ตอนที่ 9 : วันชูอี เดือนจิ่วเยว
“เ้า! จ้องมองอันใดนัก...”
คำทักทายแรกจากปากชายหนุ่มร่างสูงใหญ่ใบหน้าหล่อเหลาในชุดนายทหารที่ดูน่าเกรงขามทำเอาลู่หลินได้สติ ต้องรีบกดสายตาลงพร้อมกับก้มหน้าต่ำทันทีโดยไม่รู้ตัว เป็ปฏิกิริยาตอบรับของร่างกายที่ดูเป็ไปอย่างอัตโนมัติจนน่าแปลกใจ
ร่างกายนี้ดูสั่นกลัวยามที่สบตาร่างสูงใหญ่นั่น ทั้ง ๆ ที่ความรู้สึกจริงๆ ของลู่หลินก็มีเพียงแค่ ‘ดาาายคนนี้ดูหล่อดี...’
ความสับสนที่ขัดกันทำให้ลู่หลินนึกสงสัยจนต้องพยายามฝืนกายเงยหน้าขึ้นมามองอีกฝ่ายอีกครั้งเพื่อหาคำตอบ
“อ่า... หล่อจุง...” แล้วลู่หลินก็พูดขึ้นมาอย่างเหม่อลอยทันทีที่ได้เห็นหน้า
แต่ไหงร่างกายเขาจึงได้สั่นกลัวขึ้นมาอีกแล้ว!?! นี่มันเื่บ้าอะไรกัน!!! ดูสิ ก้มหน้าหนีเขาอีกแล้ว!!
ท่าที่เปลี่ยนไปมาไม่รู้ตัวนั้นของลู่หลิน ไม่เพียงสร้างความงุนงงให้กับตัวเองเท่านั้น แต่ยังสร้างความสงสัยให้กับผู้คนทั้งห้องได้อีกด้วย
เป็ที่รู้กับทั้งอาณาจักรฉินว่าคุณชายป๋ายอี้หลินคนงามคนนี้เป็เกอที่มีกิริยามารยาทอ่อนหวานเรียบร้อยเป็อย่างมาก ขยับกายเยื้องย่างอย่างไรก็ดูงดงามหมดจดไร้ท่าทีให้ขัดใจ การจะมาทำตาโตจ้องมองใครคนหนึ่งด้วยสีหน้าเคลิ้มๆ สลับกับการสะบัดหัวสะบัดตัวไล่อาการตัวสั่นแปลกๆ อย่างที่ทำอยู่นี้ย่อมเป็ไปไม่ได้
ยังไม่นับเื่ที่คนในจวนอ๋องทั้งจวนรู้ดีว่าคุณชายป๋ายคนงามหวาดเกรงในอำนาจบารมีท่านโจวหยางอ๋องเป็อย่างยิ่ง แม้จะเข้ามาอยู่ในจวนในฐานะอนุชายารองยศต่ำมากคนหนึ่ง และถือเป็ชายาคนเดียวที่ท่านอ๋องที แต่กระนั้นสถานะระหว่างกันก็ยังไม่ชัดเจนว่าเป็คนรัก คล้ายเป็คนที่จำใจต้องมาอยู่ร่วมกันมากกว่า อีกทั้งที่ผ่านมาก็พบกันได้เพียงน้อยครั้งยามที่ท่านอ๋อง้าผ่อนคลายจากภาระงานที่เคร่งเครียดเท่านั้น และทุกครั้งคุณชายป๋ายก็จะหวาดกลัวจนตัวสั่นอยู่ทุกคราไป ซ้ำในยามเช้าก็ยังมักจะหลงเหลือรอยช้ำมากมายตามร่างกายให้คุณชายป๋ายดูน่าเวทนาอยู่ทุกที ท่าทีตัวสั่นหวาดกลัวยามพบหน้าจึงดูเป็เื่ที่เข้าใจได้แล้ว
แต่มายามนี้กลับทำใจกล้าดั่งกินดีหมีหัวใจเสือจ้องมองชายที่สูงศักดิ์กว่ากลับไปได้จึงนับว่าแปลกยิ่ง
เสี่ยวไป๋และเสี่ยวเฮยที่นั่งร่วมอยู่ในห้อง เห็นท่าทีนายตนไร้ความเคารพอย่างปกติก็พลอยสั่นกลัวจะต้องอาญาไปด้วยจึงต้องรีบคลานเข่าเข้าไปหาคุณชายของตัวเองพร้อมกระตุกชายเสื้อยิก ๆ ให้รีบเปลี่ยนท่าที
โจวหยางอ๋องถึงกับต้องขมวดคิ้วมองท่าทีไม่เกรงกลัวนั้นอย่างหงุดหงิดใจ ั้แ่พบปะกัน ไม่มีสักคราที่อีกฝ่ายจะกล้ามองหน้าสบตากันตรงๆ กับคนที่ไม่ชอบหน้ากันอยู่แล้ว การกระทำนั้นจะเป็อะไรได้นอกจากการยียวนชวนหาเื่? …
ผิดกับกุนซือซุนที่จดจ้องท่าทางนั้นของคุณชายป๋ายอี้หลินอย่างพิจารณา มีหรือที่คนคนหนึ่งฟื้นขึ้นมาแล้วจะมีท่าทีเปลี่ยนไปราวกับเป็คนละคนได้ขนาดนี้…
ความสัมพันธ์ระหว่างท่านอ๋องกับคุณชายป๋ายเป็อย่างไร วันนั้นบนหน้าผาเกิดเหตุร้ายแรงอย่างไรบ้างก่อนที่จะมีคนตกลงมา แม้เขาจะไม่ได้อยู่เห็นด้วยตาตัวเอง แต่ก็ยังพอคาดการณ์เหตุร้ายได้อยู่ คนที่สมควรจะตื่นขึ้นมาแล้วกลัวจนลนลานและต้องร้องขอชีวิต กลับเปลี่ยนเป็จ้องมองด้วยดวงตาใสซื่อแบบคนไม่รู้เื่ราว จะเป็กลการแสดงอันใด เขาก็ยังมองว่าน่าฉงนอยู่ดี…
เมื่อทั้งห้องไม่มีใครคิดจะเอ่ยพูดอะไรออกมา ยิ่งกับท่านอ๋องที่นานๆ จะพูดสักทียิ่งไม่ต้องคาดหวัง บัณฑิตอย่างเขาจึงต้องเป็คนเริ่มเปิดฉากสอบถามเป็คนแรก…
“คุณชายป๋ายฟื้นขึ้นมาแล้ว เ็ปอันใดหรือไม่?”
คำทักทายจากชายหนุ่มรูปร่างโปร่งในชุดขุนนางชั้นสูงสีเทาเหลือบดำทำให้ลู่หลินต้องเงยหน้าขึ้นมอง แม้ตัวจะยังสั่นอยู่ แต่จิตใจและสมองเขาก็ยังปกติดีจนนึกขบขันขึ้นมา
“จะมาอันดงอันใดกัน ซ้อมบทละครกันหรือไง?”
“หา? … คุณชายป๋ายหมายถึงสิ่งใด? "
ซุนอวี้เซวียนมั่นใจมาตลอดว่าตนเองนั้นสติดี แต่ก็ต้องยอมรับว่าครานี้ออกจะงุนงงกับคำถามของคุณชายป๋ายคนงามจริงๆ จึงต้องเอ่ยถามออกไปซื่อ ๆ
“เฮ้อ… วันนี้จะคุยกันรู้เื่มั้ยเนี่ย… งั้นเอางี้ ผมขอถามคำถามง่ายๆ พวกคุณช่วยผมไว้เหรอ? ที่นี่คือที่ไหน? วันนี้วันอะไรแล้ว? แล้วผมขอยืม โทรศัพท์หน่อยได้มั้ย ผมจะโทรให้เพื่อนมารับและจะได้ตอบแทนน้ำใจของพวกคุณด้วย แบบนี้ดีกว่าเนอะ รีบตอบแทน จบเื่ และแยกย้าย โอเค้?!?”
ลู่หลินก้มหน้าคิดสักครู่ ฟันธงคนกลุ่มนี้เป็พวกคลั่งไคล้บทละครขั้นหนักแล้วจึงตัดสินใจว่าจะรีบจบเื่เป็อันดีที่สุด เขาอยากไปโรงพักแจ้งจับอาจารย์ลีข้อหาพยายามฆ่าจะแย่แล้ว และป่านนี้ชิวอิงก็คงเป็ห่วงเขามาก รีบขอบคุณแล้วแยกย้ายไปทำเื่ของตัวเองให้เร็วที่สุดจะดีกว่า ไม่แน่ว่าหลังจากก่อเื่อาจารย์ลีมือผลักคนนั้นอาจหนีหายออกนอกประเทศไปแล้วก็ได้!
คิดได้ดังนั้น ลู่หลินจึงเงยหน้าพูดตามสิ่งที่คิดพร้อมจบประโยคตัวเองด้วยใบหน้ายิ้มแย้มสุดจะเป็มิตรหวังให้ทุกคนรีบตอบคำถามเขาไวๆ แต่ไม่รู้ทำไมแทนที่จะได้คำตอบกลับได้สีหน้าอึ้งๆ งงๆ ของคนในห้องตอบกลับมาแทน…
‘นี่เขาพูดอะไรผิดอีกแล้วรึไงกัน? …T_T’
เสี่ยวไป๋และเสี่ยวเฮยไม่เข้าใจสิ่งที่ลู่หลินเพิ่งร่ายยาวไปเลยแม้แต่น้อย แต่ซุนอวี้เซวียนและโจวหยางอ๋องนั้นมีสติปัญญามากกว่าจึงพอจะจับได้ความได้บ้าง แม้จะไม่ทั้งหมด
แน่นอนว่าโจวหยางอ๋องจะไม่มีทางตอบ ตอนนี้เขาเอาแต่จ้องป๋ายอี้หลินเขม็งอย่าง้าหาคำตอบ เริ่มรับรู้ได้แล้วว่านี่ไม่ใช่ท่าทีที่ปกติ… คิดเล่นละครอันใดอีกงั้นสิ? …
ซุนอวี้เซวียนลอบสบตากับท่านอ๋อง สื่อสารผ่านสายตากันเงียบๆ แล้วก็ตัดสินใจว่าจะลองเล่นตามน้ำดูจึงได้เอ่ยตอบคำถามกลับไปแบบละเอียดไม่มีตกหล่นตามที่ตนเข้าใจ
"เอ่อ… คุณชายป๋ายพูดจาแปลกนัก ขออภัยที่ข้าตอบได้ช้า…
ที่นี่คือตำหนักเย่วหยวนของท่าน อยู่ในจวนโจวหยางอ๋องแห่งเมืองโจว
ส่วน่เวลานี้คือยามอู่ วันชูอี เดือนจิ่วเย่ว ยุคราชวงศ์ฉิน รัชสมัยของกษัตริย์หวงตี้ ปีที่ 54
เหตุที่เราต้องช่วยเหลือท่านมาที่นี่เพราะท่านตกหน้าผาด้านหลังจวน
ส่วนเื่โทรศัพท์ที่คุณชายขอนั้น… ขออภัยที่ข้าน้อยจนปัญญา ไม่ทราบว่ามันคือสิ่งใด…"
ลู่หลินได้ยินคำตอบยืดยาวของชายแปลกหน้าก็ถึงกับมึนตึ้บ จึงต้องรีบเบรกเพื่อขอตั้งสติก่อน
“เดี๋ยว! หยุดก่อน… ผมขอเวลาแป๊บ…”
ชายชุดขุนนางคนนี้ก็ช่างใจดี ขอให้หยุดก็หยุดทันทีราวกับสั่งได้จนลู่หลินได้มีเวลาพักเพื่อทำความเข้าใจในข้อมูลใหม่ที่ได้รับ
เื่สถานที่ที่อยู่ ไม่น่าแปลกใจเท่าไหร่ เขาตกหน้าผาที่พิพิธภัณฑ์จวนอ๋อง ถูกช่วยกลับมาพักที่จวนก่อนก็ปกติ แม้จะตงิดใจสักหน่อยว่าทำไมไม่รีบพาไปโรงพยาบาล แต่เอาเถอะ ร่างกายเขาก็ไม่ได้เจ็บร้าวอะไร แปลว่าคงไม่เป็อะไรมาก…
แต่เื่วันเวลา อันนี้น่าแปลก…. ยามอู่ วันชูอี เดือนจิ่วเย่ว ยุคราชวงศ์ฉิน รัชสมัยของกษัตริย์หวงตี้ ปีที่ 54 มันคือวันไหนกันวะ!!!
‘ใจเย็นๆ ลู่หลิน นายสอบผ่านเื่ปฏิทินจีนมาแล้วตอนเทอม 1 ได้คะแนนท๊อปอีกต่างหาก! คำศัพท์แค่นี้ง่ายๆ …’
ยามอู่คือ่เวลา 11 โมงถึงบ่ายโมง…. อืม… ดูจากแสงสว่างจ้าทิ่มตาขนาดนี้แล้วก็น่าจะใช่อยู่
วันชูอีเดือนจิ่วเยว… คือวันที่ 1 กันยายน… อันนี้ไม่น่าใช่นะ ก็ตอนนี้มันเพิ่งต้นปีเองไม่ใช่เหรอ?
ยุคราชวงศ์ฉิน รัชสมัยของกษัตริย์หวงตี้ ปีที่ 54… อันที่ยิ่งไม่ใช่ไปกันใหญ่ สมัยนั้นมันคือเมื่อสี่พันปีก่อนเลยไม่ใช่รึไง?!!
แต่เดี๋ยวสิ! วันที่ 1 เดือนกันยา เมื่อสี่พันปีก่อน มันคือ 30 วันก่อนเกิดเหตุูเาไฟเจียวฮว๋าซานะเิไม่ใช่รึไง!
อยู่ ๆ คำพูดที่นึกกลัวก็แล่นวนขึ้นมาอีกครั้งในหัวราวกับถูกสั่งเปิดสวิตช์
“หากคุณอยากกลับมาปัจจุบันให้ได้ ก็ลองใช้เวลา 30 วันนี้ช่วยชีวิตโจวหยางอ๋องและชาวเมืองเอาไว้ให้ได้สิ…”
อย่าบอกนะว่าเขาตกหน้าผาแล้วย้อนเวลากลับมา 30 วันก่อนเกิดูเาไฟะเิจริงๆ!
ลู่หลินนะลู่หลิน! โดนผีบรรพบุรุษสาปแช่งแล้วมั้ยล่ะ!
________________
Talk#ขอบคุณคอมเมนต์ค่า
E-Book ที่ Meb ภาค 1 มี 80 ตอน เพิ่มตอนพิเศษ 5 ตอน ราคา 299 บาท>>กดซื้อลู่หลินภาค1<<
E-Book ที่ Meb ภาค 2 มี 67 ตอน เพิ่มตอนพิเศษ 3 ตอน ราคา 299 บาท>>กดซื้อลู่หลินภาค2<<
สำคัญ! ก่อนซื้อเข้าไปดูรายละเอียดข้อมูลเนื้อหาในเล่มในตอนที่ 1 ก่อนนะคะ ขอบคุณที่สนับสนุนค่า >_<