บทที่ 24 หัวขโมย... คือลิงหรือ?
‘เพิ่งหลุดพ้นจากถ้ำเสือ ก็ต้องเข้าไปในรังหมาป่าอีกแล้ว’
‘ชีวิตของข้าช่างน่าเวทนาเหลือเกิน เหตุใดถึงได้ลำบากเช่นนี้นะ?’
ซูฝานถอนหายใจพลางเอ่ยว่า “เ้าช่างดื้อดึงเหลือเกิน พี่ชายโกรธแล้วนะ ผลที่ตามมาร้ายแรงมากนะจะบอกให้”
“ท่านพี่!!! อย่าลงมือเลย ก็แค่ศิลาิญญาไม่กี่ก้อน เื่เล็กน้อย ข้าจะพาท่านไปหาถุงเก็บของเดี๋ยวนี้”
หลี่โหย่วเต๋อรีบโบกมือปฏิเสธ
“เช่นนี้สิถึงจะถูก!”
ซูฝานเดินไปหยุดตรงหน้าชายร่างกำยำทั้งสอง พลางหัวเราะคิกคัก
“ซูฝาน... ข้าขอร้องเ้า อย่าได้สังหารพวกข้าเลย...”
“จ้าวอวี่เชื่อใจพวกข้ามาก หากเ้าละเว้นชีวิตพวกข้า พวกข้าจะเป็หูเป็ตาให้เ้า หากเ้าจ้าวอวี่มีแผนการใดจะทำร้ายเ้า พวกข้าจะรีบมารายงานเ้าในทันที...”
ทั้งสองคนอ้อนวอนร้องขอด้วยเสียงอ่อนแรง พวกเขาหวาดกลัวจนถึงขีดสุด
ซูฝานไม่สนใจคำวิงวอน หยิบก้อนหินสองก้อนขึ้นมา แล้วทุบศีรษะของทั้งสองคนจนแตกกระจาย
ชีวิตนี้ต้องสิ้นสุดลงแล้ว
คิดว่าเขาเป็เด็กน้อยที่หลอกง่ายหรือไร?
ยังจะมาเป็สายลับอีกหรือ?
หากปล่อยคนทั้งสองไป เกรงว่าเพียงชั่วพริบตาเดียว พวกเขาคงจะพาจ้าวอวี่มาสังหารเขาเป็แน่
หลี่โหย่วเต๋อรู้สึกหวาดกลัวจนตัวสั่น ช่างเป็มารน้อยที่โเี้เหลือเกิน เด็กนี่น่ากลัวเสียจนเขาไม่กล้าไปยุ่งด้วย
ซูฝานโยนก้อนหินทิ้งในที่สุด แล้วค้นหาถุงเก็บของสองใบจากร่างของคนทั้งสอง ตรวจดูอย่างคร่าว ๆ
“เอ๊ะ!”
สีหน้าของเขาฉายแววประหลาดใจและสงสัย ก่อนจะหยิบกล่องหยกสองใบออกมา
เมื่อเปิดออกดู โอสถสองเม็ดขนาดเท่าหัวแม่มือก็ปรากฏอยู่เบื้องหน้า มันใสกระจ่างราวกับดวงแก้ว ส่งกลิ่นหอมของโอสถอย่างเข้มข้น
“โอสถวิเศษชนิดใดกัน” ซูฝานสงสัย
มันดูแตกต่างจากโอสถฟื้นาแ
หลี่โหย่วเต๋อมองซูฝานด้วยสายตาประหลาด แล้วถามว่า “พี่ฝาน ท่านไม่รู้จักโอสถรวมปราณหรือ”
“นี่คือโอสถรวมปราณหรือ”
ดวงตาของซูฝานเต็มไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขาหยิบโอสถรวมปราณขึ้นมาสองเม็ด ทันใดนั้นก็รู้สึกถึงพลังมหาศาล แต่เมื่อเทียบกับไข่มุกปราณโลหิตแล้ว ดูเหมือนจะด้อยกว่าอยู่มาก
“โอสถรวมปราณเป็ทรัพยากรที่สำคัญที่สุดในการฝึกฝน มีค่ามากกว่าศิลาิญญาเสียอีก”
“โอสถรวมปราณหนึ่งเม็ด มีค่าเทียบเท่าทองหนึ่งพันจิน”
“ที่สำคัญกว่านั้นคือไม่สามารถหาซื้อได้ง่าย ๆ เพราะในโลกนี้มีปรมาจารย์กลั่นโอสถน้อยเหลือเกิน”
“อาจกล่าวได้ว่า โอสถรวมปราณนั้น แม้มีเงินก็ยังหาซื้อไม่ได้” หลี่โหย่วเต๋ออธิบาย เขาจ้องมองโอสถรวมปราณสองเม็ดด้วยแววตาที่เปี่ยมด้วยความปรารถนา
“ปรมาจารย์กลั่นโอสถหรือ?”
ซูฝานชะงักไป
หลี่โหย่วเต๋อทำหน้าตกตะลึง ขมวดคิ้วพลางเอ่ยว่า “ท่านไม่รู้จักปรมาจารย์กลั่นโอสถหรือ? พี่ฝาน สิบสองปีที่ผ่านมาท่านใช้ชีวิตอย่างไรกัน?”
“ใช้ชีวิตอย่างไร้เดียงสาและมีความสุข” ซูฝานแยกเขี้ยวยิ้ม
‘ช่างไร้เดียงสาและมีความสุขงั้นรึ?’
‘ไปลงนรกซะเถอะ!’
‘หากเขาเป็คนไร้เดียงสาและมีความสุขจริง ๆ แล้วไฉนจึงมีวิธีการโเี้ถึงเพียงนี้?’
‘เ้ามารน้อยผู้นี้ คงมีวัยเด็กที่น่าเวทนายิ่งนัก’
ซูฝานเก็บถุงเก็บของทั้งสองใบอย่างไม่เกรงใจ
นอกจากโอสถรวมปราณสองเม็ดแล้ว ยังมีศิลาิญญาอีกหนึ่งร้อยก้อน โอสถฟื้นาแเจ็ดแปดเม็ด นับว่าได้กำไรไม่น้อย
“พี่ซูฝาน ผู้พบเห็นควรได้ส่วนแบ่งด้วยมิใช่หรือ” หลี่โหย่วเต๋อกล่าวด้วยรอยยิ้มประจบ
ช่างเป็คนเห็นแก่เงินอย่างแท้จริง
ซูฝานมองหลี่โหย่วเต๋อราวกับมองคนโง่เขลา แล้วเร่งว่า “รีบพาข้าไปหาถุงเก็บของเถอะ”
“เป็คนอย่าไร้ยางอายนัก”
หลี่โหย่วเต๋อบ่นอย่างไม่พอใจ เมื่อเห็นสีหน้าไม่เป็มิตรของซูฝาน จึงยิ้มขื่นพลางกล่าวว่า “ข้าไม่้าสิ่งอื่นใด แต่ท่านจะเมตตาให้โอสถฟื้นาแแก่ข้าสักเม็ดได้หรือไม่”
‘ยังจะเรียกพี่ชายอีกหรือ’
‘น้องชายาเ็เต็มตัวเช่นนี้ เ้าที่เป็พี่ชายจะทำเป็มองไม่เห็นหรือ’
ซูฝานเบ้ปาก หยิบโอสถฟื้นาแออกมาหนึ่งเม็ด แล้วโยนให้หลี่โหย่วเต๋อ
“ขอบคุณพี่ฝาน”
หลี่โหย่วเต๋อรีบกล่าวขอบคุณ กลืนโอสถฟื้นาแ แล้วหมุนตัวนำทางซูฝานเดินออกจากหุบเขา มุ่งหน้าไปยังป่าทึบเบื้องหน้า
“จ้าวอวี่ ไอ้ลูกสุนัขตัวนี้ มันช่างมิใช่คนเอาเสียเลย ถึงจะเป็ศิษย์พี่ใหญ่แห่งยอดเขาที่หนึ่ง แต่กลับรับความพ่ายแพ้มิได้ ต่อไปอย่าให้ข้าได้โอกาสได้เชียว” หลี่โหย่วเต๋อแค่นเสียงเ็า
“ไอ้พยัคฆ์ยิ้มผู้นี้สารเลวจริง ๆ อีกอย่าง ดูจากสายตาของมัน คงจ้องจะงาบศิษย์พี่หญิงเป็แน่ สักวันข้าจะจัดการมันให้ตายไป ศิษย์พี่หญิงเป็ของข้า ใครกล้าแย่งไปจากข้า ข้าจะจัดการคนผู้นั้น มิอาจเจรจาต่อรอง”
“เหลิ่งเยว่?”
หลี่โหย่วเต๋อหันไปมองซูฝาน แล้วยิ้มกรุ้มกริ่มพลางกล่าว “พี่ฝาน ที่แท้สายตาของท่านก็สูงส่งถึงเพียงนี้”
“ทำไม ข้าไม่คู่ควรกับศิษย์พี่ใหญ่หรือ” ซูฝานขมวดคิ้ว
“เหมาะสมแล้ว! เหมาะสมแล้ว! พี่ฝานผู้เฉลียวฉลาดและน่าเกรงขาม ย่อมต้องเหมาะสมอยู่แล้ว”
หลี่โหย่วเต๋อพยักหน้าราวกับตำกระเทียม ทว่าในใจกลับรู้สึกดูแคลนอย่างที่สุด
‘แค่ร่างิญญาไร้ค่าเช่นเ้า ยังกล้าคิดจะได้เหลิ่งเยว่อีกหรือ? ช่างเป็ความคิดเพ้อฝันกลางวันแสก ๆ!’
“อีกนานเท่าใดกว่าจะถึง?”
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ ก็ยังคงหาถุงเก็บของไม่พบ ซูฝานจึงอดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
‘เ้าอ้วนผู้นี่กำลังหลอกข้าอยู่งั้นรึ คงจะตั้งใจถ่วงเวลารอให้อาการาเ็ฟื้นฟูก่อน แล้วค่อยตลบหลังข้ากระมัง?’
“รีบ ๆ เข้าสิ รีบ ๆ”
หลี่โหย่วเต๋อวิ่งไปที่กองหินระเกะระกะด้านหน้า แล้วล้วงมือลงไปในช่องว่างใต้ก้อนหิน
“ตอนที่สองคนนั้นไล่สังหารข้า ข้าก็รู้ว่าพวกเขา้าศิลาิญญา ข้าเลยซ่อนถุงเก็บของเอาไว้ที่นี่ เป็ไงล่ะ ข้าฉลาดใช่รึไม่!”
ทว่ากล่าวจบ สีหน้าของเขาก็แข็งค้าง
‘ถุงเก็บของหายไปไหน?’
‘ทำไมมันหายไปแล้ว?’
เขารีบก้มลงกับพื้น มองดูช่องว่างแคบ ๆ ในซอกหิน ทว่าข้างในกลับว่างเปล่า
“เ้ากำลังแสดงละครให้ข้าดูอยู่หรือ?”
ซูฝานหยิบก้อนหินจากพื้นขึ้นมา แล้วขว้างไปที่ท้ายทอยของหลี่โหย่วเต๋อ
หลี่โหย่วเต๋อรีบหลบหลีก โบกมือด้วยความตื่นตระหนกพลางกล่าวว่า “พี่ซูฝาน ท่านต้องเชื่อข้า ถุงเก็บของข้าซ่อนไว้ที่นี่จริง ๆ ข้าก็ไม่รู้ว่ามันหายไปได้เยี่ยงไร”
ซูฝานมองดูร่องหินนั้นแล้วขมวดคิ้วถามว่า “เ้ามิได้แสร้งแสดงละครกับข้าจริง ๆ หรือ?”
“มิใช่จริง ๆ แม้ว่าข้าจะเป็คนโลภทรัพย์ แต่การเป็คนก็ต้องมีหลักการ จะไม่มีวันเนรคุณผู้มีพระคุณ”
หลี่โหย่วเต๋อลุกขึ้นมา รีบเคลื่อนย้ายก้อนหินที่กระจัดกระจาย แต่กลับไม่พบร่องรอยของถุงเก็บของแม้แต่น้อย
“บัดซบ! ใครกันที่ขโมยถุงเก็บของของข้าไป!”
เขากวาดตามองรอบ ๆ ด้วยความโกรธเกรี้ยว ไขมันทั่วร่างสั่นระริกด้วยความโมโห
การแตะต้องถุงเก็บของของเขา ก็เท่ากับแตะต้องชีวิตของเขา เื่นี้มิอาจให้อภัยได้เด็ดขาด
ซูฝานโยนก้อนหินในมือทิ้งแล้วขมวดคิ้วกล่าวว่า “ซ่อนไว้ลึกลับถึงเพียงนี้ คงไม่ใช่ว่ามีคนบังเอิญมาเจอถุงเก็บของของเ้าหรอกกระมัง”
ผู้ใดกันจะว่างจนเสียสติ มาเปิดซอกหินดูเล่น ๆ
หลี่โหย่วเต๋อถามว่า “ท่านหมายความว่า ตอนที่ข้าซ่อนถุงเก็บของไว้ที่นี่ บังเอิญมีคนอยู่แถวนี้อย่างนั้นหรือ?”
“นั่นคือคำอธิบายเดียวที่เป็ไปได้”
ซูฝานพยักหน้าแล้วถามว่า “ในถุงเก็บของของเ้ามีศิลาิญญาอยู่เท่าใด?”
หากมีไม่มากนัก ก็ไม่ต้องเสียแรงตามหาให้เหนื่อย
“แสนกว่า” หลี่โหย่วเต๋อตอบด้วยสีหน้าเศร้าสร้อย
ซูฝานตกตะลึง “มากมายถึงเพียงนี้เชียวหรือ?”
มันเกินความคาดหมายไปมาก
อย่าลืมว่าเหลิ่งเยว่ยังเอาศิลาิญญาไปถึงหนึ่งแสนก้อน
นั่นหมายความว่าเ้าอ้วนเปิดโต๊ะพนันครั้งนี้ มีศิลาิญญาหมุนเวียนถึงสองแสนกว่า
“ทุกคนต่างเดิมพันว่าสวีเจียวเจียวจะชนะ มันก็ต้องมากอยู่แล้ว”
หลี่โหย่วเต๋อทรุดตัวลงกับพื้น
หากรู้เช่นนี้แต่แรก เขาน่าจะพกถุงเก็บของติดตัวไว้เสียยังดีกว่า
ซูฝานครุ่นคิดครู่หนึ่ง ก่อนกวาดตามองไปรอบ ๆ พื้น แล้วกล่าวว่า “รีบหาดูเร็วเข้า ถ้ามีคนอยู่จริง ต้องทิ้งร่องรอยหรือรอยเท้าไว้แน่”
“จริงด้วย!”
หลี่โหย่วเต๋อรีบพลิกตัวลุกขึ้นมา
หลังจากค้นหาสักพัก พวกเขาก็พบรอยเท้าประหลาดอยู่รอยหนึ่ง
ทั้งสองคนยืนล้อมรอบรอยเท้านั้น สีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย
“นี่มันรอยเท้าสิงห์หรือ?”
“ไม่เหมือน อุ้งเท้าสิงห์มิได้มีรูปร่างเช่นนี้ ดูคล้ายรอยเท้าพยัคฆ์มากกว่า?”
“ก็ไม่เหมือนอีก”
“เดี๋ยวก่อน เ้าไม่รู้สึกว่ามันคล้ายรอยเท้าลิงหรือ?”
“ลิง?”
“กล่าวเช่นนี้ รูปร่างของรอยเท้านี้ ก็ดูคล้ายกับอุ้งเท้าลิงจริง ๆ”
เมื่อวิเคราะห์ผลออกมาแล้ว ทั้งสองคนก็อดมิได้ที่จะมองหน้ากัน
หัวขโมยคือลิงหรือ?
ทั้งคู่มึนงง รู้สึกว่าเื่นี้ช่างไม่สมจริงเอาเสียเลย
“ชาติชั่ว! รีบตามรอยเท้านี้ไปเร็ว รอให้จับไอ้ลิงบ้านี่ได้ ข้าจะสับหัวมันทิ้ง แล้วเอาสมองมันมาตุ๋นกิน!”
หลี่โหย่วเต๋อได้สติกลับมา แล้วคำรามด้วยความโกรธเกรี้ยว