้องรวบรวมเงินกันมาจ้างวานนักผจญภัย หากใครสามารถกำจัดปีศาจตนนี้ไปได้ก็จะได้รับเงินรางวัลของพวกเขา ดังนั้นจึงทำให้มีนักผจญภัยมากมายที่เริ่มทยอยกันมาที่หมู่บ้านแห่งนี้และตามสืบหารังของพวกมันอย่างจริงจัง.........
ภายในระยะเวลาไม่กี่วัน หมู่บ้านสนทยาก็คราคร่ำไปด้วยกลุ่มของนักผจญภัยที่มาตั้งแคมป์พักแรมอยู่หลายจุดรอบเกาะ เพื่อเตรียมการล่าปีศาจรอบบริเวณ และด้วยความช่วยเหลือจากกลุ่มคนจำนวนมาก ในที่สุดพวกเขาก็ได้พบกับปากถ้ำของหน้าผาแห่งหนึ่งเข้า
กลุ่มนักผจญภัย 4 คนที่นั่งอยู่บนเรือและพ่ายวนดูสังเกตุรอบเกาะ ด้านหน้าของพวกเขา เห็นเป็ชะง่อนผาสูงชัน ส่วนด้านล่างเป็หินแหลมโผล่พ้นผิวน้ำขึ้นมา โดยรอบบริเวณไม่ได้มีพื้นดินให้เหยียบเลยแม้แต่น้อย
“พวกเราดูตรงโน้นสิ” หญิงสาวผมสีแดงเพียงคนเดียวในกลุ่มเอ่ยขึ้น
“นั่นถ้ำเหรอ?” ชายหนุ่มผมสั้นสีดำ รูปร่างหน้าตาหล่อเหลากำยำในชุดจอมยุทธสีดำเอ่ยถาม
ชายหนุ่มชุดจอมยุทธสีฟ้า ผมยาวสีทอง ยกยิ้มขึ้นที่มุมปากแล้วพูดขึ้นว่า “ใช่แน่ ๆ ั้แ่เราสำรวจมา ที่นี่ดูน่าสงสัยที่สุดแล้ว”
บุรุษหนุ่มอีกคนที่มีรูปร่างผอมเพรียว ใบหน้าแหลมเล็ก ก็รีบเอ่ยขึ้นอย่างตื่นเต้นดีใจว่า “พวกเรารีบเข้าไปด้านในกันเถอะ”
“ฉันว่าพวกเราควรจะเรียกให้กลุ่มอื่น ๆ มาสมทบก่อนดีไหม” หญิงสาวผมสีแดงมีท่าทีเป็กังวลและพยายามจะเอ่ยขัด
แต่ชายหนุ่มรูปร่างผอม กลับมีทีท่าก็รีบกล่าวขึ้นมาทันที
“นี่เธอจะบ้าเหรอ ขืนปล่อยให้คนอื่นมาร่วมด้วย มีหวังเงินรางวัล 200 ตำลึง ก็ยิ่งถูกหารเยอะไปกันใหญ่น่ะสิ...พวกเราไปกันแค่นี้แหละ”
“แล้วถ้าหากปีศาจมันเก่งเกินไปล่ะ?” ชายหนุ่มชุดดำพูดขึ้นแทรก
“นี่แกเป็หัวหน้ากลุ่มหรือข้าเป็หัวหน้ากันแน่?” ชายหนุ่มรูปร่างผอมเริ่มหงุดหงิดและหมดความอดทน เพราะมีแต่คนคอยขัดตนเองมาตลอดทาง
ทั้งหมดเริ่มทะเลาะกันจนเสียงดังขึ้นเรื่อย ๆ จนนักผจญภัยรอบบริเวณที่ได้ยินก็แห่กันมายังจุดที่พวกเขาทั้ง 4 คนอยู่ ทำให้บริเวณดังกล่าวมีเรือของกลุ่มนักผจญภัยหลายลำเคลื่อนตัวเข้ามากใกล้
“ไอ้บ้าเอ๊ยย!! เพราะพวกแกแท้ ๆ ทำเสียเื่หมด” ชายรูปร่างผอมสบถขึ้นอย่างเหลืออด จนสมาชิกอีกสามคนก็ได้แต่นิ่งเงียบ
“แล้วพวกเราจะผ่านเข้าไปได้ยังไงละ?” จู่ ๆ หนึ่งในนักผจญภัยผู้มาใหม่ก็เอ่ยถามดังขึ้น ทำให้ทุกคนหยุดมองและครุ่นคิดไปตาม ๆ กัน
เพราะภาพตรงหน้าแม้จะเห็นว่ามีถ้ำอยู่ แต่ด้านหน้ามีหินแหลมมากมายโผล่ขึ้นมาขวางทางเอาไว้ไม่ให้เรือแล่นเข้าไปได้ อีกทั้งบริเวณนั้นก็ไม่สามารถไปยืนได้อีกด้วย
“หึ...ง่ายมาก” จู่ ๆ ก็มีเสียงบุรุษอีกคนดังขึ้นด้านหลัง
ทุกคนต่างก็หันไปมองก็พบว่าผู้มาใหม่เป็จอมยุทธชายผมสั้นเกรียน สวมอาภรย์สีเขียวฟ้า ดูสง่าหรูหรา ตรงเอวมีป้ายหยกที่สลักคำว่า หนึ่ง ห้อยเอาไว้
บุรุษดังกล่าวมีใบหน้าหล่อเหลา มีมัดกล้ามสมส่วน ตัวสูงถึง 175 เซ็นติเมตร กำลังยืนอยู่บนหัวเรือโดยไร้คนพาย แสดงให้เห็นว่าอีกฝ่ายเคลื่อนตัวเรือด้วยพลังภายในล้วน ๆ
“ฟงหาน แห่งสำนักหมู่ตึกบัณฑิต!!!” เสียงใครบางคนเอ่ยร้องขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ ทำให้เกิดเสียงฮือฮาอยู่ครู่หนึ่ง
ในขณะนั้นนักผจญภัยชายร่างผอมที่เพิ่งทะเลาะกับกลุ่มตนเอง ก็หันมาจ้องมองผู้มาใหม่ ก่อนจะยืนขึ้นแล้วพูดเยาะเย้ยอีกฝ่ายว่า
“เหอะ!! ข้าก็นึกว่าใคร ที่แท้ก็...ไอ้หัวลูกชิ้นของหมู่ตึกบัณฑิตนี่เอง”
ฟงหานก็ชายตามองอีกฝ่ายเล็กน้อย ก่อนจะยิ้มแล้วเอ่ยสวนกลับไปว่า
“เป็แค่สวะของพรรคขุนพลเซียน ยังกล้ามาทำปากเก่งต่อบิดารึ?”
กล่าวจบ จากแววตาที่อ่อนโยนของฟงหานก็กลายเป็ดุดัน ก่อนจะใช้ท่าย่างก้าวพริบตาหายไปจากบริเวณ แล้วไปโผล่ตัวลอยอยู่เหนือลำเรืออีกฝ่าย ด้วยท่วงท่ายกเท้าค้างเอาไว้เหนือศีรษะ
“แย่แล้ว” ชายร่างผอมที่เห็นภาพตรงหน้า ถึงกับผงะเพราะความใ เตรียมตัวจะชิ่งหลบ แต่ก็ดูเหมือนจะไม่ทันการ
“งูทิพย์สบัดหาง!!!” ฟงหานะโก้องก่อนจะฟาดเท้าลงอย่างรุนแรง เกิดเป็พลังปราณรูปลักษณ์คล้ายกับงูพุ่งลงฉกอย่างรวดเร็ว
“ตู้มมม!!!”
ด้วยพลังลมปราณที่อัดแน่นฟาดฟันลงมาแบบไม่ยั้งมือ จนเกิดการะเิขึ้นอย่างรุนแรงพร้อมกับคลื่นน้ำที่สาดสัดกระจายไปทั่วบริเวณ
“อ๊าากก/ อ๊าาา / โอ้ยยย/ แม่งเอ๊ยยย!!”
สิ้นเสียงกรีดร้อง เรือของนักผจญภัยรูปร่างผอมและสมาชิกอีกสามคนก็ได้สลายกลายเป็แสงหายไปจากตรงนั้นทันที ก่อนที่ฟงหานจะเคลื่อนร่างกับมายังเรือของตนเอง และทำท่าทีเหมือนไม่เคยเกิดอะไรขึ้นมาก่อน
“พวกเขา 4 คนตายภายในฝ่าเท้าเดียว!?” นักผจญภัยที่เห็นเหตุการณ์ต่างก็พากันกลืนน้ำลายไปตาม ๆ กัน
“นี่เขาบรรลุพลังขั้นยอดฝีมือแล้วงั้นเหรอ?”
“เร็วมาก มันจะเร็วเกินไปแล้ว!? พวกเราเพิ่งจะถึงขั้นสำเร็จวิชาขั้นกลางกันเองนะเนี่ย”
“อัจฉริยะ...”
เสียงผู้คนต่างก็ชื่นชม บ้างก็ตกตะลึง ไม่คิดว่าจู่ ๆ พวกเขาจะได้มาเห็นการต่อสู้ของยอดฝีมือขึ้นที่นี้
“ยินดีด้วยท่านฟงหาน ที่แท้ท่านก็สำเร็จถึงขั้นยอดฝีมือแล้วเหรอเนี่ย นับถือนับถือ...” ผู้คนต่างก็พูดและยกมือขึ้นคารวะเขาให้แก่เขาในทันที
ฝ่ายฟงหานได้แต่ยืนยิ้มรับและพยักหน้าให้พวกเขาเ่าั้ก่อนจะรีบยกมือขึ้นแล้วเอ่ยว่า
“ข้าสังหรใจว่าปีศาจตนนี้น่าจะไม่ง่ายดายอย่างที่คิด ดังนั้นข้าจึงมีความเห็นว่าพวกเราควรจะรวมกลุ่มกันเข้าไปสำรวจ พวกท่านเห็นว่าเป็อย่างไร?”
ทุกคนที่ได้ยินต่างก็มองหน้ากันเลิ่กลัก แต่ทว่าก็ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ
ฟงหานเองก็พอจะเข้าใจสถานการณ์ได้ เนื่องด้วยเงินรางวัลที่มีแค่ 200 ตำลึงเท่านั้น การที่จะนำมาแบ่งให้คน 10 กว่าคน ดูแล้วก็คงจะเหลือคนละไม่เท่าไหร่
“วางใจเถอะ เงินรางวัลในครั้งนี้ข้าจะสละสิทธิ์ ข้าเพียงแค่้ามาช่วยเหลือชาวบ้านเท่านั้น ส่วนเื่เงินรางวัลพวกเ้าไปตกลงกันเองเถอะ...”
แม้ว่าเขาจะพูดถึงขนาดนี้แล้ว แต่ก็ยังมีคนบางส่วนที่ยังคงนิ่งเงียบไม่พูดจา ส่วนบางคนที่ไม่มั่นใจในฝีมือตนเองก็ขอเข้าร่วมด้วยในทันที เพราะอย่างไรก็ถือว่ามากันแล้ว ได้เงินติดไม้ติดมือบ้างก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย
สุดท้ายทั้งหมดก็แตกกันเป็ 4 กลุ่ม โดยที่กลุ่มของฟงหานมีสมาชิกทั้งหมด 6 คน ส่วนอีก 3 กลุ่มก็แบ่งเป็กลุ่มละ 3 คน
เมื่อฟงหานเห็นว่าทุกคนแบ่งกลุ่มกันเรียบร้อยแล้ว เขาจึงหยิบกระบี่ขึ้นมาร่ายอาคมชุดหนึ่ง ก่อนจะตวัดฟาดเฉียงลงใส่หินแหลมบริเวรหน้าปากทางเข้าถ้ำ
“บรึ้มม”
หินแหลมทั้งหมดะเิออกเป็เสี่ยง ๆ เกิดเป็เสียงะเิอึกทึกชั่วครู่ ทำให้ตอนนี้ปากทางเข้าถ้ำไม่มีสิ่งกีดขวางอยู่อีกแล้ว
หลังจากนั้นทุกคนก็ได้แต่จ้องมองไปยังฟงหาน ไม่มีใครกล้าเข้าไปก่อน เพราะเห็นกันอยู่ว่าทั้งหมดเป็เพราะเขา ทุกคนถึงได้สามารถเข้าไปสำรวจภายในถ้ำได้ อีกเหตุผลหนึ่งก็คือทุกคนต่างก็หวังว่าจะให้กลุ่มของฟงหานเป็ผู้บุกเบิกเข้าไปก่อน หากเกิดอันตรายขึ้นจริง พวกเขาก็จะได้สูญเสียน้อยที่สุด
และแล้ว เรือทั้ง 4 ลำทยอยกันเข้าไปภายในถ้ำกันอย่างระมัดระวังและค่อย ๆ หายลับเข้าไปในความมืดอย่างช้า ๆ
ที่้าของหน้าผา มีร่างของสตรีผู้หนึ่งทำตัวลึกลับ สวมชุดสีเหลืองอ่อน ปิดบังใบหน้าด้วยผ้าคลุม กำลังยืนจ้องมองเหตุการณ์เบื้องล่างั้แ่ต้นจนจบอย่างเงียบงัน สายตาของนางจ้องมองปากถ้ำด้านล่าง จนกระทั่งท้ายเรือลำสุดท้ายได้หายลับเข้าไป
นางเงยหน้าขึ้นมองโดยรอบคราหนึ่ง ครั้นเห็นว่าไม่มีใครในบริเวณดังกล่าวแล้ว นางจึงลอยตัวลงมาหยุดลงที่ปากทางเข้าถ้ำ ก่อนจะบินตามพวกเขาเข้าไปด้านในอย่างเงียบเชียบ…