คุยกันสักนิด
ขอบคุณนักอ่านทุกคนที่สนับสนุนผลงานการเขียนของไรท์ขอให้นักอ่านทุกคน อ่านนิยายให้สนุกนะคะและไรท์ก็ต้องขอขอบคุณนักอ่านทุกคนที่คอยติดตามและเป็นกำลังใจให้กับไรท์นะคะ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
บทที่ 56
หลังจากที่เมิ่งจือหลันบอกลาพ่อแม่ของตัวเองเรียบร้อยแล้วนั้น เธอก็เดินกลับไปที่ห้องนอนของตัวเองในทันที ซึ่งแน่นอนว่าน้องชายของเธอนั้น หลังจากที่ทานอาหารเช้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว อีกฝ่ายก็กลับขึ้นไปนอนในทันที ซึ่งเมิ่งจือหลันก็เข้าใจผู้เป็นน้องชาย เพราะว่าแต่ก่อนอีกฝ่ายมักจะฝึกซ้อมและต้องออกไปปฏิบัติภารกิจ ดังนั้นเมื่อมีเวลาพักผ่อนแบบนี้ น้องชายของเธอจึงมักจะนอนพักผ่อนเพื่อเอาแรงนั่นเอง
‘เสี่ยวเป่า วันนี้พวกเราไปตลาดมืดกันดีกว่า’
ถึงแม้ว่าในเวลานี้เธอจะมีเงินเก็บพอสมควรแล้ว แต่ถึงยังไงถ้าหากเธอต้องการที่จะเรียนต่อมหาวิทยาลัย ก็จำเป็นที่จะต้องหาเงินเพิ่มเติมอีก ไม่ว่าจะเป็นค่าเล่าเรียน ค่าที่อยู่อาศัยหรือค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ซึ่งของเหล่านั้นต่างก็ต้องใช้เงินด้วยกันทั้งสิ้น
[ผมว่าก็ดีนะครับ เก็บเงินเอาไว้ตั้งแต่ตอนนี้ ถ้าหากคุณเมิ่งจือหลันสอบมหาวิทยาลัยติดในต่างเมือง จะได้มีทุนพอที่จะเปิดร้านขายของหาเงินต่อไปนะครับ เพราะว่าจากที่ผมตรวจสอบข้อมูลจากโลกอนาคต อีกไม่นานจะมีการเปิดให้สมัครสอบเข้ามหาวิทยาลัย ซึ่งถ้าหากคุณเมิ่งจือหลันต้องการมีชีวิตที่ดีขึ้นมากกว่านี้ ผมคิดว่าคุณเมิ่งจือหลันจำเป็นที่จะต้องเตรียมตัวให้พร้อม ไม่ว่าจะเป็นการอ่านหนังสือเพื่อเตรียมสอบ หรือแม้กระทั่งเงินทุนที่จะนำไปใช้ด้วยในอนาคตนะครับ]
เมิ่งจือหลันพยักหน้าอย่างเห็นด้วยกับคำพูดของเสี่ยวเป่า เพราะว่าเธอต้องการที่จะสอบเข้ามหาวิทยาลัยในเมืองปักกิ่ง ดังนั้นเธอจึงอยากจะพาพ่อแม่ไปอยู่ที่ปักกิ่งด้วยเช่นเดียวกัน เพราะว่าเธอคงทำใจที่จะปล่อยให้พ่อแม่ของเธอต้องอยู่อาศัยเพียงลำพังไม่ได้เป็นแน่
และสำหรับบ้านลู่ เมิ่งจือหลันก็ไม่คิดที่จะปล่อยให้อีกฝ่ายต้องอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเฟิงหยวนไปตลอดเช่นเดียวกัน เพราะเธอเชื่อว่าถ้าหากบ้านลู่ได้ย้ายตามเธอไปยังเมืองปักกิ่ง ความเป็นอยู่ รวมไปถึงการศึกษาของน้องชายทั้งสองคนของเธอ จะต้องดีขึ้นมากกว่านี้อย่างแน่นอน และเมิ่งจือหลันก็ต้องการให้เป็นเช่นนั้น เพราะถึงยังไงลู่อิ่นซือและลู่ซือเสิ้นก็ถือได้ว่าเป็นเสาหลักของบ้านลู่ในอนาคต ดังนั้นคงจะดีถ้าหากเด็กน้อยทั้งคู่ได้รับการศึกษาที่ดี และได้อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ดีมากกว่านี้
ใช่ว่าหมู่บ้านเฟิงหยวนจะไม่ดีขนาดนั้น แต่ว่าการอยู่อาศัยร่วมกับชาวบ้านบางคนก็อาจจะทำให้ชีวิตมีความเครียดขึ้นมาได้ อีกทั้งการใช้ชีวิตของคนในหมู่บ้านเฟิงหยวนก็ยังคงถือความเป็นอาวุโสอยู่ ถึงแม้ว่าผู้อาวุโสบางคนมักจะทำตัวไม่น่านับถือ และในบางครั้งก็อาจจะนำพาเรื่องเดือดร้อนมาให้ แต่ถ้าหากลงมือกล่าวโทษอีกฝ่ายขึ้นมา คนเหล่านั้นก็มักจะใช้คำว่าอาวุโสมาเป็นตัวตัดสิน และกล่าวโทษอีกฝ่ายว่าเป็นคนไม่เคารพผู้อาวุโส หลังจากนั้นก็จะจบลงด้วยการที่ชาวบ้านต่างก็มองเหยื่อของเหตุการณ์นี้ว่าเป็นคนผิด
ทำให้เมิ่งจือหลันไม่ต้องการให้น้องชายทั้งสองคนของเธอต้องอยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ไปตลอดชีวิต และเธอเชื่อว่าถ้าหากน้องชายของเธอได้รับโอกาสที่ดีแล้วนั้น อีกฝ่ายจะต้องก้าวไปได้ไกลกว่านี้อย่างแน่นอน นอกจากนี้บ้านลู่ยังดูแลครอบครัวของเธอเป็นอย่างดีมาโดยตลอด ถึงแม้ว่าครอบครัวของเธอจะมีฐานะที่ดีมากกว่าบ้านลู่ก็ตาม แต่เมื่อไหร่ที่บ้านลู่ได้รับส่วนแบ่งจากการทำงาน อีกฝ่ายก็มักจะนำข้าวสารมามอบให้กับครอบครัวของเธออยู่บ่อยครั้ง
‘แบบนั้นก็ดี ไหนๆ ฉันก็สามารถซื้ออาหารและของใช้ในร้านค้าของนายแล้ว ดังนั้นถ้าหากฉันจะเปิดร้านขายของก็คงจะทำให้ธุรกิจของพวกเราไปได้ด้วยดีอย่างแน่นอน’
[เชื่อมือของผมได้เลย]
เมิ่งจือหลันพยักหน้าอย่างพออกพอใจ ถึงแม้ว่าเธอจะต้องมาอยู่ต่างยุคต่างสมัยแบบนี้ แต่เมื่อมีเสี่ยวเป่าอยู่ด้วยแบบนี้ ทำให้ความเป็นอยู่ของเธอสะดวกสบายมากยิ่งขึ้น
‘พวกเราไปกันเถอะ เช้าๆ แบบนี้คงจะยังไม่ค่อยมีคนมาเดินในตำบลสักเท่าไหร่’
ถึงแม้ว่าเมิ่งจือหลันมักจะระมัดระวังตัวเองอยู่แล้ว แต่ถึงยังไงในตำบลแห่งนี้นอกจากคนที่อาศัยอยู่ในตำบลด้วยกันแล้วนั้น ยังมีชาวบ้านจากหมู่บ้านอื่นๆ ที่มักจะเข้ามาในตำบลเพื่อหาซื้อข้าวของและอาหารไปกักตุนเอาไว้อีกด้วย โดยเฉพาะหมู่บ้านเฟิงหยวนที่เมิ่งจือหลันจำเป็นที่จะต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะถ้าหากมีบางคนที่ไม่ชื่นชอบเธอรู้เข้าละก็ รับรองได้เลยว่าเรื่องราวของเธอจะต้องกระจัดกระจายไปทั่วหมู่บ้านอย่างแน่นอน รวมไปถึงบ้านลู่อาจจะได้รับความเดือดร้อนไปด้วยกันกับเธอ
ดังนั้นเมื่อเมิ่งจือหลันจะต้องเข้าไปในตลาดมืด เธอมักจะระมัดระวังตัวและตรวจดูบริเวณรอบๆ เสียก่อน และเมื่อตรวจสอบดูเรียบร้อยแล้วว่าไม่มีคนมองมาที่เธอ เมิ่งจือหลันจึงจะรีบเดินข้าไปในตลาดมืดทันที และด้วยการแจ้งเตือนจากเสี่ยวเป่า ทำให้เธอสามารถเข้าออกตลาดมืดได้อย่างปลอดภัยมาจนถึงทุกวันนี้
หลังจากที่เมิ่งจือหลันเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อยแล้วนั้น เธอก็ไม่ลืมที่จะแวะไปบอกน้องชายของเธอก่อนที่จะออกจากบ้าน หลังจากที่จัดการและตรวจสอบทุกอย่างดีเรียบร้อยแล้วนั้น เมิ่งจือหลันก็จูงจักรยานของตัวเองออกจากบ้าน และเมื่อปิดประตูบ้านให้ดีเรียบร้อยแล้ว เธอก็เริ่มปั่นจักรยานตรงไปยังบริเวณที่ตั้งของตลาดมืดในทันที แต่ถึงอย่างนั้นเมิ่งจือหลันก็ไม่ได้คิดที่จะเข้าไปในตลาดมืดทันที
‘อากาศเช้าวันนี้สดชื่นมากเลยเนอะเสี่ยวเป่า’
[คุณเมิ่งจือหลันลืมไปแล้วเหรอครับว่าผมเป็นแค่ระบบ]
ใบหน้าของเมิ่งจือหลันปรากฏรอยยิ้มขึ้นมาในทันที อันที่จริงเธออยากจะหัวเราะออกมาด้วยความหลงลืมของตัวเองเช่นเดียวกัน เพราะปกติแล้วเธอมักจะพูดคุยกับเสี่ยวเป่าอยู่หลายเรื่อง ทำให้ในบางครั้งเธอก็หลงลืมไปว่าเสี่ยวเป่าก็ไม่สามารถรับรู้ได้ทุกอย่าง
‘ฉันลืมไปเลย’
หลังจากที่เมิ่งจือหลันปั่นจักรยานวนไปมาอยู่หลายรอบ และตรวจสอบบริเวณรอบๆ ตัวเป็นที่เรียบร้อยแล้วนั้น เธอก็เดินเข้าไปในตรอกเงียบๆ ตรอกหนึ่ง ก่อนที่จะเดินออกมาโดยที่ไม่มีจักรยานอยู่ในมือแล้ว ซึ่งแน่นอนว่าเมิ่งจือหลันไม่มีทางปล่อยจักรยานราคาแพงสำหรับคนในยุคนี้เอาไว้ในที่เปลี่ยวแบบนั้นเป็นแน่
เพราะแท้ที่จริงแล้ว หลังจากที่เมิ่งจือหลันเดินเข้ามาภายในตรอกที่เงียบสงบ เธอก็ให้เสี่ยวเป่าเก็บจักรยานของเธอเข้าไปไว้ในโกดังของระบบในทันที หลังจากที่เก็บจักรยานเรียบร้อยแล้วนั้น เมิ่งจือหลันก็เดินออกจากตรอกมาด้วยท่าทางที่สบายใจมากกว่าเดิม แต่ถึงอย่างนั้นเธอก็ยังไม่คลายความระมัดระวังของตัวเอง
“มาซื้อหรือว่ามาขาย”
ทันทีที่เห็นคนเดินตรงมายังบริเวณที่เขากำลังดูแลอยู่นั้น ชายหนุ่มก็ลุกขึ้นยืนและเข้าไปขวางทางของอีกฝ่ายในทันที ถึงแม้ว่าเขาไม่ได้ต้องการที่จะทำร้ายคนอื่น แต่ด้วยใบหน้าและท่าทางที่ดุดัน ทำให้บรรดาผู้ที่เข้ามาใช้งานตลาดมืดแห่งนี้ ต่างก็รู้สึกหวาดกลัวเขาด้วยกันทั้งสิ้น ดังนั้นคนส่วนมากจึงไม่คิดที่จะมีปัญหากับคนเลยแม้แต่คนเดียว ยกเว้นก็แต่พวกอันธพาลที่คิดที่จะลองดีกับเขา
“มาขายค่ะ ราคายังเท่าเดิมอยู่ไหมคะ”
เมิ่งจือหลันหยิบเงินออกมาและยื่นออกไปให้ชายหนุ่มตรงหน้า หลังจากที่อีกฝ่ายพยักหน้าเพื่อตอบคำถามของเธอ เมื่อเมิ่งจือหลันจ่ายเงินเรียบร้อยแล้ว เธอก็รีบเดินเข้าไปในตลาดมืดทันที พร้อมกับกำชับผ้าที่คลุมศีรษะของเธอให้เข้าที่เข้าทางอีกครั้ง
‘ในตำบลคนก็ไม่ได้เยอะขนาดนั้น แต่ไม่คิดเลยว่าในตลาดมืดแห่งนี้คนจะเยอะกว่าที่คิดเอาไว้ซะอีก’
[คนเหล่านั้นอาจจะคิดเหมือนกับคุณเมิ่งจือหลันก็ได้นะครับ เพราะถ้าหากมาตั้งแต่ตอนเช้าแบบนี้ ก็อาจจะทำให้พวกเขาไม่ต้องพบเจอกับคนรู้จัก]
‘นั่นสินะ’
เสิ่นเจ๋อหยวนรู้สึกแปลกใจที่เมิ่งจือหลันรู้จักกับตลาดมืดแห่งนี้ เพราะเขาไม่คิดว่าเธอจะมีความกล้าที่จะเข้าไปในตลาดมืดเพียงคนเดียวแบบนี้ นอกจากนี้ด้วยท่าทางที่อีกฝ่ายแสดงออกมานั้น ทำให้เขาคิดว่าอีกฝ่ายน่าจะเคยมาที่ตลาดมืดแห่งนี้อยู่หลายครั้งเลยทีเดียว และการมาที่ตลาดมืดแห่งนี้ของอีกฝ่าย ครอบครัวเมิ่ง รวมไปถึงเพื่อนสนิทของเขาอย่างเมิ่งเหวินฮั่นอาจจะไม่รับรู้นั่นเอง
‘ทำอะไรไม่รู้จักระมัดระวังตัวเลย’
หลังจากที่เสิ่นเจ๋อหยวนเดินเข้ามาภายในตลาดมืดแล้วนั้น เขาก็กวาดสายตามองไปรอบๆ ด้วยความสนใจ เพราะดูเหมือนว่าผู้คนจะแวะมาเยือนตลาดมืดแห่งนี้มากกว่าที่เขาคาดคิดเอาไว้เสียอีก นอกจากนี้ยังมีคนเฒ่าคนแก่อยู่หลายคนเลยทีเดียว และยังมีการนำเครื่องประดับที่เป็นสิ่งของต้องห้ามมาขายอีกด้วย ถึงแม้ว่าอีกฝ่ายจะไม่ได้นำมันออกมาวางขายอย่างเปิดเผยก็ตาม
เมื่อเสิ่นเจ๋อหยวนกวาดสายตาเพื่อมองหาเมิ่งจือหลัน เพียงไม่นานเขาก็มองเห็นหญิงสาวขึ้นมาอีกครั้ง ซึ่งแน่นอนว่าอีกฝ่ายสะพายมาแค่ตะกร้าขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่มากอยู่ด้านหลัง แต่ด้วยท่าทางการเดินของเมิ่งจือหลัน เขาก็สามารถรับรู้ได้ในทันทีว่าภายในตะกร้าของอีกฝ่ายอาจจะไม่มีสิ่งของอยู่ หรือไม่ก็มีของเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะอีกฝ่ายไม่ได้มีท่าทางที่หนักหรือการเดินไม่ได้ดูลำบากเลยแม้แต่นิดเดียว
‘เธอจะเข้าไปที่ตรอกมืดๆ แบบนั้นทำไมกัน’
เสิ่นเจ๋อหยวนขมวดคิ้วขึ้นมาเล็กน้อย เมื่อเห็นว่าทิศทางที่เมิ่งจือหลันเดินไปนั้นเป็นตรอกเล็กๆ ตรอกหนึ่งที่ไม่ค่อยมีผู้คนเดินผ่านสักเท่าไหร่ ดังนั้นเขาจึงอดที่จะติดตามอีกฝ่ายไปอย่างห่างๆ ไม่ได้ ซึ่งแน่นอนว่านอกจากความอยากรู้ของเขาแล้วนั้น เสิ่นเจ๋อหยวนยังรู้สึกเป็นห่วงอีกฝ่ายมากเช่นเดียวกัน
หลังจากที่เสิ่นเจ๋อหยวนเดินตรงไปยังทิศทางที่เมิ่งจือหลันหลายตัวเข้าไปภายในตรอกตรอกหนึ่งแล้วนั้น เขาก็ต้องพบเจอกับบางสิ่งที่น่าประหลาดใจมากเลยทีเดียว เพราะอยู่ๆ บนฝ่ามือของเมิ่งจือหลันก็ปรากฏเนื้อสัตว์ขึ้นมาในความว่างเปล่า นอกจากนี้อีกฝ่ายยังเอื้อมมืออีกข้างที่ยังคงว่างอยู่นั้นเข้าไปหยิบบางสิ่งบางอย่างออกมาจากตะกร้า ซึ่งด้วยท่าทางการหยิบแล้วนั้น ทำให้เขารับรู้ได้เลยว่าภายในตะกร้าของอีกฝ่ายจะต้องเต็มไปด้วยข้าวของอย่างแน่นอน เพราะว่าเมิ่งจือหลันเอื้อมือเข้าไปภายในตะกร้าเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
‘เกิดอะไรขึ้น ทำไมภายในตะกร้าของเธอถึงได้มีข้าวของอยู่เต็มแบบนั้น หรือว่าก่อนหน้านั้นฉันจะมองผิดไปเอง’
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++
พบกันใหม่ในตอนต่อไปนะคะ
++++++++++++++++++++++++++++++++++++++++