ตอนนั้นเอง ชิงฮัวก็วิ่งกระหืดกระหอบมาหา “ท่านป้า คุณหนูของเราเชิญท่านไปร่วมต้อนรับอาจารย์หญิงคนใหม่เจ้าค่ะ”
“หา ชิงฮัวมานี่เร็ว อาจารย์คนใหม่เป็นอย่างไรบ้าง? ร้ายกาจหรือไม่? ความสามารถเป็นอย่างไร?”
ชิงฮัวสีหน้าขมขื่น ศีรษะน้อยๆ พยักหงึกหงักเหมือนไก่จิกเมล็ดข้าว “ร้ายกาจ ยังบอกคุณหนูของเราว่าจะสอนมารยาทให้ข้าและชิงอวี้ด้วย”
“เจ้าสองคนก็ควรเรียนมารยาทได้แล้วจริงๆ” ท่านป้าหลิวเคาะศีรษะชิงฮัวไปทีหนึ่ง ยิ้มเอ่ยว่า “เจ้าดูหงเหมยกับปี้เหอสิ นั่นน่ะถึงเรียกว่ารู้มารยาท”
พูดจบท่านป้าหลิวก็หันไปพูดกับสะใภ้คนอื่น “พวกเจ้ากลับไปรอฟังข่าวเถอะ ตกค่ำค่อยมาใหม่ ที่บ้านไม่มีงานการทำแล้วหรืออย่างไร”
พวกผู้หญิงพากันหัวเราะแล้วแยกย้ายกันกลับบ้าน อย่างไรเสียก็ต้องกลับไปดูแลอาหารการกินให้คนที่บ้าน และยังต้องแวะไปดูเรือนกระจกอีก
ท่านป้าหลิวเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่แต่งตัวให้เรียบร้อยแล้วไปบ้านสกุลลู่
เรือนสองชั้นของสกุลลู่ เรือนชั้นในเรือนหลักฝั่งตะวันออกเป็นที่พักของเสี่ยวหมี่ ชิงฮัวและชิงอวี้ ฝั่งตะวันตกเว้นไว้สำหรับแขก ห้องข้างสามห้องฝั่งตะวันออกกันไว้เป็นห้องเก็บของ ยามนี้เก็บกวาดใหม่ เสริมเตียงเตาเข้าไป จัดให้เป็นห้องพักของท่านน้าหาน ส่วนห้องข้างสามห้องทางฝั่งตะวันตก วันหน้าก็ใช้เป็นห้องเรียนของเด็กผู้หญิงในหมู่บ้าน
เมื่อวานนี้หลิวต้าสือและเพื่อนบ้านอีกสองคนมาช่วยกันเจาะรูกำแพงทำเป็นประตูข้าง วันหน้าเด็กผู้หญิงในหมู่บ้านก็ไม่ต้องไปปะปนเข้าออกทางประตูฝั่งเรือนหน้าแล้ว
ที่เรือนหลังยามนี้จัดโต๊ะอาหารเลี้ยงต้อนรับท่านน้าหาน อาหารอาจไม่อุดมสมบูรณ์มากนัก มีกับข้าวหกอย่างน้ำแกงหนึ่งอย่าง ทว่าแต่ละจานล้วนทำขึ้นอย่างพิถีพิถันและรสชาติดี ท่านป้าเจียง ท่านป้าหลิว หงเหมยกับปี้เหอนั่งร่วมโต๊ะในฐานะแขก แล้วจึงเชิญท่านน้าหานมาร่วมรับประทานอาหาร
ท่านป้าหลิวตั้งใจเตรียมสุรามากาหนึ่ง คิดจะให้ท่านน้าหานดื่มเยอะๆ คนเมาพูดความจริง ถึงตอนนั้นจะได้รู้นิสัยที่แท้จริงของนาง
สุดท้าย...
เมื่อฟ้ามืดลง สะใภ้แต่ละบ้านต่างรอฟังข่าวจากท่านป้าหลิว จนกระทั่งรอไม่ไหวอีกจึงทิ้งงานในมือวิ่งไปที่ตระกูลหลิวอีกรอบ ได้พบกับท่านป้าหลิวในสภาพเมามาย
กุ้ยจือเอ๋อร์อุ้มบุตรชายคนเล็ก ยิ้มบางพลางอธิบายกับทุกคนว่า “ท่านแม่กลับมาแล้วก็กล่าวว่า ‘น้องหญิงหานร้ายกาจจริงๆ’ จากนั้นก็หลับไปเลยเจ้าค่ะ”
ทุกคนเงียบไปครู่หนึ่งแล้วพากันหัวเราะออกมา
“สามารถทำให้ท่านป้าหลิวเมาได้ แสดงว่าอาจารย์หญิงคนใหม่ร้ายกาจจริงๆ นั่นล่ะ”
“เอาเถอะ สายตาของเสี่ยวหมี่ย่อมมองไม่ผิดอยู่แล้ว ท่านป้าของเราคนนี้ก็ใช่ว่าจะถูกหลอกได้ง่ายๆ นางคงเป็นคนที่ไม่เลวจริงๆ”
“รอดูวันหน้าก็แล้วกัน ขอแค่สอนให้บุตรสาวข้าเฉลียวฉลาดขึ้นบ้างสักหน่อย ข้าก็ขอบคุณมากแล้ว”
“ข้าเองก็เช่นกัน ไม่คาดหวังให้บุตรสาวโดดเด่นมากมาย แค่เรียนรู้ให้มาก ได้สักครึ่งของเสี่ยวหมี่ก็ยังดี วันหน้าก็ไม่ต้องกลัวว่าจะถูกเอาเปรียบแล้ว”
ทุกคนพากันหัวเราะ จากนั้นก็แยกย้ายกันกลับไป
เช้าวันรุ่งขึ้น เด็กผู้หญิงในหมู่บ้านก็มาที่บ้านสกุลลู่ เสี่ยวหมี่ไม่ได้สนใจอะไรนัก มอบให้เป็นหน้าที่ของท่านน้าหานแต่ผู้เดียว ไม่เอ่ยแทรกแม้สักประโยค
ท่านน้าหานจึงวางใจและรู้สึกมีอิสระมากขึ้น
เสี่ยวหมี่กำลังยุ่งอยู่เพราะพวกพี่ใหญ่ลู่จะต้องออกเดินทางไปเฉวียนโจวแล้ว ระยะทางไกลพันกว่าลี้ ถึงแม้จะมีคนในหมู่บ้านติดตามไปด้วย มีพ่อบ้านจากสกุลเฉินตามไปรับใช้ และยังเช่ารถม้าที่ไว้ใจได้ แต่นางก็ยังอดเป็นห่วงไม่ได้อยู่ดี
อาหารการกินเสื้อผ้าอาภรณ์ ทั้งยังเงินทองอีก เรื่องพวกนี้รวมกันแล้วก็นับว่าเป็นเรื่องใหญ่
บ้านอื่นในหมู่บ้านก็เป็นเช่นนี้ บรรดาบิดามารดาจับมือบุตรกำชับแล้วกำชับอีก จนบรรดาพรานหนุ่มอยากจะยกมือขึ้นปิดหูเสียให้รู้แล้วรู้รอด
เมื่อถึงเวลาต้องออกเดินทาง สองสามีภรรยาลู่คุกเข่าโขกศีรษะที่หน้าประตูเรือน หนุ่มสาวคนอื่นที่ต้องออกเดินทางก็เช่นกัน ทำเอาบิดามารดาและผู้อาวุโสน้ำตาซึม
บิดาลู่ประคองบุตรชายคนโตขึ้นมา ตบไหล่เขาเบาๆ เอ่ยว่า “ไปเถอะ เขียนจดหมายกลับมาบ่อยๆ มีอะไรก็ฟังภรรยาเจ้าให้มาก ที่บ้านมีเสี่ยวหมี่อยู่ไม่ต้องห่วง”
เสี่ยวหมี่เองก็เข้าไปจับมือพี่สะใภ้ นางรู้สึกตัดใจไม่ได้อยู่บ้าง
เฉินเยว่เซียนเตรียมการไว้ก่อนแล้ว นางเอ่ยเสียงเบาว่า “ข้าทิ้งหงเหมยให้อยู่ที่นี่คอยดูแลเรือน ยามปกติเจ้าก็เรียกนางมารับใช้ มีเรื่องอะไรก็ยังใช้การได้ดีกว่าชิงฮัวชิงอวี้”
“ได้ ขอบคุณพี่สะใภ้มากเจ้าค่ะ”
ต่อให้จะตัดใจไม่ได้เพียงใด การจากลาก็ต้องมาถึง
เมื่อส่งขบวนพวกเขาจากไปแล้ว หมู่บ้านเขาหมีก็ราวกับมีคนหายไปครึ่งหนึ่ง เงียบเหงาจนทุกคนไม่คุ้นเคย
เสียงเห่าของสุนัขหน้าหมู่บ้านดังไกลไปถึงท้ายหมู่บ้าน...
แต่ขบวนที่กำลังเดินทางลงใต้นั้น บรรดาหนุ่มๆ ตื่นเต้นกันจนไม่ยอมนั่งอยู่ในรถม้า พากันขี่ม้าตามขบวนนำ เริงร่าราวกับนกน้อยที่ได้รับอิสระ
ส่วนทางด้านเฉวียนโจวนั้นสกุลหลิวได้ต้อนรับบุตรชายที่ไม่ได้กลับบ้านมานานอีกครั้ง
เครือญาติสกุลหลิวไม่ซับซ้อน ตระกูลเขามีกันอยู่สี่คน นายท่านหลิวไม่มีอนุหรือแม้กระทั้งสาวใช้ข้างห้อง แน่นอนว่าเหตุผลหลักเป็นเพราะสามีภรรยารักใคร่กลมเกลียว แต่อีกเหตุผลหนึ่งก็เพราะฮูหยินแซ่เฉินมาจากตระกูลสูงศักดิ์ พี่ชายแท้ๆ ของนางเป็นเจ้าเมืองเฉวียนโจว ไม่มีผู้ใดกล้ารังแก
ครั้นได้ยินบุตรชายคนโตกลับบ้านมาบอกว่าจะร่วมมือกับครอบครัวของสหายทำการค้า นายท่านหลิวที่อ่านตำราชั้นสูงมามากแต่สุดท้ายก็จบเส้นทางของตนเองอยู่แค่จวี่เหริน กลับมานอนเสพสุขอยู่ที่บ้านก็คิดจะคัดค้านทันที แต่ฮูหยินหลิวกลับสนับสนุนความคิดของบุตรชาย
ดังนั้นเรื่องนี้จึงเป็นอันได้ข้อสรุปอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะกำลังคนหรือเงินทองต้องการเท่าใดก็สนับสนุนเต็มที่ เพราะเกรงว่าบุตรชายจะเสียหน้ากับสหายรัก และหวังว่าเรื่องนี้จะทำให้บุตรชายเติบใหญ่และรู้ความมากขึ้น อย่าให้เหมือนบิดาของเขาที่เก่งแต่อ่านตำราเขียนกวี หากปราศจากครอบครัวคอยปกป้องก็คงได้แต่อดตาย
หลิวปู๋ชี่โชคดียิ่งนักที่มีมารดาเช่นนี้ แต่ทางด้านเฉิงจื่อเหิงนั้นกลับไม่ค่อยราบรื่นเท่าใดนัก
เดิมทีเขากลับบ้านไปด้วยใจฮึกเหิม แต่กลับถูกบิดาดุด่าชุดใหญ่ ยังไม่ทันได้อธิบายอะไร พี่ชายสายรองของเขาก็ยิ้มตาหยีเข้ามาประคองบิดา เอ่ยโน้มน้าวว่า “ท่านพ่อ การศึกษาเล่าเรียนนั้นแสนลำบาก น้องรองอาจจะทนไม่ไหวจึงกลับมาพักที่บ้านสักสองสามวัน ท่านวางใจเถิด สองวันนี้ข้าจะพาน้องรองเดินดูให้ทั่ว เตรียมของกินของใช้ให้พร้อมสรรพ แล้วค่อยส่งเขากลับสำนักศึกษา”
แล้วก็ได้ผล นายท่านเฉิงคลายโทสะลงทันที แต่เมื่อกวาดสายตาไปยังบุตรชายสายตรงก็อดบ่นอย่างขุ่นเคืองไม่ได้ว่า “เจ้านี่นะ หากรู้ความให้ได้สักสามส่วนของพี่ใหญ่เจ้า ข้าก็จะอยู่ได้อีกหลายปี”
บุตรชายที่ทำให้บิดาโกรธจนตาย โทษนี้ก็ออกจะรุนแรงเกินไป
ฮูหยินเฉิงยกมือปาดน้ำตาทันที “นายท่าน ท่านจะพูดเช่นนี้ไม่ได้นะเจ้าคะ จื่อเหิงก็เป็นบุตรชายท่านเหมือนกัน หากว่าเขาไม่กตัญญู จะวิ่งไปไกลถึงสำนักศึกษากันดารนั่นเพื่อศึกษาเล่าเรียนหรือ ปีหน้าก็ต้องสอบเข้ารับราชการแล้ว หากคำพูดของท่านเล่าลือออกไป ต่อให้เขาสอบได้ก็คงถูกตำหนิด้วยคำว่าอกตัญญูไปชั่วชีวิต”
นายท่านเฉิงเองก็รู้สึกว่าเมื่อครู่ตนพูดเกินไปหน่อย เขาลังเลอยู่ครู่หนึ่ง คิดจะเอ่ยอะไรออกมา บุตรชายคนโตกลับคุกเข่าลงโขกศีรษะ “ต้องโทษที่ข้าไม่รักดี รู้จักแต่ทำการค้า คบเงินตราเหม็นเน่าพวกนั้นดังสหาย หากให้ข้าเป็นคนออกไปเรียนหนังสือ น้องรองก็คงไม่ต้องทนทุกข์เช่นนี้”
นายท่านเฉิงรีบเข้าไปประคองบุตรชายคนโตสุดที่รักขึ้นมา เอ่ยตำหนิว่า “พูดอะไรโง่ๆ เช่นนั้น เจ้าต้องลำบากเหน็ดเหนื่อยดูแลร้านค้าของตระกูล เรื่องนี้ใครบ้างไม่รู้ เงินที่น้องชายเจ้าใช้ศึกษาเล่าเรียนก็มาจากน้ำพักน้ำแรงของเจ้า...”
ฮูหยินเฉิงโกรธจนมือทั้งคู่สั่นเทา คิดจะอ้าปากด่าแต่กลับถูกเฉิงจื่อเหิงห้ามไว้
เมื่อก่อนเขาเองก็ถูกยั่วยุให้โกรธเช่นนี้อยู่บ่อยครั้งจนมักถูกบิดาลงโทษด้วยกฎตระกูล แต่ครั้งนี้เขากลับลุกขึ้นยืนคารวะขออภัยบิดา จากนั้นจึงเอ่ยว่า “ท่านพ่อ เมื่อก่อนลูกไม่รู้ความทำให้ท่านต้องเหนื่อยใจ วันนี้ลูกเติบใหญ่แล้ว ถึงแม้จะไม่สามารถจัดการกิจการของบ้าน แบ่งเบาภาระของพี่ใหญ่ได้ด้วยมือตนเอง แต่อย่างน้อยลูกก็ควรจะช่วยเหลือให้เต็มที่กระมัง
“ที่สำนักศึกษาข้ามีสหายสนิทอยู่คนหนึ่ง ที่บ้านเขามีสูตรลับเฉพาะ ใช้ไข่ดินเป็นวัตถุดิบนำมาทำอาหาร กำลังเป็นที่โด่งดังไปทั่วต้าหยวน ได้ยินว่าตอนนี้เปิดร้านหม้อไฟที่เมืองหลวงแล้วด้วยซ้ำ ทั้งยังเป็นที่นิยมไปทั่ว วันหน้าคงทำกำไรได้อย่างงาม แต่ที่แดนเหนือบ้านของเขาขาดแคลนไข่ดิน สหายของลูกจึงปรึกษากับลูกว่าจะเปิดโรงทำแป้งแห่งใหม่ขึ้นที่เฉวียนโจว ตระกูลของสหายอีกคนจะให้ที่ดิน ให้กำลังคนสร้างโรงทำแป้งขึ้นมา ส่วนบ้านเรามีร้านอาหารและโรงเตี๊ยมมากมาย ก็ให้รับหน้าที่ขายของออกไป แบ่งกำไรให้สองส่วน ลูกคิดว่านี่เป็นการค้าที่ดี ถึงได้ตั้งใจกลับบ้านมาในครั้งนี้ แต่หากท่านพ่อเห็นว่านี่เป็นเรื่องผิด ลูกจะรีบกลับสำนักศึกษาประเดี๋ยวนี้...”
“ช้าก่อน”
ไม่รอให้บิดาเฉิงเอ่ยอะไร พี่ใหญ่เฉิงก็รีบร้อนเอ่ยขึ้น “น้องรองหมายถึงสิ่งที่เรียกว่า...เฟิ่น? ไม่กี่วันก่อนมีคนกลับมาจากทางเหนือแล้วนำสิ่งนี้กลับมาด้วยส่วนหนึ่ง ทำจัดเลี้ยงพิเศษหนึ่งโต๊ะขึ้นที่หอฮุ่ยปิน ได้รับคำเยินยอเป็นอย่างยิ่ง หรือว่านี่คือผลผลิตจากไข่ดินที่ว่า...”
พี่ใหญ่เฉิงร้อนใจจ้องเฉิงจื่อเหิงตาไม่กระพริบ กลัวว่าเขาจะปฏิเสธ
เฉิงจื่อเหิงยกถ้วยชาขึ้นจิบช้าๆ แล้วเอ่ยว่า “พี่ใหญ่พูดถูกต้อง เฟิ่นที่ว่าก็คือผลผลิตจากไข่ดินนี้ ไข่ดินที่เมืองเราห้าจินหนึ่งอีแปะ ไข่ดินแปดจินได้เฟิ่นเถียวหนึ่งจิน แต่สามารถขายออกไปได้ในราคาถึงจินละหนึ่งตำลึง พี่ใหญ่คิดว่ากำไรจะขนาดไหน?”
“กำไรมหาศาล กำไรมหาศาลชัดๆ”
พี่ใหญ่เฉิงรูปร่างสูงใหญ่ ท่าทางภายนอกแลดูเหมือนคุณชายเจ้าสำราญอยู่บ้าง แต่ดวงตากลับเล็กแคบ แววตาแห่งความละโมบในตอนนี้ไม่อาจถูกกักเก็บไว้ด้วยดวงตาเล็กๆ คู่นั้น
เขากลัวว่าบิดาจะปฏิเสธ จึงรีบหันไปอ้อนวอน “ท่านพ่อ บ้านเราต้องตกลงร่วมมือกับพวกเขานะขอรับ ปีหนึ่งไม่ต้องมาก ผลิตให้ได้สักแสนจินก็ได้กำไรถึงเก้าหมื่นตำลึง แค่ไม่กี่ปีสกุลเฉิงจะต้องกลายเป็นตระกูลอันดับหนึ่งในแถบนี้อย่างแน่นอน...”
“พี่ใหญ่ ท่านลืมอะไรไปหรือไม่ นี่คือการค้าของสกุลลู่ พวกเราสกุลเฉิงและสกุลหลิวเป็นแค่ผู้ร่วมมือ ได้กำไรส่วนแบ่งเพียงสองส่วน...”
เฉิงจื่อเหิงยิ้มเย็นชา ท่าทางต่างไปจากเขาในยามปกติที่มักจะหัวเราะแจ่มใส
พี่ใหญ่เฉิงโบกมืออย่างรำคาญใจ เพราะความรักใคร่เอ็นดูตลอดหลายปีที่ได้รับจากบิดาทำให้เขาหลงลืมสถานะของตนเอง “น้องรองก็ไม่ต้องสอดมือเข้ามายุ่งแล้ว เรื่องการค้าเป็นหน้าที่ของข้า เจ้าตั้งใจอ่านหนังสือไปเป็นพอ จะอย่างไรก็คงไม่ให้เจ้าขาดเงินเรียนหนังสือไปได้หรอก”
นายท่านเฉิงเองก็รีบเอ่ยไล่คนทันที “เอาล่ะ เชื่อฟังพี่ชายเจ้าก็พอแล้ว เจ้ารีบกลับไปพักเสีย”
เฉิงจื่อเหิงเองก็ยืนขึ้นคารวะ กล่าวอย่างชัดเจนว่า “ท่านพ่อ พี่ใหญ่ อย่าได้คิดหาเรื่องสกุลลู่ ไม่เพียงแค่ว่าบุตรชายสกุลลู่มีความสัมพันธ์อันดีกับลูก แต่สกุลลู่เองก็มีความสามารถมากพอที่ไม่ว่าใครก็รังแกไม่ได้ หากว่าหลังจากนี้เกิดเรื่องไม่งามอันใดขึ้น ก็อย่าหาว่าลูกไม่เตือนก็แล้วกัน”
“เอาล่ะ ก็แค่ร่วมมือทำการค้าเท่านั้น ไม่ทำให้เจ้าลำบากใจแน่ เจ้ารีบไปพักผ่อนเสีย ข้าปรึกษาเรื่องการค้ากับท่านพ่อ เจ้าอยู่ฟังไปก็ไม่เข้าใจอยู่ดี”
พี่ใหญ่เฉิงร้อนใจอยากขับไล่คนจนทนไม่ไหว ราวกับว่าเรือนนี้เขาเป็นเจ้าของอย่างไรอย่างนั้น
เฉิงจื่อเหิงประคองมารดากลับเรือนหลังอย่างเงียบเชียบ ฮูหยินเฉิงโทสะพวยพุ่ง นางจับมือบุตรชายเอ่ยพลางน้ำตาร่วง “ลูกแม่ หลายปีมานี้ทำให้เจ้าต้องลำบากแล้ว แม่...”
เฉิงจื่อเหิงถอนใจเบาๆ ตอนนั้นมารดาเขาแต่งเข้าสกุลเฉิงอย่างมีหน้ามีตา สินเดิมยาวสิบลี้ พร้อมร้านค้าสิบแปดแห่ง นึกไปว่าซิ่วไฉสกุลเฉิงที่อยู่ในตระกูลบัณฑิตสูงศักดิ์จะรักใคร่กลมเกลียวกับนางไปชั่วชีวิต แต่สุดท้ายเพียงไม่กี่วัน อนุที่ถูกซ่อนไว้ด้านนอกก็เดินท้องโตมาหาถึงเรือน นางโกรธจนล้มป่วย คลอดบุตรชายออกมาอย่างยากลำบาก หลังจากนั้นก็ป่วยออดๆ แอดๆ อยู่หลายปี ร้านค้าทั้งสิบแปดแห่งตกอยู่ในมืออนุ ยามนี้อนุนางนั้นตายแล้ว ก็วนไปตกอยู่ในมือของบุตรชายสายรองคนนั้นของนาง...
“ท่านแม่ โฉนดที่ดินร้านค้ายังอยู่ในมือท่านหรือไม่?”
“ต้องอยู่แน่นอน นี่คือสินเดิมของแม่ แม่เก็บเอาไว้ให้เจ้า”