หากคำกล่าวที่ว่า "์มีเก้าชั้น"เป็ความจริงอันเที่ยงแท้ที่ถูกจารึกไว้ในคัมภีร์โบราณ "หุบเขาหมื่นศพ"แห่งนี้ก็คงจะเป็ขุมนรกขุมที่สิบซึ่งถูกเทพเ้าและยมโลกจงใจลืมเลือนไปจากสารบบอย่างสิ้นเชิงที่นี่มิใช่เพียงหลุมฝังศพอันเงียบเหงาที่รอคอยการเน่าเปื่อยของเนื้อหนังมังสาเพียงเพื่อให้คืนสู่ธุลีดินทว่ามันคือสถานที่ซึ่งกาลเวลาหยุดนิ่งลงอย่างเ็าเพื่อเฝ้ามองการล่มสลายของสรรพสิ่งและเป็เบ้าหลอมมรณะอันมหึมาที่จะเคี่ยวกรำดวงิญญาที่เต็มไปด้วยไฟแค้นให้กลายเป็ปีศาจที่อยู่เหนือกว่าปีศาจทั้งปวงในปฐี
อาณาเขตของหุบเขาแผ่กว้างออกไปไกลสุดลูกหูลูกตาเกินกว่าที่สายตาของมนุษย์สามัญจะหยั่งถึงความพินาศเบื้องล่างหน้าผาสูงชันที่เคยพรากชีวิตผู้บริสุทธิ์มานับไม่ถ้วนมิใช่พื้นดินที่ราบเรียบหากแต่เป็ก้นกระทะขนาดมหาศาลที่เต็มไปด้วยยอดเขาหินปูนแหลมคมพุ่งแทงขึ้นมาจากพื้นดินดั่งขวากหนามมรณะที่พร้อมจะทิ่มแทงทุกดวงิญญาที่ร่วงหล่นลงมาระหว่างยอดเขาเ่าั้คือ “บึงมรณะ”ที่ขังแน่นด้วยน้ำครำสีดำสนิทไม่ต่างจากน้ำหมึกที่ใช้เขียนบัญชีหนังหมาในนรกผิวน้ำนิ่งสงบจนน่าขนลุกราวกับแผ่นกระจกสีดำที่สะท้อนเพียงความว่างเปล่าทว่าภายใต้ความนิ่งนั้นกลับเต็มไปด้วยไอพิษที่พวยพุ่งขึ้นมาเป็ระยะน้ำในบึงนี้มิได้เกิดจากสายฝนหรือน้ำค้างทว่ามันคือการกลั่นตัวของความโศกเศร้าและซากศพที่เน่าเปื่อยหมักหมมมานับหลายราชวงศ์ไอระเหยสีเขียวคล้ำที่ลอยละล่องไปตามซอกหลีบหินนั้นแฝงไปด้วยพิษร้ายที่สามารถทำให้ปอดของยอดฝีมือหลอมละลายได้ในชั่วอึดใจเดียว
สิ่งมีชีวิตเดียวที่หลงเหลืออยู่ที่นี่คือเหล่า"แมลงกินศพ" ตัวเล็กจิ๋วที่มีเปลือกสีม่วงเข้มพวกมันบินว่อนอยู่เหนือผิวน้ำคล้ายกับิญญาเร่ร่อนที่หาทางกลับบ้านไม่เจอตามผนังถ้ำที่เรียงรายอยู่รอบหุบเขา มีเถาวัลย์ประหลาดสีแดงเข้มดั่งเืนกเลื้อยพันไปมาราวกับเส้นเืของปีศาจกระหายเืที่ยังมีชีวิตดอกของมันมีรูปร่างประหลาดดุจกะโหลกคนที่กำลังกรีดร้องโหยหวน และส่งกลิ่นหอมเอียนๆ ที่ชวนให้ผู้คนเคลิบเคลิ้มไปสู่ความตายอย่างสงบ
ฟางหานยืนตระหง่านอยู่บนชะง่อนหินที่ยื่นออกมาเหนือบึงมรณะเปรียบดังเทพแห่งความตายที่กำลังจดจ้องขุมนรกร่างกายของเขามิได้สั่นเทาด้วยความหวั่นเกรงต่อมรณภัยเบื้องหน้าอีกต่อไปทว่ากลับสั่นสะท้านด้วยแรงขับเคลื่อนของลมปราณกลืนิญญาที่เริ่มเข้มข้นจนส่งผลให้ิัของเขามีลายเส้นสีม่วงจางๆ พาดผ่านเฉกเช่นสายฟ้าที่ถูกกักขังไว้ในกรงขังแห่งเนื้อหนังรอวันที่จะะเิออกมาทำลายล้างทุกสิ่งแววตาของเขาจดจ้องลงไปในน้ำสีนิลเบื้องล่างอย่างแน่วแน่ประหนึ่งกำลังมองหาตัวตนใหม่ที่กำลังจะถือกำเนิดขึ้นจากซากศพ
เฒ่าดับสูญ ยืนนิ่งเสมอเหมือนเงาทมิฬอยู่เื้ัเขามือที่เหี่ยวย่นราวกับเปลือกไม้แก่ชี้ลงไปยังบึงสีดำเบื้องล่างด้วยท่วงท่าลึกลับ
“เ้าเห็นสิ่งใดในบึงนรกนั่น?”
"ข้าเห็นเงาของตัวเอง...เงาที่มืดดำและเยือกเย็นยิ่งกว่าน้ำในบึงมรณะนี้เสียอีก"ฟางหานตอบโดยไม่ละสายตา
“เงามันบอกสิ่งใดแก่เ้า? มันบอกให้เ้าถอยกลับไปหาความตายที่แสนสบายหรือบอกให้เ้าก้าวลงไปหาความทรมานที่เป็ะ?” ชายชราถามย้ำแววตาสีม่วงของเขาจดจ้องปฏิกิริยาของศิษย์อย่างไม่วางตา
"มันบอกว่าข้ายังไม่ตาย...แต่มันมิได้บอกว่าข้าที่กำลังจะก้าวลงไปนั้น หลังจากขึ้นมาแล้วจะยังเหลือสิ่งที่เรียกว่า 'คน' อยู่หรือไม่"
ฟางหานตอบด้วยน้ำเสียงที่นิ่งลึกจนแม้แต่ลมฤดูหนาวยังต้องหลีกทางให้"แต่อาจารย์... ความเป็คนกินได้หรือไม่? ความเป็คนสามารถช่วยแม่ข้าจากความหิวโหยได้หรือไม่?หากความเป็คนคือการยอมถูกเหยียบย่ำไม่ต่างจากธุลีดินข้าก็ขอสละมันทิ้งไว้ที่ก้นบึงแห่งนี้!"
ชายชราหัวเราะเสียงห้วนคล้ายเสียงศิลาที่กระทบกัน
“ดี! คนเรามักห่วงเื่ ‘ความเป็คน’ในเวลาที่ชีวิตไม่มีค่าแม้แต่จะเทียบกับสุนัขเร่ร่อน... ชีวิตคือการรอคอย ฟางหานและบัดนี้เวลาแห่งการรอคอยเพื่อพบความพินาศของเ้าได้จบสิ้นลงแล้วบึงข้างล่างนั่นคือปากทางสู่นรกที่แท้จริง เ้าต้องลงไปัั ‘ใจกลาง’ของความตายด้วยเนื้อหนังและิญญาของเ้าเองหากเ้าไม่กล้าััความทรมานที่แสนสาหัสเ้าก็มิอาจพลังที่อยู่เหนือความเป็ตายได้!”
ฟางหานนิ่งเงียบไปครู่หนึ่งจินตนาการถึงใบหน้าที่เปื้อนยิ้มอย่างลำพองของฉู่เทียนและภาพมารดาที่ผอมโซนอนซมกลางกองหิมะ เพลิงแค้นในใจพลันลุกโชนจนละลายไอเย็นรอบกายเขาก้าวเท้าลงสู่บึงมรณะอย่างเด็ดเดียวไร้ซึ่งความลังเล
ทันทีที่เท้าััพื้นดินเลนที่แฉะชื้นความร้อนแรงของกรดและไอพิษพยายามจะกัดกร่อนิัที่บอบบางทว่าแข็งแกร่งขึ้นทว่าลมปราณเย็นเยียบในร่างกลับสร้างชั้นปราณบาง ๆ ปกป้องไว้ดุจโล่ล่องหนเมื่อร่างกายจมลงไปในน้ำสีดำข้นคลักฟางหานรู้สึกเหมือนถูกโอบกอดด้วยมือเย็นเยียบของิญญานับหมื่นดวงที่จมอยู่เบื้องล่างมานานนับศตวรรษเสียงกระซิบโหยหวนดังแทรกเข้ามาในโสตประสาทชักชวนให้เขาละทิ้งทุกสิ่งแล้วจมดิ่งลงสู่ความว่างเปล่า น้ำในบึงมิได้เย็นจัดอย่างที่คิดแต่มันกลับร้อนระอุด้วยพลังงานจากซากศพนับหมื่นที่ทับถมกันมานานพันปีฟางหานต้องกลั้นหายใจและใช้การ “หายใจทางิั” ตามเคล็ดวิชา"ไหมฟ้าดับสูญ" ที่เฒ่าดับสูญถ่ายทอดผ่านจิตสู่จิตร่างกายของเขาเริ่มขับใยไหมสีม่วงดำบาง ๆ ออกมาพันธนากรรอบตัวอย่างรวดเร็วราวกับดักแด้มรณะที่ห่อหุ้มชีวิตใหม่ไว้ข้างใน
ภายในดักแด้มรณะนั้นเอง บททดสอบที่แท้จริงจึงอุบัติขึ้น!ฟางหานรู้สึกเหมือนิญญาของเขาถูกกระชากออกมาจากร่างเขาตกอยู่ในนิมิตที่ซ้อนทับกันนับพันชั้นเขาเห็นฉู่เทียนกำลังถือแส้ไฟเฆี่ยนตีมารดาของเขาในขณะที่เขามีเพียงร่างกายที่อ่อนแอและถูกโซ่ตรวนล่ามไว้เขาเห็นศิษย์พี่ในสำนักบรรพตม่วงหัวเราะเยาะในยามที่เขาต้องกินเศษอาหารจากพื้นดินความเ็ปทางใจนั้นรุนแรงยิ่งกว่าการถูกน้ำกรดกัดกร่อนิัเสียอีก
"จงยอมรับมัน... เ้าเป็เพียงเศษสวะ..."เสียงของฉู่เทียนดังสะท้อนอยู่ในความมืดมิด
"ไม่!" ฟางหานคำรามในจิตใจ "ข้ามิใช่เศษสวะ!ข้าคือเพลิงที่จะเผาผลาญพวกเ้าทุกคน!"
ในขณะที่เขากำลังต่อสู้กับภาพหลอนร่างกายที่จมอยู่ใต้น้ำครำก็เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่กระดูกทุกชิ้นในร่างถูกพลังของบึงมรณะบีบอัดจนแหลกละเอียดไม่ผิดจากผงธุลีก่อนจะถูกหลอมรวมใหม่ด้วยไอพลังหยินที่เข้มข้นเส้นเอ็นที่เคยขาดวิ่นถูกถักทอใหม่ด้วยใยปราณสีม่วงดำที่เหนียวแน่นและแข็งแกร่งยิ่งกว่าเหล็กกล้าพันปีเืสีแดงสดในกายถูกเปลี่ยนให้เป็สีม่วงเข้มข้นดั่งยาพิษที่ไหลเวียนเพื่อหล่อเลี้ยงชีวิตอสูรเขารู้สึกเหมือนถูกทุบด้วยค้อนเหล็กนับหมื่นครั้งในทุกวินาทีความทรมานนี้ทำให้เขาอยากจะอ้าปากร้องะโทวงถามความยุติธรรมทว่าน้ำสีดำมรณะกลับไหลทะลักเข้าสู่ลำคอบังคับให้เขาต้องกลืนกินความเน่าเปื่อยและความแค้นของผู้วายชนม์เข้าไปเป็ส่วนหนึ่งของิญญา
“เ้ายังรู้สึกถึงจังหวะหัวใจของตนเองอยู่หรือไม่? หรือหัวใจของเ้าได้กลายเป็ศิลาที่ไร้ความรู้สึกไปแล้ว?”
เสียงของเฒ่าดับสูญดังก้องกังวานในห้วงสมาธิอุปมาเหมือนเสียงจาก์ที่เตือนสติ
"ข้าได้ยินแต่นรกเรียกหา...และเสียงกรีดร้องของความแค้นที่สั่นสะท้านอยู่ในกระดูกทุกชิ้นที่ถูกสร้างใหม่"
ฟางหานตอบผ่านจิตสำนึกที่เข้มแข็งราวกะเหล็กกล้าที่ถูกตีในกองเพลิงโลกันตร์
"หัวใจของข้ามิได้เป็ศิลา... แต่มันได้กลายเป็หลุมดำที่จะสูบสิ้นทุกสิ่งที่มันเคยรักและชิงชัง!"
“นรกมิได้เรียกหาเ้า...แต่นรกกำลังสั่นสะท้านและเกรงกลัวต่อการจุติของเ้าต่างหาก!”ชายชรากล่าวพลางจ้องมองพายุหมุนที่เริ่มก่อตัวขึ้นกลางบึงมรณะด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความพึงใจสูงสุด
ฟางหานขยับกายในดักแด้ไหมที่แข็งแกร่งพลังงานที่สั่งสมมาถึงจุดสูงสุดไม่ต่างจากูเาไฟที่กำลังจะะเิความรู้สึกผิดชอบชั่วดีในอดีตถูกแผดเผาจนมอดไหม้เหลือเพียงเจตจำนงเพียงหนึ่งเดียวคือการล้างแค้น
"ฉู่เทียนกำลังเสวยสุขอยู่บนยอดบรรพตม่วง...เขาคงคิดว่าข้ากลายเป็เศษดินที่ไร้ค่าไปแล้วข้าจะทำให้ชัยชนะที่เขาได้มาจากการหักหลังกลายเป็งานศพที่ยิ่งใหญ่และนองเืที่สุดเท่าที่สำนักบรรพตม่วงเคยจัดมา!ข้าจะทำให้สำนักที่เ้าภาคภูมิใจ กลายเป็หุบเขาหมื่นศพแห่งที่สอง!"
ทันใดนั้นบึงมรณะที่เคยนิ่งสงบดั่งกระจกเงากลับเกิดพายุหมุนขนาดย่อมขึ้นที่กึ่งกลาง!น้ำสีดำพุ่งทะยานขึ้นสู่ท้องฟ้าราวกะันิลที่กำลังคลุ้มคลั่งดักแด้ไหมสีม่วงดำที่พันธนาการฟางหานไว้ะเิออกดัง ปัง!แรงะเิมหาศาลซัดเถาวัลย์กะโหลกและกองกระดูกรอบข้างจนกระจุยกระจายกลายเป็ฝุ่นผงในพริบตาเดียวแรงกดดันอากาศโดยรอบบีบอัดจนกำแพงหินเกิดรอยร้าวร้าวลึก
ร่างที่ก้าวออกมาจากน้ำครำมิใช่เด็กหนุ่มที่ซูบผอมและอ่อนแอคนเดิมอีกต่อไปฟางหานในตอนนี้ดูสูงโปร่งและสง่างามขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ท่วงท่าการเดินแต่ละก้าวเต็มไปด้วยรังสีอำนาจที่กดดันสรรพสิ่งกล้ามเนื้อทุกมัดดูเรียบเนียนทว่าแฝงไว้ด้วยพลังทำลายล้างที่พร้อมจะะเิออกในทุกเสี้ยววินาทีิัของเขากลายเป็สีขาวจัดดุจหิมะที่เพิ่งตกใหม่ตัดกับลายเส้นสีม่วงเข้มที่กลางอกซึ่งบัดนี้ดูประหนึ่งดวงตาปีศาจที่กำลังจ้องมองโลกอย่างอาฆาตพยาบาทเส้นผมที่เคยสีดำขลับประดุจปีกกา บัดนี้กลับมีสีขาวโพลนแซมอยู่ประปรายดั่งถูกย้อมด้วยความหนาวเหน็บจากโลกิญญาแววตาที่จ้องมองมานั้นมืดมิดและลึกโหลราวกับหลุมศพที่ไร้จุดจบ เขาสะบัดมือเพียงเบาๆไอสังหารสีม่วงดำพุ่งออกจากฝ่ามือไปปะทะกับโขดหินั์เบื้องหน้าจนมันแตกละเอียดกลายเป็ผุยผงโดยไร้ซึ่งเสียงใดๆ นี่คืออานุภาพที่แท้จริงของ “ลมปราณกลืนิญญา” ขั้นที่สองที่สมบูรณ์แบบการทำลายที่ไร้รูปร่างทว่ารุนแรงจน์ยังต้องสะท้านหวั่นไหว
“วรยุทธของเ้า...เริ่มมีกลิ่นอายของอเวจีที่ข้นคลักและบริสุทธิ์ยิ่งนัก...”
เฒ่าดับสูญมองดูศิษย์รักด้วยความพึงใจสูงสุด
“เ้าได้ทิ้งสิ่งที่เรียกว่าความเป็คนไว้ที่ก้นบึงนั้นแล้วใช่หรือไม่?”
"นรกอยู่ที่ใจ... มิได้อยู่ที่วิชาที่ใช้"
ฟางหานตอบพลางจ้องมองมือของตนที่บัดนี้ดูแปลกไปเสมอเหมือนหัตถ์ของมัจจุราชที่สามารถกุมชะตาคนได้ทั้งยุทธภพ
"ความเป็คนของข้าถูกเผาทำลายไปพร้อมกับชามข้าวที่ร้าวใบนั้นแล้วอาจารย์ต่อจากนี้ไปข้าคือเงามืดที่จะตามหลอกหลอนผู้ที่อยู่ภายใต้แสงสว่างที่ลวงตาเ่าั้"
“เ้าอยากได้อาวุธคู่กายหรือไม่?”
ชายชราถามขึ้นด้วยน้ำเสียงลึกลับ“ในหุบเขาแห่งนี้มีกระบี่อยู่เล่มหนึ่ง มันถูกเรียกว่า ‘กระบี่ไม้หัก’ทว่ามันกลับสังหารยอดฝีมือผู้ทรนงมาแล้วนับไม่ถ้วนจนิญญาเ่าั้ยังคงสิงสถิตอยู่ในตัวไม้เ้าต้องไปเอามันมาด้วยมือของเ้าเองเพราะคนมักจะตายใจเมื่อเห็นอาวุธที่ดูชำรุดและไร้ค่าและนั่นคือเวลาที่มัจจุราชจะทำงานได้ดีที่สุด!”
ฟางหานหันมองไปยังทิศทางที่อาจารย์ชี้ หุบเขาหมื่นศพในยามนี้ดูดั่งปากของสัตว์ร้ายยักษที่กำลังอ้ากว้างเพื่อต้อนรับเขาสู่บททดสอบขั้นถัดไปท้องฟ้าเบื้องบนยังคงมืดมิด ไร้แสงดาวไร้แสงจันทร์ทว่าความมืดมิดนั้นมิอาจบดบังดวงตาที่มีเพลิงแค้นลุกโชนสีม่วงดำของเขาได้อีกต่อไปเขาเริ่มก้าวเดินไปข้างหน้าอย่างมั่นคง ทุกฝีเท้าที่เหยียบลงบนกองกระดูกไม่ได้ส่งเสียงดังน่ารำคาญแต่มันกลับให้ความรู้สึกที่หนักแน่นประหนึ่งขุนเขาที่กำลังถล่มลงมาทับโลกหุบเขาหมื่นศพมิใช่สถานที่คุมขังเขาอีกต่อไป แต่มันคือแท่นบูชามรณะที่สร้าง"อาวุธ" ที่ร้ายแรงที่สุดขึ้นมา... อาวุธที่มีนามว่า ฟางหาน!
*********************************
สงวนลิขสิทธิ์ตาม พ.ร.บ.ลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ (และฉบับเพิ่มเติม)
ห้ามคัดลอก ทำซ้ำ ดัดแปลงหรือเผยแพร่เนื้อหาส่วนใดส่วนหนึ่งของนิยายเื่ "กระบี่คืนิญญา"โดยไม่ได้รับอนุญาตเป็ลายลักษณ์อักษรจากเ้าของลิขสิทธิ์หากฝ่าฝืนจะดำเนินคดีตามกฎหมายสูงสุด
ลิขสิทธิ์เป็ของ : พิมภัสสร