สองสามีภรรยาเติบโตขึ้นจากการทำธุรกิจร้านอาหารเล็กๆ ของพวกเขา เวลานี้ร้านอาหารของพวกเขาได้รับความนิยมเป็นอย่างมาก พวกเขาขยายเวลาเปิดปิดร้านออกไปจากสี่โมงเย็นเป็นสองทุ่มมาตั้งแต่พวกเขาเรียนภาคค่ำจบและขยายร้านเสร็จ มื้อเช้าและขนมอบยังคงใช้วิธีเปลี่ยนเมนูหมุนเวียนไปในแต่ละวันเหมือนเดิม มื้อกลางวันเพิ่มเมนูบะหมี่เข้าไป ส่วนมิื้อเย็นจะเป็นเมนูหม้อไฟ
เนื่องจากร้านมีขนาดใหญ่ขึ้นและมีการขยายเวลาเปิดปิดร้านออกไป จางเฉินอวี้และหลี่เยว่ซินก็ยุ่งขึ้นตามไปด้วย พวกเขาจึงเลื่อนให้เจียงหงปินขึ้นมาเป็นผู้จัดการร้านและให้หลู่ซูเจินภรรยาของเขาเป็นผู้ดูแลในส่วนของห้องครัว หลังจากนั้นพวกเขาก็จ้างพนักงานเพิ่มเป็นแม่ครัวและคนครัวอย่างละ 1 คน พนักงานเสิร์ฟ 3 คน และพนักงานส่งอาหาร 1 คน
โดยทั่วไปคนส่วนใหญ่ในยุคนี้จะกินเมนูหม้อไฟเมื่อมีวาระพิเศษหรือเทศกาล แต่ในยุคที่เธอจากมาเมนูหม้อไฟเป็นที่นิยมและหากินได้ง่ายไม่เน้นว่าจะต้องเป็นโอกาสพิเศษเท่านั้น เธอเห็นว่าจากการเปิดกว้างทางเศรษฐกิจนี้ ทำให้การดำเนินชีวิตของคนเริ่มเปลี่ยนไป ผู้คนเริ่มมีการพบปะ และทานอาหารนอกบ้านกันมากขึ้น เธอจึงคิดถึงเมนูหม้อไฟขึ้นมา เพราะวัฒนธรรมการกินหม้อไฟจะกินด้วยกันหลายคน และหม้อไฟสามารถเลือกใส่เนื้อสัตว์ ผัก และเครื่องเคียงอย่างเช่นลูกชิ้น เต้าหู้ หรือเกี๊ยวก็ได้ หรือแม้แต่น้ำจิ้มก็สามารถเลือกแบบที่ตัวเองชอบได้เช่นกัน หม้อไฟจึงเป็นตัวเลือกที่ง่ายที่สุดสำหรับกลุ่มคนที่มีความชอบแตกต่างกัน
หลี่เยว่ซินสั่งทำหม้อแบบพิเศษเป็นหม้อไฟแบบสองช่อง สำหรับใส่น้ำซุปกระดูกหมูรสเผ็ดและน้ำซุปกระดูกหมูตุ๋นยาจีน เมนูเนื้อสัตว์มีให้เลือกหลากหลายรวมไปถึงอาหารทะเลที่ครอบครัวของพี่ใหญ่หลี่หยุนเป็นผู้รับผิดชอบจัดส่งมาให้ เพราะเวลานี้ธุรกิจของครอบครัวหลี่หยุนเริ่มนำอาหารทะเลสดมาขายที่หน้าร้านแล้ว
“พี่อวี้ พี่เยว่ซิน หนูคิดถึงพวกพี่จังเลยค่ะ” หวังเจียวมิ่งวิ่งเข้าไปเกาะแขนหลี่เยว่ซิน
“มิ่งมิ่ง มาได้อย่างไรจ๊ะ” หลี่เยว่ซินยิ้มทักทาย
“โตจนเข้ามหาวิทยาลัยแล้วยังทำตัวเป็นเด็กไปได้” จางเฉินอวี้แสร้งบ่นแต่ก็ยิ้มทักสาวน้อยเต็มใบหน้า
“ให้หนูทำตัวสบายๆ บ้างเถอะค่ะ” หวังเจียวมิ่งทำท่าย่นจมูกตอบ “หนูปิดภาคเรียนค่ะ หนูกลับมาเยี่ยมคุณย่า แล้วก็แวะมาหาพวกพี่นี่ล่ะค่ะ เย็นนี้คุณย่าให้เชิญพวกพี่ไปทานข้าวด้วยกัน หนูยังต้องไปเชิญครอบครัวคุณปู่โจวด้วยค่ะ เย็นนี้เจอกันนะคะ”
หวังเจียวมิ่งเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยปีสอง เธอสอบเข้ามหาวิทยาลัยที่ปักกิ่งด้านการออกแบบเครื่องแต่งกาย ทุกครั้งที่ปิดภาคการศึกษาเธอจะต้องกลับมาเยี่ยมคุณย่าหวัง เธอยังคงมีความตั้งใจที่จะกลับมาใช้ชีวิตในเมืองนี้ไม่เคยเปลี่ยน
มื้อเย็นจางเฉินอวี้และหลี่เยว่ซินนำอาหารไปสบทบกับอาหารที่บ้านของป้าหวังด้วย เมื่อพวกเขาเดินเข้าไปก็เห็นครอบครัวของคุณปู่โจวนั่งรออยู่ก่อนแล้ว และพวกเขาสังเกตเห็นเด็กหนุ่มรูปร่างดี แต่งกายตามสมัยนิยมนั่งหันหลังให้พวกเขา
“พี่อวี้ พี่เยว่ซิน พวกพี่มาแล้วหรือครับ” เด็กหนุ่มคนนั้นหันหน้ามาทักเมื่อได้ยินเสียงคนเดินเข้ามา
“นึกว่่าหนุ่มหล่อที่ไหน” หลี่เยว่ซนทักทายโจวเฟยเทียนด้วยความยินดี
“นายตัวสูงขึ้นมากเลยนะเฟยเทียน” จางเฉินอวี้และทักเขาเช่นกัน
“ผมเป็นนักศึกษาปีสุดท้ายแล้วนะครับ จะเรียนจบในภาคการศึกษาหน้านี้อยู่แล้ว จะให้ผมตัวเตี้ยกว่าพี่ไปตลอดหรืออย่างไรครับ” โจวเฟยเทียนกล่าวล้อเล่นกับจางเฉินอวี้ตามแบบฉบับของเขา
ทั้งสามครอบครัวกลับมากันพร้อมหน้าในรอบหลายปีตั้งแต่ที่โจวเฟยเทียนและหวังเจียวมิ่งไปเรียนที่ปักกิ่ง ดังนั้นอาหารมื้อนี้จึงเต็มไปด้วยความสุขและเสียงหัวเราะ หลังจากทานมื้อเย็นเสร็จ คุณลุงโจวและคุณป้าหวังขอตัวไปพักผ่อนก่อน ส่วนเด็กๆ ยังนั่งคุยกันต่อ
“พี่อวี้ พี่เยว่ซิน ผ่านไปไม่กี่ปีร้านอาหารของพวกพี่ใหญ่โตขึ้นมากทีเดียวนะครับ” โจวเฟยเทียนพูดขึ้นก่อน
“ลูกค้าเยอะมากด้วยนะ” โจวเฟยหยางบอกพี่ชายฝาแฝดของเขา
“ลูกค้าร้านนายก็เยอะเหมือนกันนะ นายหาคนมาช่วยงานครัวเพิ่มอีกสักคนสิ พวกงานทอดนายก็ให้เขาทำไป มันจะทำให้นายมีเวลาว่างและสบายมากขึ้น” จางเฉินอวี้เสนอความคิด
“ร้านเธอกว้างขวาง ยังมีพื้นที่ีว่างอีกส่วนหนึ่ง พี่สอนเธอทำอาหารเพิ่มได้นะ” หลี่เยว่ซินเสนอพวกเขา
“อาหารอะไรครับพี่เยว่ซิน” โจวเฟยเทียนถามด้วยตาเป็นประกาย เพราะเมนูที่หลี่เยว่ซินสอนเขานั้นได้รับความนิยมทุกเมนูจริงๆ
“มันเรียกว่าพิซซ่าจ้ะ วิธีทำง่ายมาก เพียงแต่เธอต้องก่อเตาถ่านขึ้นมาไว้อบสิ่งนี้” หลี่เยว่ซินบอกกับเขา
“พี่เยว่ซินวาดรูปออกมาให้ผมดูได้ไหมครับ ผมยังต้องอยู่บ้านอีกหลายวันกว่าจะเปิดภาคเรียน ผมจะสร้างเตาเองแล้วให้เฟยหยางไปเรียนวิธีทำกับพี่” โจวเฟยเทียนรีบอาสา
“ได้สิจ๊ะ อีกอย่างหนึ่งพี่คิดว่าเธอควรซื้อตู้แช่เย็นสำหรับขายไอศครีมและน้ำอัดลมด้วยนะ พี่รับรองว่าถ้าเธอมี 3 สิ่งนี้เพิ่มเข้ามา ไม่มีร้านของว่างไหนสู้ร้านเธอได้อย่างแน่นอน” หลี่เยว่ซินเสนอความคิดเห็นแล้วยิ้มให้สองแฝด
“เป็นความคิดที่ดีเหมือนกันนะคะ ตอนอยู่ที่ปักกิ่ง หนูเคยเห็นค่ะ น้ำอัดลมและไอศครีมขายดีมากช่วงหน้าร้อน อากาศของเมืองเราจะอุ่นกว่าที่ปักกิ่ง หนูว่ามันต้องขายดีมากแน่ๆ” หวังเจียวมิ่งบอก
“ผมเก็บเงินจากการค้าช่วงหลายปีที่ผ่านมาได้จำนวนหนึ่งครับ ผมจะลองดู” โจวเฟยหยางกล่าวยิ้มๆ “ผมกับเฟยเทียนเพิ่งพูดกันเรื่องนี้ครับ เมื่อเฟยเทียนเรียนจบเขาจะกลับมาทำงานอยู่ที่บ้านครับ เขาอยากเปิดสำนักงานเล็กๆ รับออกแบบตกแต่ง แล้วเขาอยากจะออกแบบบ้านหลังใหม่ของพวกเราด้วยครับ”
“พวกผมมีกันสองคนพี่น้อง ผมอยากสร้างบ้านแฝดมีทางเดินเชื่อมกัน ต่อไปพวกเราก็ต้องมีครอบครัวของตัวเองสร้างบ้านแยกหลังแบบนี้จะดีกว่า ผมกับเฟยหยางรักบ้านหลังนี้กันทั้งคู่…พวกผมอยากอยู่ที่นี่ด้วยกัน” โจวเฟยเทียนกล่าวเสริม
“แล้วมิ่งมิ่งล่ะจ๊ะ มีแผนว่าจะทำอะไรต่อไปเมื่อเรียนจบ” หลี่เยว่ซินถามหวังเจียวมิ่งต่อหลังจากที่รู้ถึงแผนการของสองแฝดแล้ว
“หนูจะกลับมาเปิดร้านเสื้อผ้าของตัวเองค่ะพี่เยว่ซิน เวลานี้ธุรกิจเสื้อผ้าเฟื่องฟูมากเลยนะคะ ที่ปักกิ่งมีร้านขายเสื้อผ้าเกิดขึ้นมากมาย ส่วนใหญ่จะรับจากโรงงานมาขายต่อ แต่หนูอยากสร้างสิ่งที่เป็นลักษณะเฉพาะของตัวเองออกมาค่ะ โดยหนูจะออกแบบเสื้อผ้าออกมาขายเอง และจะมีบริการออกแบบเครื่องแต่งกายเฉพาะบุคคลด้วยค่ะ” หวังเจียวมิ่งบอกกับหลี่เยว่ซิน
หลี่เยว่ซินคิดอยู่ในใจว่าผ่านไปไม่กี่ปี เด็กๆ ทั้งสามคนเติบโตและมีความคิดก้าวหน้าเป็นอย่างมาก พวกเขาวางแผนอนาคตของตัวเองอย่างเป็นขั้นตอน พยายามก้าวไปข้างหน้าตามต้นทุนและความรู้ที่ตัวเองมี เธอรู้สึกภูมิใจกับเด็กทั้งสามคนนี้อย่างแท้จริง