มาวินเดินตรงไปข้างหน้าด้วยท่าทางมาดมั่น ใจฮึกเหิมอย่างบอกไม่ถูก เพราะเขาคือคนแรกในรอบสิบปีที่ลงทะเบียนสายอาชีพในตำนาน(หรือเปล่านะ) เด็กหนุ่มอยากพิสูจน์ว่าเส้นทางที่เลือก ไม่ใช่พวกไร้ค่าอย่างที่ทุกคนเข้าใจ
ไม่นาน มาวินก็ถึงใจกลางเมือง ทันใดนั้นเอง กลิ่นหมูอบก็ลอยมาเตะจมูก ทำให้เขาต้องชะงักฝีเท้า ดวงตาเหลือบมองรอบๆ เพื่อค้นหาที่มา ไม่นานก็พบว่าจุดกำเนิดของมันมาจากร้านขายบะหมี่น้ำข้างทาง
“ เหมือนจริงเกินไปแล้ว มีกระทั่งร้านบะหมี่ด้วย” เด็กหนุ่มทึ่ง สองเท้านำพาไปยังร้านค้าซึ่งเป็อาคารไม้ชั้นเดียว ภายในนั้นมีโต๊ะ เก้าอี้ไม้เก่าๆอยู่ห้าชุด เกือบทุกที่มีผู้คนจับจอง
“ ซาหวาดดีคับ นายทั่นต้องกันอะไรคับ” เถ้าแก่พาร่างอ้วนใหญ่ในชุดเสื้อกันเปื้อนสีขาวออกมารับหน้า จากสำเนียงที่ไม่ชัดเจน ประกอบกับโหงวเฮงบนใบหน้า บอกได้เลยว่านายคนนี้น่าจะมีเชื้อสายชาวั
“ ไม่มีอะไรหรอก เถ้าแก่ ชั้นแค่เดินไปเดินมาในเกมตั้งสองชั่วโมง เลยรู้สึกหิวน่ะ อยากขอเกี๊ยวน้ำหมูแดงกินซักชาม ” มาวินเอามือกุมท้องตัวเอง ท่าทางหิวโซ
“ เชิญทางนี้คับ นายทั่น ” เถ้าแก่ออกอาการงงกับประโยคที่ว่า “เดินไปเดินมาในเกม” แต่สุดท้าย เขาก็สลัดความสงสัย และเชื้อเชิญให้เด็กหนุ่มไปนั่งที่โต๊ะตัวในสุด
พอประจำที่ เด็กหนุ่มก็ฉุกคิดได้ว่ากำลังอยู่ในโลกของเกม ไม่ได้อยู่ในประเทศไทยเหมือนที่เคย จึงเอ่ยถามเถ้าแก่
“ เอ่อ เถ้าแก่ เกี๊ยวน้ำของที่นี่ราคากี่บาทเหรอ ”
“ บาท….คืออาไรคับ นายทั่น ” เถ้าแก่งง
“ ก็สกุลเงินไงเล่า มันเอาไว้ใช้จ่าย ซื้อขายทรัพย์สินต่างๆ ” มาวินรู้สึกเหนื่อยอ่อน เด็กหนุ่มยอมรับว่าโลกใบนี้มีอะไรให้เขาเรียนรู้อีกเยอะ
“ ฮ่อ ท่าทางทั่นจะมาจักต่างเมืองที่ห่างไกลมักๆ บนโลกนี้ใช้เงินเพียงแค่สี่แบบเท่านั้น นั่นก็คือเหรียญทองแดง เหรียญเงิน เหรียญทองและเหรียญทองคำขาว ” เถ้าแก่ร่างอ้วนชี้แจง
“ ทองแดง เงิน ทองและทองคำขาว อะไรมีค่ามากกว่ากัน เถ้าแก่ช่วยอธิบายหน่อย ” มาวินรู้สึกสงสัย
เถ้าแก่มองหน้าเด็กหนุ่มแบบงงๆ สุดท้ายก็อธิบายแต่โดยดี รายละเอียดของอัตราแลกเปลี่ยนมีดังนี้
อัตราแลกเปลี่ยนในโลก The DarkWorld
100 ทองแดง = 1 เงิน
100 เงิน = 1 ทอง
100 ทอง = 1 ทองคำขาว
“ อ้อ เป็แบบนี้เอง ว่าแต่เกี๊ยวน้ำมีราคาเท่าไหร่เหรอ ” สีหน้าของมาวินดูแหยๆ เพราะเขาไม่มีเงินติดตัวซักทองแดงเดียว
“ ราคา 50 ทองแดงคับ เอ่อ ว่าแต่นายทั่นมีเงินติดตัวมาบ้างมั้ย ” เถ้าแก่นึกเอะใจ เพราะอ่านสีหน้าของเด็กหนุ่มออก
“ ฮะๆ ไม่มีซักทองแดงเดียว ขอแปะโป้งไว้ก่อนได้มั้ย”มาวินหัวเราะแห้งๆ
……………………
(หน้าร้านบะหมี่น้ำ )
มาวินปลิวถลาลงไปนอนคว่ำหน้ากับพื้น ผลงานดังกล่าวมาจากลูกจ้างร่างั์สองนายที่จับเขาโยนบก
“ ไปเลยนะ ไอ้เด็กบ้า อย่าเข้ามาในร้านอีก ขืนดื้อดึง อั้วจะสั่งให้ลูกน้องรุมตื้บ ”เถ้าแก่ไล่เด็กหนุ่มผู้เคราะห์ร้าย โดยมีเหล่าลูกน้องร่างั์ยืนกระหนาบซ้ายขวา
“ อู้ย ไม่เห็นต้องรุนแรงเลย”เด็กหนุ่มลุกขึ้นมาเถียง ปากก็ร้องโอดโอยเบาๆ
“ ก็ลื้อไม่มีเงิน แต่ดันทะลึ่งเข้ามาสั่งของกินในร้าน มันก็ต้องโดนแบบนี้ ” เถ้าแก่โวยกลับ
“ แล้วชั้นจะหาเงินได้ยังไง ” มาวินโวยบ้าง เพราะตัวเขาเองไม่รู้จริงๆว่าจะหาเงินในโลกนี้ด้วยวิธีใด
“ มีหลายทาง ไอ้หนู วิธีที่แรกคือ…..ทำงานตามสาขาอาชีพของตนเอง ”เถ้าแก่แจง
“ ชั้นทำอะไรไม่เป็เลย นอกจากเล่นเกมและสเก็ตบอร์ด ” มาวินตอบไม่เต็มเสียง ภายในใจแอบคิดว่าโลกนี้จะมีอาชีพยูทูปเบอร์สายแคสเกมมั้ยนะ
“ งั้นวิธีที่สอง ลื้อก็เข้าร่วมการแข่งกีฬาหรือการประลองฝีมือที่จัดขึ้นในหลายๆเมืองทั่วโลก ถ้าชนะ ก็จะได้เงินรางวัล ” เถ้าแก่แนะนำวิธีที่สอง
“ อืม ” เด็กหนุ่มพยักหน้ารับคำ ภายในใจแอบคิดว่าที่นี่ เขาเล่นสเก็ตบอร์ดกันมั้ย
“ ส่วนวิธีที่สาม ลื้อก็ออกล่ามอนสเตอร์หรือไม่ก็หาของป่า จากนั้นก็นำมาขายให้กับคนที่้า “ เถ้าแก่แนะนำวิธีหาเงินที่ดูแล้ว น่าจะง่ายสุด
“ เยี่ยม วิธีนี้ดีที่สุด เพราะชั้นเองก็อยากบู๊กับมอนสเตอร์เต็มแก่แล้ว ” มาวินลุกขึ้นยืน ดวงตาเรียวเล็กเปล่งประกายมุ่งมั่น
“ งั้นเชิญ มีเงินเมื่อไหร่ ค่อยมากิน ” เถ้าแก่ตัดบท
“ เออ คอยดูดิ หลังจบภารกิจล่ามอนสเตอร์แบบจัดเต็มเมื่อไหร่ ชั้นจะเอาเงินมาซื้อร้านบะหมี่ของแกเลย ฮ่า ฮ่า ฮ่า” มาวินหัวเราะร่า เขาหมายมั่นปั้นมือว่าจะล่ามอนสเตอร์อย่างบ้าคลั่ง จากนั้นก็เอาไอเท็มที่ดรอปมาแลกเงิน เพื่อเทคโอเวอร์ร้านแห่งนี้
เถ้าแก่ส่ายศีรษะไปมา แล้วเดินจากไปโดยไม่โต้ตอบซักคำ เพราะไม่อยากยุ่งกับคนบ้า ซึ่งจะว่าไป ท่าทางของมาวินก็ดูคล้ายคลึงอยู่เหมือนกัน
……………………..
มาวินเดินต่อไปเรื่อยๆด้วยจิตใจมุ่งมั่น ในที่สุด ก็ถึงประตูเมือง เขาเหลือบไปเห็นทหารยามสองคน ซึ่งยืนถือหอกคม นิ่งขึ้ง ไม่ไหวติง
“ อ้าว นั่นมันพี่ยามที่เคยไล่เราไปลงทะเบียนนี่นา ได้การล่ะ ขอเอาคืนหน่อยนะ พี่ทหารยามจ๋า ” เด็กหนุ่มหัวเขียวนึกคะนอง
มาวินหยุดยืนใกล้ทหารยามคนที่หนึ่ง เขาเงยหน้าขึ้นมอง เพราะพลหอกนายนี้ค่อนข้างสูง เด็กหนุ่มยิ้มทะเล้น วินาทีต่อมา ก็ยื่นนาฬิกาประจำตัวไปจ่อใบหน้าของอีกฝ่าย พลางะโเสียงดังจนผู้คนแถวนั้นหันมาสนใจ
“ หวาดดีจ้า….พี่ทหารยามจ๋า เห็นนาฬิกานี้มั้ย นี่ไงครับ เล่นงานชั้นไม่ได้ล่ะซิ เหอ เหอ”
ทหารยามนายนั้นไม่มีปฏิกิริยาใดๆ เขาได้แต่ยืนนิ่ง สีหน้าดูแข็งกระด้าง ราวกับรูปปั้น
“ ว้า....... เซ็ง ไม่โต้ตอบอะไรเลย ไปดีกว่า ” มาวินเซ็งที่กวนประสาทไม่สำเร็จ จึงเปลี่ยนเป้าหมายมาแกล้งทหารยามอีกคนในรูปแบบเดิม
ทหารยามนายนี้รูปร่างสูงพอๆกับคนแรก แต่กายดูกำยำกว่า ใบหน้าเหลี่ยมกรามใหญ่ภายใต้หมวกเหล็กทรงกลมยังคงนิ่งเฉย มีเพียงแววตาเท่านั้นที่แสดงออกถึงอารมณ์ขุ่นมัว
“ เฮ้อ หมอนี่ก็ไม่ยั้ว เซ็งชะมัด แกล้งคนไม่สำเร็จอีกตามเคย ” มาวินเอาสองมือประสานท้ายทอย ท่าทางเบื่อหน่าย จากนั้นก็หันหลังกลับ เพื่อเตรียมลาจาก
ระหว่างนั้นเอง เด็กหนุ่มรู้สึกว่ามีของแข็ง คล้ายกำปั้นเขกลงมาที่กลางกระบาล ดาเมจนั้นรุนแรงจนถึงขั้นต้องทรุดกาย
“ โป๊ก ”
“ โอ๊ย เจ็บ ” เด็กหนุ่มกุมศีรษะ พลางหันกลับไปมอง ก็พบว่าทหารยามร่างล่ำยังคงยืนนิ่ง แต่คราวนี้แปลกประหลาดตรงที่ใบหน้าเหมือนจะอมยิ้มหน่อยๆ
“ หน็อย อย่างนี้มันต้องวิวาท ” เด็กหนุ่มรู้สึกโกรธเคืองที่ถูกเขกหัว จึงปรี่เข้าไปหาทหารยาม
“ หือ...... ” ทหารยามร่างั์ไม่ขยับกาย แต่ส่งเสียงขู่ในลำคอ เพียงเท่านี้ก็ทำให้เด็กหนุ่มหยุดชะงักและคลายอาการดุร้าย
“ อ้อ เปล่า ไม่มีอะไรครับ แค่จะเดินมาขอบคุณที่หยอกล้อด้วยการลูบหัว แต่รู้สึกว่าพี่ท่านจะหนักมือไปหน่อยนะ แฮะๆ ” มาวินแก้เกี้ยวด้วยการหัวเราะแห้งๆ
“ เหวอ นั่นอะไรอยู่ข้างหลัง ” ทันใดนั้นเอง เด็กหนุ่มก็ร้องเหวอ พร้อมอ้าปากค้าง ท่าทางเหมือนเห็นอะไรบางอย่างที่น่ากลัว ส่งผลให้ทหารยามร่างั์หันไปมองตาม
“ ดีล่ะ ได้จังหวะแล้ว ” มาวินเห็นสบโอกาส จึงเตะไปที่หน้าแข้งของทหารยามร่างั์ จากนั้นก็วิ่งหายเข้าไปในกลุ่มคน
ทหารยามร่างั์หันกลับมามอง ท่าทีเฉยเมย คล้ายไม่รู้สึกรู้สากับการถูกจิ้มหัวเกือก วินาทีต่อมา เขาก็ถอนหายใจออกมาเบาๆ
“ เฮ้อ......... ”
...........................
มาวินหนีภัยได้ไม่นาน ก็ออกมานอกเมือง บรรยากาศในยามนี้ถูกล้อมรอบไปด้วยทุ่งหญ้าเขียวขจี มีต้นไม้ใหญ่น้อยขึ้นเป็หย่อมๆ ใต้พฤกษานั้นมีกลุ่มคนนั่งสรวลเส เฮฮา กระนั้นก็มีบางกลุ่มที่ดูเหมือนจะถกกันในเื่เครียดๆ สังเกตได้จากสีหน้าและท่าทาง ไม่เพียงเท่านี้ ในบางจุดที่ห่างไกลผู้คน เด็กหนุ่มสาบานกับตัวเองว่าเห็น “คู่รักหนุ่มสาวกำลังนอนหนุนตักกัน”
“ โห นี่คือเกมแน่เหรอเนี่ย ทำไมเหมือนจริงปานนี้ ” มาวินรำพึงรำพันกับตัวเอง
เด็กหนุ่มเดินไกลออกไปอีกหน่อย ก็พบแม่น้ำสายยาวซึ่งกว้างประมาณ 10 เมตร พื้นผิวข้างใต้ดูสดใส แตกต่างจากแม่น้ำบนโลก
“ เอ แม่น้ำนี้ตัดขวางทาง สงสัยต้องยอมเปียก เพื่อเดินข้ามซะล่ะมั้ง ” ระหว่างที่มาวินขบคิด เด็กหนุ่มก็เหลือบไปเห็นสะพานข้ามแม่น้ำที่ทำจากหิน มันดูแข็งแรงและกว้างพอจะให้รถแล่นพร้อมกันถึงสองคัน
“ โอ้ เยส เจอสะพานพอดีเลย ไม่ต้องเปียกน้ำแล้ว ว่าแต่ตอนนี้ เราเดินออกจากเมืองมาร่วม 10 นาที แต่ยังไม่เจอมอนสเตอร์เลย นี่มันยังไงกัน ” เด็กหนุ่มดีใจที่เจอสะพานหิน แต่แปลกใจที่ป่านนี้ยังไร้มอนสเตอร์ให้ประมือ
ขณะที่เดินข้ามสะพาน มาวินก็พบเด็กชายคนหนึ่งที่มีอายุราวๆ 12 ปี ร่างเตี้ยเล็กถูกซ่อนอยู่ในเสื้อคลุมสีน้ำเงิน บนหัวไว้ผมสั้นสีทองที่ดูหยักศก ใบหน้าเล็กและอ่อนเยาว์ถูกประดับด้วยดวงตากลมโตที่สดใส ทั่วกายสั่นเทา คล้ายหวาดกลัวบางอย่าง
“ ไง เ้าหนู นายมายืนสั่นเป็เ้าเข้าทำไม ” มาวินตรงเข้าไปทักทาย
“ สวัสดีครับ พี่ ผมรู้สึกกลัวน่ะ เพราะนี่เป็การต่อสู้ครั้งแรก ” เด็กน้อยตอบกลับอย่างสุภาพ
“ ฮะๆ เหมือนชั้นเลย อย่าซีเรียสน่า ไอ้หนู คิดว่าไปเล่นเกมให้สนุกก็แล้วกัน ” มาวินปลอบพร้อมส่งยิ้มให้
เด็กน้อยยืนเอ๋อกับคำพูดของมาวินอยู่พักใหญ่ พอตั้งหลักได้ เขาก็ค้านเบาๆ ท่าทางเหมือนคนที่ไม่ค่อยมั่นใจในตัวเอง
“ เอ่อ พี่ครับ การล่ามอนสเตอร์เป็การฝึกฝนอย่างหนึ่ง ไม่ใช่เล่นเกมอย่างที่พี่เข้าใจ ”
“ เื่นั้นช่างมันเถอะ ตกลงนายจะออกไปสู้กับมอนสเตอร์อะไร แล้วมันอยู่ที่ไหน ” มาวินรีบตัดบท เพราะขืนอธิบายต่อ เกรงว่าเด็กน้อยจะงงมากกว่านี้
“ ผมกะมาสู้กับสไลม์น่ะครับ มันเป็มอนสเตอร์ที่มีขนาดใหญ่กว่าฝ่ามือเล็กน้อย หน้าตาคล้ายเยลลี่เหลว ส่วนใหญ่จะมีสีเขียว ” เด็กน้อยอธิบายรูปร่างหน้าตาของคู่ต่อกร
“ เ้าตัวกะเปี๊ยกที่มีหน้าตาเหมือนขนมนี่เอง นายกลัวเข้าไปได้ยังไง ไม่ไหวเอาซะเลย ” เด็กหนุ่มตอบกลับ ท่าทางดูแคลนอย่างเห็นได้ชัด
“ เอ่อ พี่ครับ สไลม์เป็มอนสเตอร์ที่กระจอกสุดก็จริง แต่มันสามารถพุ่งชนเราได้ ความแรงในการโจมตีก็เท่ากับตบหนักๆของผู้หญิงคนหนึ่ง แถมบางตัวยังมีพิษอีกต่างหาก ซึ่งจะทำให้แสบคันบริเวณที่ถูกัั ” เด็กน้อยสาธยายสรรพคุณของคู่ต่อสู้
“ อู้ว ซี้ด.....น่ากลัวจนตัวสั่น ว่าแต่เ้าพวกนี้อยู่ที่ไหน ชั้นจะตามไปตื้บเล่นแบบขำๆ ” มาวินแสร้งทำเป็กลัว
“ พวกมันรวมตัวอยู่ที่ชายป่าครับ ”เด็กน้อยชี้ไปยังชายป่าที่อยู่ข้างหน้า กะคร่าวๆน่าจะห่างออกไปประมาณ 100 เมตร
มาวินมองจุดหมายปลายทาง จากนั้นก็หันกลับมาทางเด็กน้อยที่ยืนเคียง อึดใจต่อมา ก็เอ่ยปากเชื้อเชิญ
“ ไอ้หนู นายสนใจไปลุยด้วยกันมั้ย ชั้น้าผู้ช่วย ”
“ โอ้ เยี่ยมไปเลย ผมเองก็อยากสู้เหมือนกัน แต่ก็ยังกลัวๆอยู่ เลยรอให้มีคนมาชวนเข้าปาร์ตี้ ” เด็กน้อยยิ้มจนแก้มปริ
“ โอเค ตกลงเราไปลุยด้วยกัน ว่าแต่อาชีพของนายคืออะไร ” มาวินถาม
“ นักศึกษาขั้น1 สายเวทมนตร์โจมตีครับ แล้วพี่ล่ะ ดูจากหน่วยก้านน่าจะเป็นักสู้สายมือเปล่าแน่ๆ ” เด็กน้อยร่าเริง เขาพอใจที่ได้เพื่อนร่วมทีม
“ เปล่า ชั้นเป็พวกไร้อาชีพ เพิ่งลงทะเบียนกับNPCเมื่อครู่นี้ ” มาวินตอบเรียบๆ ใบหน้ายิ้มละไม ในใจนึกเอ็นดูเด็กน้อยคนนี้เข้าให้แล้ว
“ เมื่อกี้ พี่ว่าไงนะ ” เด็กน้อยหุบยิ้มทันที
“ เอ่อ ก็สายไร้อาชีพไง ” มาวินงง เขากำลังคิดว่าตนพูดอะไรผิดไปรึเปล่า
“ ไปตายให้หนอนแดกเลย ไอ้บ้า หลงชื่นชมตั้งนาน นึกว่าเป็นักสู้ผู้กล้า ที่ไหนได้ก็แค่พวกกากไร้ฝีมือ เชอะ ไอ้งี่เง่า ชาตินี้อย่าได้พบเจอกันอีกเลย ” เด็กน้อยเปลี่ยนบุคลิกอย่างฉับพลัน จากเรียบร้อยกลายเป็นักเลงปากจัด หลังจากด่าทอได้ชุดใหญ่ ผู้เยาว์ก็วิ่งจากไปอย่างรวดเร็ว ทิ้งให้มาวินยืนเอ๋อตามลำพัง
อาการสตั้นคงอยู่เกือบนาที มาวินก็รู้สึกตัว ความโมโหคืบคลานเข้ามาแทนที่ เป็เหตุให้เด็กหนุ่มสบถกลับ
“ หน็อย ไอ้เด็กบ้า อยู่ดีๆก็มาด่ากันซะยับ เจอกันครั้งหน้า ชั้นจะจับเขกกะโหลกให้ร้องไห้เลย คอยดูดิ ”
หลังจากความโกรธคลายตัว มาวินก็นึกสงสัยว่าทำไมอาชีพของตนถึงได้เป็ที่รังเกียจของสังคมขนาดนี้ แต่ขบคิดได้ไม่นาน เขาก็เดินจากไป จุดหมายปลายทางมีเพียงหนึ่งเดียวนั่นก็คือชายป่าอันเป็แหล่งกบดานของเหล่าสไลม์
...........................
พอเด็กหนุ่มเดินมาถึง ก็พบว่าอากาศบริเวณนั้นค่อนข้างอับชื้น มิหนำซ้ำ ยังดูอึมครึมเพราะมีต้นไม้ใหญ่ขนาดสามคนโอบยืนต้นติดกันแน่นขนัด ทำให้บดบังแสงอาทิตย์ที่สาดส่องไปกว่าครึ่ง
เด็กหนุ่มหันซ้ายแลขวา เพื่อค้นหามอนสเตอร์ที่เรียกว่า “สไลม์” วินาทีต่อมา สายตาอันแหลมคมก็ประสบกับสิ่งมีชีวิตประหลาดกลุ่มหนึ่ง
สิ่งมีชีวิตเ่าั้มีลักษณะคล้ายเยลลี่ใสสีเขียว ขนาดค่อนข้างเล็ก กะคร่าวๆน่าจะประมาณหนึ่งฝ่ามือเศษ ดวงตาสองข้างกลมโตและบ้องแบ๊ว ปากจิ้มลิ้มฉีกกว้างเหมือนจะยิ้ม ดูไปแล้ว น่าจะไม่มีพิษสงอะไร
มาวินรู้สึกคึกคัก เขารีบขวางทางเดินของเหล่าสไลม์ ทำให้พวกมันพร้อมใจกันมองหน้าเด็กหนุ่มเป็ตาเดียว
“ ฮ่า ฮ่า ฮ่า ในที่สุดก็เจอซักที พวกนายคงเป็สไลม์ ใช่มั้ย หน้าตาตลกดีอ่ะ น่าจับไปเลี้ยงที่โลกของชั้น ” มาวินกล่าวกับกลุ่มสไลม์ มุมปากยิ้มสดใสด้วยความยินดี
กลุ่มสไลม์เริ่มร้อนรน หลายตัวดูสับสน บางตัวก็หันไปทำปากขมุบขมิบกับเพื่อนในกลุ่ม พร้อมส่งเสียงจี้ดเบาๆ ราวกับจะปรึกษากันว่าจะเอายังไงกับมนุษย์ประหลาดที่ขวางทาง
“ เอาล่ะ เราไม่มีเื่แค้นเคืองต่อกัน แต่เพื่อความมันในการเล่นเกมและเงินที่จะเอาไปเซ้งร้านบะหมี่น้ำ ขอให้พวกนายไปตายซะ เตรียมตัวได้ ลองชิมพลังอัดกระแทกของชั้น ” พอมาวินพูดจบ ก็ตั้งท่าต่อสู้ พร้อมเกร็งกำลังและกระแทกฝ่ามือออกไป ภาพที่ปรากฏในสมองคือแสงเพลิงอันร้อนแรงที่พุ่งใส่มอนสเตอร์
ทว่าในความเป็จริง กลับมีแต่ความว่างเปล่า ทุกอย่างยังสงบ กลุ่มสไลม์นับสิบมองมาที่มาวิน ดวงตาส่อเเววสงสัย และถ้าพวกมันพูดได้ คงจะถามว่า
“นายกำลังทำอะไรอยู่เหรอ เ้ามนุษย์ ”
“ เอ หรือเราปล่อยพลังผิดท่า มันน่าจะเปล่งแสงออกมาเหมือนในการ์ตูนสิ ” มาวินหงายฝ่ามือตัวเองไปมา เพื่อดูความเปลี่ยนแปลง แต่จนแล้วจนรอด ก็ไม่ปรากฏแสงสีใดๆ
“ อ้อ รู้แล้ว ต้องเกร็งกำลังก่อน แล้วค่อยกระแทกฝ่ามือออกไป ” มาวินเลิกคิ้วสูง เหมือนคนรู้แจ้ง เวลาต่อมา เขาก็เริ่มย่อตัว พร้อมเกร็งพลังไปทั่วกาย
“ ได้ผล ร่างกายเริ่มร้อนขึ้นมานิดๆแล้ว ” ระหว่างที่เกร็งกำลัง มาวินก็รู้สึกถึงความเปลี่ยนแปลง
“ อ้า….. ” มาวินร้องะโ เขาเคยอ่านการ์ตูนญี่ปุ่น ตัวละครในเื่มักทำแบบนี้ในยามที่ปล่อยพลัง เด็กหนุ่มไม่แน่ใจว่ามโนไปเองหรือไม่ เพราะรู้สึกว่าร่างกายกำลังเปล่งแสงออกมานิดๆ
สไลม์หลายตัวเริ่มมีสีหน้าหวาดหวั่น และทำท่าตีจาก บางตัวที่ขวัญกำลังใจดี ก็หันไปฉุดรั้งไม่ให้พลพรรควิ่งหนี
"ย้าก " มาวินคำรามดัง กายเพรียวบางเกร็งกำลังสุดแรง พอได้ที่ เขาก็ปลดปล่อยพลังแฝง
“ ปู้ด…….”
ลมสลาตันที่รุนแรงถูกกระแทกออกจากรูทวาร ความร้ายกาจของคลื่นพลังนั้นเพียบพร้อมไปทั้งกลิ่นและเสียง ซึ่งมันเลวร้ายต่อนาสิกประสาทเป็ที่สุด
“ จี้ด จี้ด จี้ด ” เสียงเล็กๆดังออกมาจากกลุ่มสไลม์ แทบทุกตัวล้วนยิ้มกริ่มไปตามกันร่างกระจิ๋วหลิวกระตุกนิดๆ อันดูคล้ายคนหัวเราะ ซึ่งก็น่าจะฮากันทั้งกลุ่ม เพราะในขณะที่พวกมันกำลังลุ้นตัวโก่ง เด็กหนุ่มดันผายลมใส่ซะอย่างงั้น
“ หน็อย ไอ้พวกนี้ แกกล้าหัวเราะชั้นเหรอ หยุดเดี๋ยวนี้นะ” มาวินทั้งโกรธทั้งอาย ในใจคิดว่าไม่น่ายัดถั่วเข้าท้องเมื่อเช้าเลย
มาวินตวาดใส่กลุ่มสไลม์ ทว่าพวกมันกลับขำหนักกว่าเดิม โดยเฉพาะเ้าหัวหน้าใหญ่ซึ่งเขื่องที่สุด ถึงกับกลิ้งไปมาบนพื้น ท่าทางดูไม่ต่างจากคนที่กำลังขบขันจนสติแตก
“ หน็อย ทนไม่ไหวแล้วเฟ้ย นี่แน่ะ ” มาวินยั้วจัด เลยพุ่งเข้าไปซัลโวหัวหน้าใหญ่ด้วยฝ่าเท้า ส่งผลให้ร่างเล็กๆของมันลอยละลิ่วไปกระแทกต้นไม้ การเปิดฉากดังกล่าว ทำให้มหกรรมขำขันของเหล่าสไลม์สิ้นสุด
“ เป็ไงล่ะ เ้าพวกสไลม์ นี่คือผลของการดูถูกชั้น ฮ่า ฮ่า ฮ่า ” มาวินหัวเราะลั่นด้วยความสะใจ
“ จี้ด จี้ด จี้ด…… ” เสียงเล็กแหลมของเหล่าสไลม์ดังระงม มันยาวนานจนมาวินเริ่มผวา ทันใดนั้นเอง เ้าเยลลี่ร่างจิ๋วก็พร้อมใจกันแหวกทางให้หัวหน้ากลุ่มเดินกลับมา สีหน้าและแววตาฉายแววอาฆาตอย่างชัดเจน
“ อ้าว เฮ้ย ไหงทำหน้าดุแบบนั้นฟะ แกมาหัวเราะชั้นก่อน ก็เลยเตะเข้าให้ดิ แบบนี้จะมาโกรธกันไม่ได้นะ ” ท่าทางจริงจังของสไลม์หัวหน้ากลุ่ม ได้ทำให้มาวินปอดแหก
ทันใดนั้นเอง สไลม์หัวหน้ากลุ่มก็พุ่งขึ้นมากระแทกใบหน้าของเด็กหนุ่มเต็มแรง มันเป็การโจมตีที่คาดไม่ถึง เลยทำให้โดนดาเมจเข้าอย่างจัง
ใบหน้าของเด็กหนุ่มสะบัด กายบางเซนิดๆ ในหัวขบคิดถึงคำพูดของเด็กน้อย
“ พลังโจมตีของมันเท่ากับแรงตบหนักๆของผู้หญิง ”
“ เออ จริงอย่างที่ไอ้เด็กนั่นว่า โดนเข้าไปทีเดียว รู้สึกหน้าชาเลย ” เด็กหนุ่มคลำแก้มที่โดนสไลม์กระแทก พลางสะบัดศีรษะไปมา เพื่อขับไล่อาการมึนงง
ระหว่างที่มาวินกำลังตั้งตัว หางตาก็เหลือบไปเห็นการพุ่งชนของสไลม์จ่าฝูง แต่ครั้งนี้ไม่ได้รับประทาน เพราะเด็กหนุ่มพลิกหลบได้อย่างหวุดหวิด
“ เชอะ ไม่ได้กินเป็ครั้งที่สองหรอกน่า ฮะๆ ” มาวินเริ่มเต้นฟุตเวิร์ค ดวงตาจับจ้องการโจมตีของมอนสเตอร์ร่างจิ๋ว
สไลม์พุ่งเข้าใส่มาวินอย่างดุดัน แต่เด็กหนุ่มก็อ่านจังหวะและหลบหลีกได้ทุกครั้งไป ในใจแอบคิดว่า…..ตกลง ไอ้เ้านี่มันเป็สไลม์หรือเป็กระทิง
สไลม์พุ่งเข้าใส่ครั้งแล้วครั้งเล่าด้วยท่าเดิมๆ ในที่สุด เด็กหนุ่มก็เริ่มจับจังหวะได้ หนนี้จึงไม่ได้หลบหลีกเหมือนทุกคราว แต่กลับย่อตัวลงต่ำ สองมือรับการพุ่งชนเข้าซองแบบผู้รักษาประตูในเกมฟุตบอล จากนั้นก็รีบกดมันลงพื้น
“ เป็ไงล่ะ ไอ้ซ่า โดนจับแล้วสิ โอ๊ย” แม้มาวินจะจับสไลม์ได้ แต่ก็ต้องร้องลั่นทุ่งด้วยความเ็ป เนื่องจากมือซ้ายถูกคมเขี้ยวเข้าอย่างจังจนเผลอปล่อยมือ จ่าฝูงเลยหลุดรอดอีกครั้ง
การต่อสู้ระหว่างหนึ่งคนกับหนึ่งสไลม์เป็ไปอย่างดุเดือด นับว่าสมน้ำสมเนื้อ ทั้งคู่ผลัดกันแลกคนละดอก บางครั้งสไลม์ก็พุ่งกระแทกใบหน้าจนทำให้มาวินล้มลงไปนอน แต่ไม่นาน เด็กหนุ่มก็ต่อยสวนจนมันกระเด็นกระดอนไปตามแรงหมัด
การต่อสู้ที่แสนทุเรศกินเวลายาวนานถึง 10 นาที มาวินก็ได้จังหวะดี เขาใช้มือซ้ายกดสไลม์ตัวเขื่องลงพื้น ทำให้ใบหน้าของมันถูกฝังกับดิน จึงไม่อาจฝังเขี้ยวลงบนมือได้ จากนั้นเด็กหนุ่มก็ประเคนหมัดขวาใส่แบบไม่ยั้ง ทุกดอกที่อัด ล้วนทำให้จ่าฝูงร้องครวญเสียงดัง
"จี้ด จี้ด จี้ด"
ในที่สุด สไลม์ตัวนั้นก็แน่นิ่ง เด็กหนุ่มมองมันอยู่ครู่หนึ่ง ท่าทางหวาดระแวง จากนั้นก็ปล่อยมือ แล้วลุกขึ้นยืนชมผลงาน
“ ตกลง.....เราชนะรึยัง ” มาวินถามตัวเอง
ทันใดนั้น สไลม์ที่คิดว่าตายคาที่ กลับกระดุกกระดิกเล็กน้อย ท่าทางคล้ายจะลุก
“ เฮ้ย ยังไม่ตายอีกเหรอ นี่แน่ะ ” เด็กหนุ่มหัวเขียวใ เลยกระทืบรัวเร็วชนิดไม่ต้องนับให้เสียเวลา
“ ปึ้ก ปึ้ก ปึ้ก……”
สิ้นการกระทืบครั้งที่เท่าไหร่ก็ไม่รู้ (ใจนลืมนับ) ร่างสไลม์ที่แน่นิ่งก็ค่อยๆแปรสภาพเป็เยลลี่เหลว ปิดท้ายด้วยการระเหยกลายเป็ไอ
“ ตายได้แปลกประหลาด สมกับเป็โลกของเกมจริงๆ ” เด็กหนุ่มมองการตายของสไลม์ตรงหน้าด้วยแววฉงน ใบหน้าปรากฏรอยฟกช้ำ และหอบเหนื่อยเล็กน้อย
ทันใดนั้น มาวินก็เหลือบไปเห็นบางอย่างที่แวววับตรงจุดที่สไลม์นอนตาย เด็กหนุ่มจึงรีบก้มลงไปดู จึงพบว่ามันคือ“ลูกแก้ว”
“ อ้าว พอฆ่าสไลม์ ก็ได้ลูกแก้วเป็รางวัล แล้วเราจะเอามันไปทำอะไร หรือจะเอาไปดีดลูกแก้วเล่น แต่คนที่นี่เล่นสิ่งนี้กันด้วยเหรอ” มาวินหยิบลูกแก้วขึ้นมาดู พร้อมนึกเพ้อเรื่อยเปื่อย
ระหว่างที่เด็กหนุ่มกำลังเพลิดเพลินกับการกลิ้งลูกแก้วไปมาในอุ้งมือ เขาก็ได้ยินเสียงเล็กแหลมของเหล่าสไลม์ กระแสนั้นดังระงมอย่างดุร้าย
“ จี้ด จี้ด จี้ด ”
มาวินเงยหน้าขึ้นมอง จึงพบกับกลุ่มสไลม์นับสิบที่พร้อมใจกันส่งเสียง ทุกตัวล้วนจับจ้องมาทางเด็กหนุ่ม ประกายตาแฝงแววเคียดแค้น
เมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนไป เด็กหนุ่มก็ถึงกับสะดุ้งสุดตัว ภายในใจนึกหวาดหวั่น
“ ขนาดตัวเดียว ยังแย่เลย แล้วตอนนี้มีเ้าเยลลี่เหลวที่อยากท้าไขว้ไม่ต่ำกว่าสิบตัว เราจะรอดมั้ยเนี่ย ”
สามารถติดตามงานเขียน ณ.ปัจจุบันและในอนาคตของผมได้ที่เพจ Jalando นักเขียนดาร์คไซด์ได้ที่ลิงค์ด้านล่างครับ
https://www.facebook.com/jalando.darksidewriter.version2
