ฤดูใบไม้ร่วงโปรยใบเหลืองทั่วลานจวนสกุลซ่ง เหยาเหยาวัยหกขวบนั่งอยู่ริมหน้าต่างห้องเรียน ทำเป็คัดลายมือตามที่อาจารย์เฉียนสั่ง แต่ในใจกลับครุ่นคิดถึงเื่ที่ใหญ่กว่าตัวอักษรในมือมากนัก
'ผ่านมาเดือนกว่าแล้ว ไม่รู้ท่านตาสืบเื่นางกำนัลเก่าไปถึงไหน' นางคิด พลางจุ่มพู่กันลงในแท่นหมึกอย่างเหม่อลอย 'ปมชาติกำเนิดอ๋องรองเป็เื่ใหญ่ที่สุด ถ้าเปิดโปงได้ ตระกูลซ่งก็จะพลิกจากฝ่ายตั้งรับเป็ฝ่ายรุกเต็มตัว'
'แต่ข้าจำรายละเอียดได้น้อยเหลือเกิน... จดหมายรัก ปิ่นปักผม ตำหนักร้าง… เท่าที่นึกออกมีแค่นี้ ที่เหลือเลือนรางไปหมดแล้ว' นางถอนหายใจในใจ 'ยิ่งเื่เปลี่ยนจากบทเดิมมากเท่าไร ความจำเื่นิยายของข้าก็ยิ่งจางลง'
เสิ่นว่านอวี๋ที่แวะมาดูลูกเรียนได้ยินความกังวลในใจลูก ก็เดินเข้ามาลูบหัวเบาๆ "เหยาเหยา ตั้งใจคัดลายมือนะลูก เื่อื่นปล่อยให้ผู้ใหญ่จัดการ"
'อ๊ะ ท่านแม่มาปลอบอีกแล้ว' เหยาเหยายิ้ม 'ท่านแม่คงสังเกตว่าข้าเหม่อ เลยมาเตือน... แม่ลูกเราเข้าใจกันจริงๆ' นางเงยหน้ายิ้มหวาน "เ้าค่ะท่านแม่ เหยาเหยาจะตั้งใจ"
——————
ค่ำวันนั้น เจิ้นกั๋วกงได้เดินทางมาที่จวนสกุลซ่งด้วยตนเอง สีหน้าเคร่งขรึมแฝงความตื่นเต้น
ในห้องประชุมลับ ท่านวางจอกชาลง เอ่ยเสียงต่ำ "ข้าสืบพบนางกำนัลเก่าคนหนึ่งแล้ว ชื่อยายหลี่ ปัจจุบันเป็แม่หม้ายชราอยู่ที่หมู่บ้านชานเมืองตะวันตก นางเคยรับใช้ในตำหนักของฮองเฮาองค์ก่อน่ที่พระนางตั้งครรภ์อ๋องรอง"
ซ่งจิ้งอันเงยหน้าขึ้นทันที "นางยอมพูดหรือขอรับ ท่านตา"
"ตอนแรกไม่ยอม" เจิ้นกั๋วกงลูบเครา "นางกลัวจนตัวสั่น พอเอ่ยถึงฮองเฮาองค์ก่อนก็รีบปิดปาก แต่ทุกครั้งที่ข้าเอ่ยถึง 'ตำหนักเย็น' ดวงตาของนางจะวาบความหวาดกลัวขึ้นมา"
"ตำหนักเย็น..." ซ่งจิ้งอันขมวดคิ้ว "ในวังมีตำหนักเย็นหลายแห่ง แต่ที่ถูกปิดตายมานานและเกี่ยวข้องกับฮองเฮาองค์ก่อน... ลูกเคยได้ยินว่ามีตำหนักหนึ่งทางมุมตะวันตกเฉียงเหนือของวัง ปิดตายมากว่ายี่สิบปี ว่ากันว่ามีผีสิง ไม่มีใครกล้าเข้าใกล้"
เจิ้นกั๋วกงพยักหน้า "นั่นแหละที่ข้าคิด ตำหนักที่ 'มีผีสิง' มักเป็ตำหนักที่ซ่อนความลับที่ผู้มีอำนาจไม่อยากให้ใครรู้ ข่าวลือผีสิงก็แค่เครื่องมือกันคนเข้าใกล้"
——————
ภายในเรือนใน เหยาเหยาที่แอบฟังไม่ได้ (เพราะเป็การประชุมลับของผู้ใหญ่) กำลังนอนเล่นกับกำไลกระดิ่งของเป้ยจิ้งหาน ครุ่นคิดเื่ปมอ๋องรองตามประสาตน
แต่พอนางเผลอนึกคำว่า ‘ตำหนักเย็น’ ขึ้นมาลอยๆ บางอย่างในความทรงจำก็ถูกสะกิด
'ตำหนักเย็น...' นางสะดุดในใจ 'เดี๋ยวนะ ในนิยายมันเคยเขียนถึงตำหนักร้างที่อ๋องรองสั่งห้ามคนเข้า ตำหนักที่... อ๋องรองจะแอบไปไหว้ ‘ใครบางคน’ ปีละครั้งอย่างลับๆ!'
เหยาเหยาลุกพรวดขึ้นนั่ง ดวงตาเบิกกว้าง
'ใช่แล้ว! ในนิยายตอนท้ายๆ เฉลยว่า อ๋องรองแอบไปไหว้ ‘บิดาแท้ๆ’ ของตัวเองที่ตำหนักนั้น เพราะที่นั่นเคยเป็ที่ที่แม่ของเขากับชู้รักเคยพบกัน! จดหมายรักกับปิ่นปักผมที่เป็หลักฐาน ก็ซ่อนอยู่ใต้แผ่นกระเบื้องในตำหนักนั้น!'
'ตำหนักเย็นมุมตะวันตกเฉียงเหนือ! นั่นแหละที่ซ่อนหลักฐาน!'
นางตื่นเต้นจนแทบะโ แต่แล้วก็ตระหนักว่าตัวเองพูดบอกใครไม่ได้
'เฮ้อ ข้านึกออกแล้ว แต่จะบอกครอบครัวอย่างไรล่ะ...' นางกลุ้มใจ 'เอาเถอะ ข้าคิดดังๆ ในใจไว้ก่อน เผื่อ ‘ดวงดี’ จะทำให้ความคิดนี้ถึงครอบครัวเหมือนทุกครั้ง... ตำหนักเย็นมุมตะวันตกเฉียงเหนือ ใต้แผ่นกระเบื้องมีจดหมายรักกับปิ่นปักผม! ใต้แผ่นกระเบื้อง! ย้ำอีกที ใต้แผ่นกระเบื้องในตำหนักเย็น!'
นางย้ำในใจซ้ำๆ ราวกับกลัวว่า ‘ปาฏิหาริย์’ จะฟังไม่ชัด
ในห้องถัดไป เสิ่นว่านอวี๋ที่เพิ่งเดินกลับเข้าเรือน ได้ยินความคิดของลูกครบทุกคำ ถึงกับยืนตะลึงงันไป
ใต้แผ่นกระเบื้องในตำหนักเย็นมุมตะวันตกเฉียงเหนือ... จดหมายรักกับปิ่นปักผม...
นางรีบหมุนตัวกลับไปยังห้องประชุมลับทันที
——————
"จิ้งอัน ท่านพ่อ" เสิ่นว่านอวี๋เปิดประตูเข้ามาด้วยสีหน้าตื่นเต้น เสียงสั่นเครือ "เหยาเหยาเพิ่งบอก... หลักฐานอยู่ใต้แผ่นกระเบื้องในตำหนักเย็นมุมตะวันตกเฉียงเหนือ เป็จดหมายรักกับปิ่นปักผม"
ภายในห้องโถงลับพลันตกอยู่ในความเงียบงันชั่วอึดใจ ก่อนที่ดวงตาของทุกคนจะทอประกายวาบขึ้นมาพร้อมกัน
ซ่งจิ้งอันผุดลุกขึ้นยืนอย่างลืมตัว "ช่างประจวบเหมาะกับข้อสันนิษฐานของเราไม่มีผิดเพี้ยน! ตำหนักเย็นทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ... คือตำหนักที่ถูกปิดตายมานานกว่ายี่สิบปี!"
เจิ้นกั๋วกงกำหมัดแน่น ั์ตาที่ผ่านร้อนหนาวมาคู่นั้นทอประกายกล้า "เด็กคนนั้น... ทุกครั้งที่พวกเราเผชิญกับทางตัน นางมักจะชี้ทางสว่างให้เสมอ ราวกับมีเทพยดาคอยปกป้องคุ้มครองตระกูลซ่งของเราอยู่จริงๆ"
ซ่งจงอี้ซึ่งนั่งฟังอย่างสงบเสงี่ยมมาโดยตลอด เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำทว่าสุขุม "ทว่าการจะลอบเข้าไปในตำหนักเย็นนั้นไม่ใช่เื่ง่าย ที่นั่นตั้งอยู่ในเขตพระราชฐานชั้นใน มีทหารองครักษ์เวรยามหนาแน่น ทั้งยังเป็เขตหวงห้าม หากพวกเราบุ่มบ่ามเข้าไปแล้วเกิดพลาดพลั้งถูกจับได้ ย่อมเท่ากับยื่นข้ออ้างชั้นดีให้เซียวจิ่งหรงลงมือขุดรากถอนโคนตระกูลซ่งทันที"
สิ้นคำกล่าว บรรยากาศในห้องก็พลันหนักอึ้งขึ้นมาอีกครั้ง ความตื่นเต้นยินดีเมื่อครู่ถูกแทนที่ด้วยความกังวลใจ
ซ่งจิ้งอันนิ่งเงียบ ครุ่นคิดอย่างละเอียดถี่ถ้วนอยู่ครู่ใหญ่ ก่อนจะเอ่ยปากช้าๆ "หาก้าเข้าสู่พระราชฐานชั้นในอย่างเปิดเผยและปลอดภัย... เราจำเป็ต้องหาผู้ช่วยที่ทรงอิทธิพลและไว้ใจได้ ซึ่งคนผู้นั้นจะเป็ใครไปไม่ได้นอกจาก... ฮองเฮาตวนหรู"
"แต่เื่ใหญ่คอขาดบาดตายเช่นนี้ เราจะเปิดเผยต่อฮองเฮาได้จริงหรือ" ซ่งติ้งหย่วนขมวดคิ้วมุ่นด้วยความกังวล "หากก้าวพลาดเพียงก้าวเดียว ย่อมเท่ากับลากฮองเฮาลงเรือลำเดียวกับเรา"
"ฮองเฮาทรงเป็พระมารดาของรัชทายาท ส่วนอ๋องรองก็คือขวากหนามชิ้นใหญ่ที่สุดในการ่ชิงบัลลังก์" แววตาของซ่งจิ้งอันเย็นเยียบลง "หากชาติตระกูลของอ๋องรองมีมลทินจริง นี่จะกลายเป็อาวุธที่ร้ายกาจที่สุดที่ฮองเฮาทรงปรารถนา พวกเราไม่ได้ลากพระนางลงเรือ... แต่กำลังถวายดาบอันคมกริบให้พระนางต่างหาก"
"ถึงกระนั้นก็ต้องระวังตัวไว้ให้ดี" ซ่งจงอี้เอ่ยเตือนเสียงเคร่ง "การร่วมมือกับผู้ทรงอำนาจในวังหลังเปรียบเสมือนการเลี้ยงเสือไว้ข้างกาย วันใดที่ผลประโยชน์ไม่สอดคล้องกัน เสือตัวนั้นอาจหันมาแว้งกัดเราได้ทุกเมื่อ ดังนั้นเราจะร่วมมือกับฮองเฮาเฉพาะเื่ที่จำเป็เท่านั้น ส่วนหลักฐานชิ้นสำคัญ... พวกเราต้องเก็บรักษาไว้กับตัว ห้ามส่งมอบให้ผู้ใดจนกว่าจะถึงเวลาอันสมควร"
ซ่งจิ้งอันพยักหน้ารับคำอย่างเห็นพ้อง "ท่านพ่อคิดอ่านรอบคอบยิ่งนัก เื่การผ่านเข้าออกวังหลวงเราจะยืมมือฮองเฮา ทว่าความลับเื่ที่ซ่อนของหลักฐาน จะมีเพียงพวกเราในห้องนี้เท่านั้นที่รู้ และมันจะต้องเป็เช่นนั้นตลอดไป"
ทุกคนในห้องต่างพยักหน้ารับด้วยสีหน้าเคร่งขรึม บรรยากาศเปี่ยมไปด้วยความกดดันจากภารกิจครั้งใหญ่ที่กำลังจะเริ่มต้นขึ้น... การเดินหมากครั้งนี้ เดิมพันด้วยความอยู่รอดของคนทั้งตระกูลซ่ง!
——————
ในขณะที่จวนตระกูลซ่งกำลังวางแผนการอย่างรัดกุม ภายในตำหนักของอ๋องรอง เซียวจิ่งหรงก็ได้รับรายงานด่วนจากสายลับเช่นกัน
"ทูลอ๋องรอง" ขุนนางคนสนิทรายงานด้วยน้ำเสียงแ่เบาและระแวดระวัง "่นี้เจิ้นกั๋วกงเดินทางออกนอกเมืองบ่อยครั้งอย่างผิดสังเกต แม้จะอ้างว่าไปเยี่ยมเยียนสหายเก่า ทว่าผู้ที่เขาไปพบ... ล้วนแต่เป็อดีตข้าราชบริพารในวังหลวงสมัยก่อนทั้งสิ้นพ่ะย่ะค่ะ"
ปลายนิ้วที่กำลังลูบไล้สร้อยหยกของเซียวจิ่งหรงพลันชะงักกึก
อดีตข้าราชบริพารในวังหลวงสมัยก่อนอย่างนั้นหรือ...
แววตาของอ๋องรองพลันเย็นเยียบลงจนน่าขนลุก "สมัยก่อน... เจิ้นกั๋วกงคิดจะสืบเื่ใดกันแน่"
ขุนนางคนสนิทก้มศีรษะลงต่ำแทบชิดอก "เท่าที่สายข่าวสืบทราบมา ดูเหมือนว่า... จะเกี่ยวข้องกับอดีตฮองเฮาองค์ก่อนพ่ะย่ะค่ะ"
เพียงคำว่า 'ฮองเฮาองค์ก่อน' หลุดออกจากปาก ใบหน้าที่เคยหล่อเหลาสุภาพของอ๋องรองก็แปรเปลี่ยนเป็เ็าและบิดเบี้ยวด้วยความโกรธเกรี้ยว บรรยากาศรอบกายราวกับจะจับตัวเป็น้ำแข็งในพริบตา
"ฮองเฮาองค์ก่อน..." เขาพึมพำเสียงแ่ นิ้วมือขยำสร้อยหยกแน่นจนข้อนิ้วขาวซีด "ตระกูลซ่ง... พวกเ้าช่างขวัญกล้าเทียมฟ้านัก ถึงกับกล้าแตะต้องเื่นั้น!"
เขานิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแฝงไอสังหาร "ดูท่าที่ผ่านมาข้าจะเมตตาตระกูลซ่งมากเกินไปเสียแล้ว... ไปเตรียมการให้พร้อม ข้าจะมอบบทเรียนราคาแพงให้แก่พวกสอดรู้สอดเห็นที่ชอบขุดคุ้ยเื่ที่ไม่ควรขุด!"
เงาร่างของอ๋องรองทอดยาวลงบนพื้นห้อง ราวกับอสูรกายทมิฬที่กำลังแผ่ขยายกรงเล็บเข้าครอบงำจวนตระกูลซ่งอีกครั้ง
——————
ทางด้านเรือนในอันเงียบสงบ เหยาเหยานอนกอดกำไลกระดิ่งทองเหลืองแน่น นางยังไม่รู้เลยว่าความคิดของตนได้กลายเป็ชนวนเหตุแห่งศึกนองเืครั้งใหม่เสียแล้ว
‘หวังว่าพวกท่านพ่อท่านพี่จะหาทางเข้าไปในตำหนักเย็นได้สำเร็จนะ’ เด็กหญิงคิดในใจก่อนจะเคลิ้มหลับ ‘หากได้หลักฐานชิ้นนั้นมา อ๋องรองก็หมดหนทางดิ้นรน... แต่ก็ต้องระมัดระวังให้ดี อ๋องรองไม่ใช่คนที่จะยอมงอมืองอเท้าให้ผู้อื่นบดขยี้ หากเขารู้ตัวว่าพวกเรากำลังขุดคุ้ยเื่นี้ เขาต้องชิงลงมือก่อนแน่'
'เฮ้อ ขอให้ทุกอย่างราบรื่นด้วยเถิด ขอเพียงครอบครัวของข้าปลอดภัยก็พอ' นางกระชับอ้อมกอดที่รัดกำไลแน่นขึ้น ดวงตาคู่กลมโตเริ่มปรือลงด้วยความเหนื่อยล้า 'พรุ่งนี้ข้าต้องตั้งสติและเค้นความทรงจำเกี่ยวกับเนื้อหาในนิยายเล่มนั้นให้มากกว่านี้ เผื่อว่าจะนึกรายละเอียดสำคัญอื่นๆ ออกอีก...'
นอกหน้าต่าง สายลมหนาวต้นฤดูพัดกระโชกจนใบไม้แห้งร่วงลงสู่พื้นดิน ราวกับเป็ลางบอกเหตุร้ายว่าพายุลูกใหญ่กำลังจะมา... ศึกระลอกใหม่ระหว่างตระกูลซ่งและเซียวจิ่งหรงกำลังจะปะทุขึ้นอีกครั้ง และการเผชิญหน้าในครั้งนี้ มีความลับที่จะสั่นคลอนไปถึงราชบัลลังก์เป็เดิมพัน!