ณ เมืองเป่าโจวเขตแคว้นเหอเป่ย
หมอกดำของปีศาจปกคลุมทั่วเมือง ยังผลให้ราษฎรชาวเมืองกลายเป็หูหนวกเป็ใบ้ พูดจากันไม่รู้เื่ การทำมาค้าขายหยุดชะงัก งานราชการ งานปกครองกลายเป็อัมพาตเสียสิ้น
เทพารักษ์ประจำเมืองจึงแจ้งข่าวไปรายงานยัง์เบื้องบน
อสูรร้ายผู้ก่อความเดือดร้อนยืนมองบนยอดเขาด้วยความสะใจ
ปีศาจประจำตอนนี้ ปีศาจไร้สำเนียง (噤聲魔)
พลังพิเศษ: ดูดกลืน"เสียง" ทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็เสียงพูด เสียงกระบวนท่าหรือแม้แต่เสียงความคิดในหัวของเทพเซียน ทำให้เกิดความว้าวุ่น สับสนและไม่สามารถสื่อสารกันได้
จุดอ่อน: คลื่นเสียงที่สร้างจากพลังปราณขั้นสูงสุดของเทพเซียนที่ฝึกฝนมาอย่างยาวนานและบริสุทธิ์
ณพระราชวังเทียนกง สรวง์
องค์เง็กเซียน: “เจิ้งฝู เซิ่งหมู่ เ้าทั้งสองจงไปที่เมืองเป่าโจว เพื่อปราบปีศาจผู้ทำให้ชาวเมืองกลายเป็คนหูหนวกเป็ใบ้”
“รับด้วยเกล้า”สองขุนพลชายหญิงรับคำสั่ง แล้วเหาะลงไปยังโลกมนุษย์ในบัดดล
ครั้นลงไปถึงเมืองเป่าโจว ก็พบเห็นสภาพของประชาชนนั่งหมดอาลัยตายอยากอยู่ตามถนนมากมายแม้อยู่กลางตลาด กลับไร้สรรพสำเนียงเจรจา
เมื่อเข้าไปยังที่ทำการของเ้าเมืองก็เห็นแต่หมู่ข้าราชการนั่งนิ่งราวกับคนไร้สติ ไร้การเคลื่อนไหวทั้งที่ยังมีลมหายใจ
เจิ้งฝู : ” นี่มันเวทย์มนตร์อันใดของปีศาจตนไหนกันนะ”
เซิ่งหมู่ : “ ข้าใช้พลังคลายมนตร์สะกดแล้ว ก็ไม่ได้ผล”
ทันใดนั้นก็มีเสียงคลื่นแหลมเล็กจนปวดแก้วหู ดังมาจากทิศทางรอบด้าน
สองขุนพลเอามือป้องหูแล้วแต่เสียงยังแทรกซึมลึกเข้าไปถึงจิติญญา หลังจากนั้นทั้งคู่ก็ไม่ได้ยินอะไรอีกเลยแม้แต่ความคิดของตนเอง
เขาและเธอได้แต่ยืนยิ่งราวกับหุ่นไม้ประดับห้องของจวนเ้าเมืองเช่นนั้น
ขณะเดียวกัน ในอีกภาคพื้นดินแดนตะวันตกเฉียงใต้ของจงหยวน
ณ เมืองเหลียงโจว ดินแดนของชนเผ่าเย่หลาง แคว้นกุ้ยโจว
ท่ามกลางเทือกเขาหินปูนที่โอบล้อมสายน้ำและทุ่งราบ
บ้านเรือนไม้ใต้ถุนสูงปลูกใกล้ชิดกันหนาแน่นไปตามความลดหลั่นของเชิงเขา
บนหอคอยรูปฝักข้าวโพด ปลูกสร้างจากไม้ โดดเด่นอยู่กลางเมืองนั้น
ผู้นำเผ่าเย่หลางชื่อฮ่าวหยวี่浩宇นั่งสั่งการอยู่ภายในห้องโถงใหญ่
พนักงานก็ร้องบอกการมาของอาคันตุกะ
“จื้อจุนหมัวหวางจากดินแดนหนานเยว่ขอเข้าพบ”
ฮ่าวหยวี่เพียงกวักมือเป็สัญญาณให้เข้ามา
จอมมารหมัวหวางเดินเข้ามาพร้อมไต้เทียนอ๋องทำการคารวะตามธรรมเนียม ก่อนจะกล่าว
“ข้าน้อยขอนอบน้อมท่านหัวหน้าเผ่า”
ฮ่าวหยวี่ : “ มีเื่อันใดหรือ เ้าคนป่าคนเยิง”
หมัวหวาง : “ ข้าน้อยตามหามณีนักษัตรฉลู ได้ข่าวมาว่าเก็บไว้ที่เขตเมืองเหลียงโจวภายใต้การปกครองของท่าน จึงใคร่จะมาขอยืมไปใช้สักคราว”
ฮ่าวหยวี่ ทำหน้าบึ้งตึง : “ มณีอันล้ำค่านี้บรรพบุรุษของข้าได้รับจากเทพเบื้องสูงให้เก็บรักษากันเรื่อยมาไฉนข้าจะมอบให้คนเถื่อนอย่างพวกเ้าได้ง่ายดายปานนั้นเล่า จงเร่งไสหัวไปให้พ้นหากเ้ายังรักตัวกลัวตายอยู่”
หมัวหวางยิ้มอย่างใจเย็น : “ ชะรอยท่านชั่วชีวิตคงมิเคยออกไปััโลกภายนอกแม้แต่น้อยจึงหลงเข้าใจว่าตัวท่านยิ่งใหญ่เหนือใครใต้หล้าเย่หลางเป็แค่ชนเผ่าป่าเถื่อนห่างไกลความเจริญเช่นนี้ หากข้าไม่อบรมสั่งสอนท่านบ้างคงจะหลงลำพองไปอีกนาน”
ฮ่าวหยวี่ โกรธจัด ลุกขึ้นตวาด : “บังอาจเ้าถือดีอย่างไรมาลบหลู่ข้า เฮ้ย หัวหมู่ จงจับมันไปตัดหัวบัดเดี๋ยวนี้”
แต่ยังมิทันไร หมัวหวางก็ใช้อิทธิฤทธิ์ปีศาจสาปให้หัวหน้าเผ่าเย่หลางกลายเป็วัวแดงตัวใหญ่ ถูกมัดขาทั้งสี่ข้าง นอนกลิ้งเกลือกอยู่กับพื้น ส่วนข้ารับใช้คนอื่นก็ถูกสาปให้เป็หมูบ้าง เป็เป็ดไก่บ้าง วิ่งร้องระงมตามสายพันธุ์ของตนลั่นหอไม้แห่งนั้น
เหลือไว้แต่เลขาคนสนิทผู้ยืนเคียงข้างฮ่าวหยวี่ที่หมัวหวางซักถามเขา
“จงบอกมา มณีนักษัตรเก็บไว้ที่ไหน”
ชายกลางคนรีบบอก
“เก็บไว้ชั้นบนสุดของหอคอยนี้แหละในห้องบูชาบรรพชน ข้าจะนำท่านไป โปรดอย่าได้สาปข้าเลยนะ”
หลังจากได้มณีชิ้นที่สองมาไว้ในมือหมัวหวางก็หันไปกล่าวกับเลขาหัวหน้าเผ่า
“คำสาปข้าจะคลายภายในสามวันพวกเ้าก็จะกลับสู่สภาพเดิม ฝากบอกหัวหน้าของเ้าด้วยว่า ต่อไปภายหน้าอย่าลำพองตนเยี่ยงนี้อีก”
จอมมารกล่าวจบก็หายวับไปท่ามกลางหมอกควันสีดำ
ภายในตำหนักเทพนารี เหนือเทือกเขาอัลไต
เจียงลี่ซือ หรือจิ่วเทียนเสวียนหนี่ได้รับสัญญาณเตือนภัยจากโล่ยันต์แปดทิศ ที่ใช้เป็กระจกส่องิญญาได้
ภาพปรากฏเป็จือชาง กับชิงหลิง กำลังประสบภัยในเมืองเป่าโจว
นางจึงรีบไปช่วยเหลือทันที
แต่ปีศาจไร้สำเนียงพยายามต่อสู้ ใช้คลื่นหมอกดำของมันปกคลุมเ้าแม่แต่กลับถูกคลื่นพลังปราณขั้นสูงที่ปล่อยออกมาจากน้ำเต้า สลายพลังของมารแล้วดูดกลืนปีศาจนั้นเข้าไปยังน้ำเต้าวิเศษ เป็อันสิ้นฤทธิ์ของอสูร
จือชางกับชิงหลิง ได้สติคืนมาก็น้อมคารวะองค์เสวี่ยหนี่
“ข้าน้อยทั้งสองขอขอบพระคุณที่เ้าแม่มาช่วยในครั้งนี้”
“ไม่เป็ไร พวกเ้าปลอดภัยแล้วจงกลับไปทำหน้าที่เถิด”
ครั้นกล่าวแล้ว จิ่วเทียนเสวียนหนี่ก็หายวับไป
อีกด้านหนึ่งแถบเมืองเฉิงตู เสฉวน
ไต้เทียนอ๋อง นำทัพเผ่าั์เนฟิลิมออกทำการปล้นเมืองเข่นฆ่าทหาร ฉุดคร่าหญิงสาวชาวบ้าน ทารุณผู้ชาย เด็กและคนชรา
โอรส์ จ้านหลงหวางจื่อหรือเซียวเยี่ยนหลงนำกองพลลาดตระเวนเหาะผ่านไปพบเข้า จึงเข้าไปต่อสู้กับเหล่าอสูร
“หยุดนะ ไอ้ปีศาจชั่ว หาไม่ข้าจะดับิญญาเ้า”
ไต้เทียนอ๋องหัวเราะลั่น “ เด็กเมื่อวานซืนถือดียังไงมาห้ามข้า เก่งจริงก็เชิญเข้ามา”
เ้าชาย์ควบคุมโทสะไม่ได้ก็คว้าทวนไล่แทงไต้เทียนอ๋อง แต่อดีตเ้าปกครอง์เช่นเขาย่อมมีดีเฉพาะตัวก็หายตัวไปโผล่ทางด้านหลังขององค์ชายั ก่อนจะใช้กระบี่มารฟันเข้ากลางหลัง
เซียวเยี่ยนหลงร้องลั่นด้วยความเ็ป แล้วยังถูกไต้เทียนอ๋องใช้พลังฝ่ามือมหาเทพซัดใส่จนร่างของเขาลุกเป็ไฟ
แต่เคราะห์ดีที่หนี่หวงอิ๊นผ่านมาเห็นเข้า นางรีบเนรมิตฝนทิพย์ดับเพลิงที่เผาผลาญองค์ชาย์ได้ทันท่วงทีช่วยชีวิตเซียวเยี่ยนหลงไว้อีกครั้ง
ก่อนที่นางจะคว้าตัวเ้าชายหลบหนีกลับ์ได้ก่อนด้วยนางรู้ระดับฝีมือของตนว่ามิอาจทัดเทียมไต้เทียนอ๋อง
“ท่านเบื่อหน่ายชีวิตเทพเซียนแล้วหรือไรจึงกล้าไปต่อกรกับไต้เทียนอ๋อง ผู้เป็อดีตาา์ หากข้ามิไปพบก่อน ท่านคงได้เป็ิญญาเร่ร่อน”
“ข้าเป็ทหารลาดตระเวน เมื่อเห็นความผิดซึ่งหน้าจะให้ข้านิ่งดูดาย มิกระทำการใดเช่นนั้นหรือ หากข้าละเว้นหน้าที่ เ้าก็คงตำหนิข้าเช่นกัน”
ธิดาเสนาบดีได้ฟังก็แอบอมยิ้มแต่ยังฉายแววเย้ยหยันในสายตา เพราะในใจของนาง มีแต่จือชางขุนพลผู้เก่งกล้าเท่านั้น ที่เหนือกว่าเยี่ยนหลง
ณ ลำคลองใสสะอาด เมืองซูโจว
ในเรือลำน้อยมีหลังคาประทุน หญิงสาวแจวท้ายอย่างเชื่องช้า
สองฟากฝั่งมีต้นหลิวทอดกิ่งยาวห้อยลงแตะผิวน้ำยามสายลมพัดพากิ่งนั้นก็ลู่ไปตามลม
เรือลอดใต้สะพานโค้งเป็บาง่
จือชางในชุดแต่งกายแบบบัณฑิต นั่งโบกพัดจีบ นั่งสนทนากับชุนฮวากันในลำเรือ
สาวชาวป่ารินสุราใส่จอก ก่อนยื่นให้ขุนพลหนุ่ม
“นี่เป็เหล้าบ๊วย ที่ข้าหมัก และต้มกลั่นเองท่านลองชิมดูสิ”
“เ้าเป็อย่างไรบ้าง หมู่นี้ข้าติดภารกิจมากมายจึงห่างหายไป มิอาจมาพบเ้า” ขุนพลหนุ่มเอ่ยถามขณะยกจอกขึ้นจิบสุรา
“ข้าสบายดี ท่านก็ทำหน้าที่ให้ดีเถิดข้าเป็เพียงหญิงชาวบ้าน จงอย่าให้เสียการสำคัญเพราะข้าเลย”
“ระหว่างนี้เหล่าปีศาจร้ายเหิมเกริมสร้างความวุ่นวายไปทั่วแผ่นดิน มิรู้วันใดจึงจะสงบสุข ข้าเองก็เอือมระอาเต็มทน”
ชุนฮวาได้ฟังดังนั้น ก็ร่ำร้องเป็เพลงเปรียบเทียบชีวิตชาวบ้านกับขุนนาง
( เพลง สุราเหมยเคียงวารี 梅酒伴水歌 )
敬水流觴映日輝, จอกหนึ่งยกให้สายน้ำไหลส่องประกายแดด
再敬繁花著錦衣。 จอกสองยกให้ดอกไม้สวยดุจแพรไหม
三敬暖飯滋五臟, จอกสามยกให้ข้าวอุ่นบำรุงกาย
四敬好夢伴寐歸。จอกสี่ให้ที่นอนนุ่มหลับฝันดี
宮牆深鎖天闕遠, กำแพงวังสูงใหญ่ปิดกั้นดุจสรวง์ที่ห่างไกล
怎比阡陌自在飛 จะเทียบได้อย่างไรกับชาวบ้านที่โบยบินอย่างอิสระ
禽鳥為伴聲聲悅, สกุณาเป็เพื่อนร่ำร้องกล่อมสำราญ
曉露新妍笑顏菲。หยาดน้ำค้างยามอรุณรุ่งยิ้มต้อนรับจริงใจ
無拘無束樂逍遙, ไร้ซึ่งเครื่องผูกพัน สุขสำราญในความเสรี
本是人間自在身。อิสระ เริงร่า ไร้ห่วงผูกมัด อนัตตา
( ฟังเพลงนี้ได้ตามลิ้งค์นี้ https://suno.com/s/xq8pW5C4Q2XDBNzo)
จือชางได้ฟังจบเพลงก็ยิ้ม เอ่ยชม
“ลึกซึ้ง ลึกซึ้งยิ่ง ข้าคงต้องหาโอกาสสละตำแหน่งมาอยู่ชนบทกับท่านแล้ว”
แล้วทั้งคู่ก็หัวเราะกันอย่างมีความสุข
แต่ใกล้เคียงกันนั้นมีใครบางคนแอบมองอยู่เื้ัต้นไม้ริมคลอง
หญิงสาวเห็นเรือแล่นผ่านไปแล้วจึงเปิดผ้าคลุมหน้าออก
เป็เจียวถิง ธิดาเสนาบดี์นั่นเอง
หล่อนพึมพำกับตนเองประกายตาแวววับ
“องค์หญิงจำเป็ต้องรู้เื่นี้แล้ว”
จบตอนที่ 3
(แต่งจบตอนวันที่ 5 ก.ค.68 )