นับั้แ่ที่มู่ไฉซูเดินจากไปเวลาก็ผ่านไปหนึ่งชั่วยามแล้วณตอนนี้ลู่เฟยก็ได้จัดเรียงความทรงจำตลอดครึ่งปีนี้ทำให้เด็กหนุ่มได้เข้าใจในอะไรหลายๆอย่างเกี่ยวกับตนเองและตระกูลลู่รวมถึงความสัมพันธ์ของผู้คนในตระกูลที่มีต่อตนเองตัวมันถึงจะเป็ลูกชายเพียงหนึ่งเดียวของผู้นำตระกูลแต่ผู้คนในตระกูลหรือผู้คนรอบข้างมักเหลียวมองมันด้วยสายตาดูิ่เหยียดหยามเื่เช่นนี้กลับเพิ่งจะเกิดขึ้นได้เพียงไม่กี่เดือนเท่านั้นก่อนหน้านี้เกือบหนึ่งปีได้มีการจัดประลองพลังฝีมือของเหล่าบุตรของผู้อวุโสและปรมาจารย์เพื่อที่จะเฟ้นหานายน้อยที่จะสืบทอดตำแหน่งผู้นำตระกูลลู่และก็ได้มีผู้ชนะพลังฝีมือของมันนับได้ว่าเป็อัจฉริยะในรุ่นเดียวกันผู้คนมากมายต่างรับรู้และยินดีเห็นชอบกับการประลองครั้งนี้ แต่เมื่อเวลาได้ผ่านไปลู่เฟยที่ได้ตื่นจากการหลับไหลตลอดสิบสี่ปีข่าวลือก็แพร่สะพัดไปอย่างรวดเร็วเพราะมันเป็บุตรชายของผู้นำตระกูลข่าวลือก็อยู่ได้ไม่นานก็จางหายไปไม่มีผู้ใดกล่าวถึงเื่นี้อีกหากแต่ว่าเป็เวลาสามเดือนที่ลู่เฟยได้ฟื้น ได้มีการประชุมใหญ่ประจำตระกูลมันเป็การประชุมของผู้นำตระกูลกับเหล่าอวุโสและปรมาจารย์ที่จัดขึ้นทุกๆครึ่งปีลู่เทียนฉีหรือผู้นำตระกูลลู่ก็ได้ยกเื่ที่บุตรชายของตนขึ้นมาและจะแต่งตั้งให้เป็ผู้สืบทอดตระกูลคนต่อไปต่อจากตนเองทำให้มีการไม่เห็นชอบจากเหล่าอวุโสปรมาจารย์มากมายแต่ก็ทำได้เพียงแสดงความเห็นเพราะคำพูดของผู้นำตระกูลถือเป็ที่สุดในโลกของแห่งนี้พลังความแข็งแกร่งจะนำมาซึ่งอำนาจผู้ที่มีพลังสูงสุดจะเป็ผู้ปกครองผู้ที่อ่อนแอกว่า ลู่เทียนฉีเป็คนที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาผู้อวุโสและปรมาจารย์ทั้งหมดวาจาของมันถือเป็เด็ดขาด แต่ไม่ใช่ว่ามันจะสามารถทำได้ทุกอย่างตาม้าปกติในตระกูลก็ได้มีการประชุมเพื่อออกความเห็นร่วมกันเพียงแต่เื่การที่จะแต่งตั้งบุตรชายของตนเองรับตำแหน่งสืบทอดต่อไปนั้นเป็เื่ที่ธรรมดายิ่งไม่มีอันใดผิดกฏมันที่เป็ผู้นำตระกูลจะแต่งตั้งบุตรของตนรับ่ต่อไปถึงผู้คนในตระกูลจะสามารถออกความไม่เห็นชอบได้ แต่ก็ไม่สามารถคัดค้านอันใดได้
ลู่เฟยไม่ได้แปลกใจอันใดกับเื่นี้แม้เศษเสี้ยวถึงร่างกายของมันจะเป็ร่างของเด็กหนุ่มวัยสิบห้าปีแต่การฝึกฝนฝีมือใช้ชีวิตกลับไม่ถึงปีเดียวด้วยซ้ำถึงร่างกายมันจะปกติธรรมดาไม่ได้พิกลพิการอันใดแต่ในโลกแห่งนี้มันไม่ได้วัดเพียงร่างกายที่แข็งแรงแต่มีพลังยุทธเป็หลักเด็กหนุ่มที่เพียงจะใช้ชวิตได้ไม่ถึงปีระดับพลังของมันนั้นแทบจะพอฟัดพอเหวี่ยงกับเด็กอายุห้าขวบ
ตอนนี้เป็เวลาเช้าแสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาทางหน้าต่างที่หญิงสาวได้เข้ามาเปิดไว้ลู่เฟยได้แต่งตัวเปลี่ยนชุดเป็ที่เรียบร้อย เด็กหนุ่มนั้นสวมเสื้อแขนยาวสีม่วงทึบทั้งผืนกางเกงขายาวสีดำมันนั่งอยู่บนเก้าอี้อย่างสงบนิ่ง ในความทรงจำของมันทุกตอนเช้าจะมีมู่ไฉซูนำอาหารมาให้มันและพูดคุยกับมันยาวทั้งวันมันเป็การทำแบบเดิมวนเวียนั้แ่ที่มันฟื้นขึ้นมาแล้วหญิงสาวถึงจะเป็คนที่คอยรับใช้ตระกูลลู่แต่กลับไม่ได้ทำงานรับใช้หนักหนาอย่างไรนางเพียงแค่ทำงานเพียงเล็กน้อยช่วยพ่อบุญธรรมของนาง พ่อของนาง มู่หวังเฟิงทำงานรับใช้ตระกูลลู่มาั้แ่เยาว์วัยมันได้ถูกรับมาเลี้ยงดูภายในตระกูลโดยลู่เทียนฉีมันเป็บุคคลที่สนิทสนมกับผู้นำตระกูลมากที่สุด จะเรียกว่าความสัมพันธ์แบบพ่อกับลูกบุญธรรมหรือพี่กับน้องก็ยังได้ส่วน มู่ไฉซู หญิงสาวก็ได้ถูก มู่หวังเฟิงรับมาเลี้ยงดูเป็ลูกบุญธรรมสั่งสอนเื่ราวต่างๆมอบหมายช่วยงานเล็กๆน้อยๆ
‘ก๊อก ก๊อก’ เสียงเคาะประตูอย่างแ่เบาตามติดมาด้วยน้ำเสียงหญิงสาว“นายน้อย ให้ข้าเข้าไปได้หรือไม่”
“เชิญ”ลู่เฟยกล่าวพร้อมชำเลืองมองเล็กน้อย
‘เอี๊ยด’ หญิงสาวเปิดประตูเข้ามา นางสวมชุดกระโปงสีเขียวปนขาวทั้งตัวในมือนางถือถาดอาหารสำหรับสองคน นางหันหน้ามองลู่เฟยพร้อมกับส่งรอยยิ้มนุ่มนวลหญิงสาววางถาดอาหารไว้บนโต๊ะต่อหน้าเด็กหนุ่ม นางเพียงยืนอยู่นิ่งๆอย่างสงบ
เมื่อลู่เฟยสำรวจดูนางเด็กหนุ่มก็ส่งรอยยิ้มเล็กน้อย กล่าววาจา “แม่นาง เชิญนั่งก่อนเป็อย่างไร”
เมื่อหญิงสาวได้นั่งลงข้างเด็กหนุ่มเห็นท่าทางนั้นก็อดอมยิ้มไม่ได้พร้อมหัวเราะอุ๊บอิ๊บกล่าววาจาด้วยน้ำเสียงหยอกล้อ “นายน้อยวันนี้นายน้อยเปลี่ยนไปใช่ว่ากินอะไรผิดแผลกลงไปหรอกกระมั้ง”
“ฮ่าฮ่าฮ่า ข้าเปลี่ยนแนวบ้างเป็อย่างไร” ลู่เฟยกล่าวจบก็ลุกขึ้นกลางแขงไปด้านข้างเล็กน้อยด้วยสีหน้ามั่นใจ “จะให้ข้าเรียกท่านว่า พี่หญิงได้หรือไม่” ลู่เฟยฉีกยิ้มเบิกตากว้างกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังหันหน้าเข้าใกล้หญิงสาว
“นายน้อย ล้อข้าเล่นอีกแล้ว ที่แท้นายน้อยกลับชมชอบการกลั่นแกล้งผู้อื่น”หญิงสาวยิ้มแย้มกล่าววาจาใบหน้าหันไปอีกทางเล็กน้อย
ลู่เฟยขยับะโ หย่อยไปทางที่หญิงสาวหันไปพร้อมกับทำสีหน้าตรึงเคลียด กล่าววาจาด้วยเสียงต่ำ “ข้าไหนเลยจะหยอกล้อข้าจริงจังกว่าทุกสิ่งที่ข้าเคยทำมาซะอีก”
เมื่อเห็นท่าทีของลู่เฟยหญิงสาวก็ยิ้มแย้มแก้มแดงใช้นิ้วชี้จิ้มจมูกตัวเอกแหงนหน้าขึ้นเล็กน้อย กล่าวด้วยเสียงแหลมสั้น “เฮ๊อะ”
เมื่อเห็นท่าทางของหญิงสาวลู่เฟยกลับเพลิดเพลินนักอดใจที่จะหยอกล้อไม่ได้ “นะน๊ะยอมให้ข้าเรียกท่านว่าพี่หญิงเถอะนะพี่หญิง”
“ถ้านายน้อยจะเรียกแบบนั้นให้ได้ละก็ถึงข้าจะไม่ชอบใจนักแต่ก็จะผ่อนผันให้ละกัน”วาจาของนางบอกปัดแต่สีหน้ากลับยิ้มแย้มพอใจยิ่ง “แต่จะเรียกแบบนั้นได้ก็ต่อเมื่ออยู่กันสองคนนะนายน้อย”
“ตกลงพี่หญิงแต่อย่าเรียกข้าว่านายน้อยสิ” ลู่เฟยใช้นิ้วโป้งแตะปลายคางท่าทางครุ่นคิด“งั้นเรียกข้าว่า น้องเฟยเป็อย่างไรพี่หญิง” กล่าวจบลู่เฟยก็ทำสีหน้าด้วยความหวังแววตาเป็ประกาย
หญิงสาวได้แต่อมยิ้มแปลกใจบ้างแต่กลับรู้สึกอบอุ่นนางกล่าวด้วยรอยยิ้ม “น้องเฟยไม่ได้ไปกินอะไรผิดแผลกมาจริงๆหรอกกระมั้ง”
“เย่เย้ พี่หญิงเรียกข้าแล้ว ข้าไม่ได้ไปกินอะไรมาแน่นอนข้าจะไปอยากกินอะไรได้นอกจากอาหารฝีมือพี่หญิง อาหารฝีมือพี่หญิงอร่อยที่ซู๊ดดด” ลู่เฟยนั่งลงมองไปทางถาดอาหาร “วันนี้มีอะไรมากินบ้างโอ้นี่มันต้มซุปซี่โครงกวางของโปรดข้านี่นา เรามากินกันเถอะพี่หญิง” ลู่เฟยก็ได้เริ่มกินอาหารอย่างเอร็ดอร่อย
หญิงสาวท่าทีลังเลเล็กน้อยจึงเอ่ยวาจาแ่เบาออกไปด้วยท่าทางเขิลอาย “อาหารเป็พ่อข้าทำต่างหากเล่า”
ลู่เฟย “…….” ⊙▂⊙...นี่มันเป็ความอับอายในรอบหลายพันปีให้ตายเถอะข้าอยากจะเอาหน้าแทรกดินหนีออกไปจากตรงนี้จริงๆ
ทั้งสองก็ได้พูดคุยหยอกล้อกันทั้งวี่วันถึงจะเป็เพียงการหยอกล้อพูดคุยแต่กลับเต็มไปด้วยความอบอุ่นที่มาเติมเต็มเด็กหนุ่มมันไม่เคยที่จะมี่เวลาแบบนี้มาก่อนเวลาที่มันได้อยู่กับหญิงสาวเวลามักล่วงผ่านไปอย่างรวดเร็วสิ่งที่มันคิดจะทำก็ต่างลืมเลือนออกไป......................