แต่ในกลิ่นหอมนั้นมีอีกกลิ่นหนึ่งแฝงอยู่ และเฉินอี้รู้สึกคุ้นเคยกับกลิ่นนี้
หญิงสาวผู้นั้นย่อกายคำนับจางฝูลู่กับเฉินอี้ด้วยท่าทีนุ่มนวลและมีรอยยิ้มที่น่าตรึงตาตรึงใจ
“คารวะคุณชายทั้งสอง ข้าน้อยมีชื่อว่าเยว่ไหลเซียงเ้าค่ะแต่ว่าวันนี้ข้าน้อยคงทำได้เพียงเล่นดนตรีและขับร้องเพื่อให้ความเพลิดเพลินได้เท่านั้นเนื่องด้วยวันนี้ข้ามีเหตุให้มิสะดวกในการดูแลคุณชายเ้าค่ะ"
เยว่ไหลเซียงกล่าวไปยิ้มไปด้วยท่าทีอ่อนหวานทั้งยังใช้สายตาเป็เชิงออดอ้อนจนจางฝูลู่ได้แต่นั่งเคลิบเคลิ้มและยิ้มออกมาได้เพียงอย่างเดียว
แต่กับเฉินอี้กิริยาแช่มช้อยนี้กลับมิได้ผล เนื่องด้วยว่าเขามิสามารถมองเห็นท่าทีนุ่มนวลนั้นได้มิใช่ว่าเขาไร้ความรู้สึกต่อสตรีแต่ประการใด
“แม่นางเยว่อย่าได้กังวล เราสองคนมาที่นี่มิได้มาหาความสำราญหากแต่มีเื่อื่น้าจะรบกวนเท่านั้น” เฉินอี้กล่าวขึ้น เพราะตอนนี้เขาแน่ใจแล้วว่าสมองของจางฝูลู่คงจะหยุดการทำงานไปแล้ว
เยว่ไหลเซียงจึงหันมาสนใจเฉินอี้“มิทราบว่าคุณชายมีสิ่งใดให้เซียงเอ๋อร์รับใช้หรือเ้าคะ”
“เหตุที่แม่นางเยว่กล่าวว่า วันนี้มิสะดวกจะให้ความสำราญนั่นเพราะว่าแม่นางเยว่มีระดูใช่หรือไม่” เฉินอี้กล่าวขึ้นตามตรงจนเยว่ไหลเซียงอายหน้าม้านแต่แล้วนางก็ปรับสีหน้าให้เป็ปกติ
“แหม คุณชายช่างพูดจาได้ตรงไปตรงมายิ่งนัก เช่นนั้นเซียงเอ๋อร์ก็จะตอบตามตรงกับท่านเช่นเดียวกัน”
เยว่ไหลเซียงเป็หญิงคณิกาหากจะมาอายม้วนต้วนด้วยเื่เพียงเท่านี้ ก็คงจะดูมารยาจนเกินไปนางจึงกล่าวออกไปตามความจริง
“ใช่เ้าค่ะคุณชาย วันนี้เซียงเอ๋อร์มีระดูจึงมิสะดวกจะปรนนิบัติคุณชายทั้งสองเซียงเอ๋อร์จึงขอชดเชยด้วยการเล่นดนตรีและขับร้องให้คุณชายได้ผ่อนคลายแทนนะเ้าคะ”
จางฝูลู่พยักหน้าตาลอยแต่เฉินอี้กล่าวตัดบทขึ้นมาเสียก่อน
“มิเป็ไร แม่นางเยว่ ข้ามีเื่รบกวนเ้าเล็กน้อยเท่านั้นมิได้จะอยู่นาน”
เฉินอี้ลอบเตะขาจางฝูลู่ใต้โต๊ะจางฝูลู่สะดุ้งเฮือก สติกลับคืนมา
“เอ่อ ข้ามีเื่รบกวนเ้าสักหน่อย” จางฝูลู่กล่าวพลางล้วงกล่องขนาดเล็กออกมาจากแขนเสื้อ
เยว่ไหลเซียงรับกล่องนั้นมาถือไว้และมองหน้าจางฝูลู่ที่นั่งอึกอักกล่าวอันใดมิออก หน้าแดงถึงใบหู
“นี่คืออันใดหรือเ้าคะ” เยว่ไหลเซียงที่นั่งรออยู่ครู่หนึ่งเห็นจางฝูลู่ยังมิเอ่ยอันใดออกมาเสียที จึงเอ่ยปากถาม
“อะ..เอา..ละ..ลา..ปา..ไฮ..ที..” จางฝูลู่กล่าวตะกุกตะกักฟังมิออกว่าเป็ภาษาใด
“ว่าอย่างไรนะเ้าคะ?” เยว่ไหลเซียงที่เงี่ยหูฟังอย่างตั้งใจก็ยังต้องขมวดคิ้ว
“เอ่อ…ชะ…ช่วย…ละ…ปาย…ที…” จางฝูลู่ยังกล่าวมิรู้เื่เหมือนเดิมเฉินอี้ถอนใจเบาๆ เยว่ไหลเซียงมองหน้าจางฝูลู่ทำตาปริบๆ
“ขออภัยแม่นางเยว่ เื่ที่ข้าจะขอให้ช่วยอาจจะฟังดูแล้วล่วงเกินหรือหยาบคายไปสักหน่อย”เฉินอี้เองก็ต้องข่มความกระดากเอาไว้ในใจเช่นกัน
“ข้าจะขอให้แม่นางเยว่ ใช้เืระดูของท่าน มาชำระของที่อยู่ในกล่องใบนี้”เฉินอี้รู้สึกว่าใบหน้าของตนเองร้อนผ่าวจนถึงใบหู
“เอ๋? เหตุใดต้องทำเช่นนั้นหรือเ้าคะ!"เยว่ไหลเซียงกล่าวด้วยความใปนความฉงน
“ช่วยหน่อยเถิด เราจะจ่ายให้เ้าอย่างงาม” จางฝูลู่พูดจาเป็ปกติได้แล้ว
สำหรับหญิงคณิกาถึงอย่างไรเื่เงินก็สำคัญที่สุด จางฝูลู่จึงกล่าวเื่เงินขึ้นมาทันที เยว่ไหลเซียงมองเขาสีหน้ายังมีแววฉงนฉายอยู่ แต่แล้วก็พยักหน้าและกล่าวยิ้มๆ
“เซียงเอ๋อร์เข้าใจเ้าค่ะ ขอเพียงคุณชายใจกว้างกับเซียงเอ๋อร์เซียงเอ๋อร์ก็จะมิถามอันใดให้คุณชายลำบากใจอีก”
“ยังมีอีกเื่หนึ่ง แม่นางเยว่” เฉินอี้กล่าวขึ้นเยว่ไหลเซียงหันมายิ้มหวาน
“มีอันใดหรือเ้าคะ”
“แม่นางเยว่ มิทราบว่าท่านมีอาการเ็ปจากการเป็ฝีอยู่ใช่หรือไม่”เฉินอี้ถามขึ้น เยว่ไหลเซียงชะงักทันที
“ทะ ท่านทราบได้อย่างไรเ้าคะ” เยว่ไหลเซียงใ
“ขออภัยหากล่วงเกิน แต่ข้าได้กลิ่นยาชวนเป้ยหมู่จากกายของแม่นาง”เฉินอี้กล่าว
ชวนเป้ยหมู่เป็ยาที่ใช้ระบายความร้อน ทำให้ปอดชุ่มชื้นแต่สรรพคุณที่โดดเด่นอีกอย่างของชวนเป้ยหมู่คือการกระจายก้อนและกำจัดฝีหนอง
เยว่ไหลเซียงใเพราะหากแม่เล้าของหอชิงอ้ายรู้เื่ที่นางมีฝีขึ้นที่ต้นขานางก็คงจะถูกหักเงินเพราะร่างกายเสียโฉม นางจึงยอมใช้เงินว่าจ้างลูกมือคนหนึ่งในครัวเป็ผู้จัดหายามาให้นาง
เยว่ไหลเซียงรีบเก็บอาการและยิ้มออกมา “คุณชายล้อเล่นแล้ว ข้าเป็หญิงคณิกาท่านกล่าววาจาเช่นนี้มิได้ถือว่าล่วงเกินอันใด”
“จะเป็หญิงคณิกาหรือธิดาขุนนาง ล้วนแล้วก็คืุ์เ้าอย่าได้กล่าวเช่นนั้นกับตนเองเลย มาเถิดข้าจะตรวจอาการให้เ้า”
เยว่ไหลเซียงสะอึกอึ้งไปนางจึงนั่งลงและยื่นมือให้เฉินอี้จับชีพจร
เฉินอี้จับชีพจรให้นางครู่หนึ่ง “อาการเ้ายังมิหนักมาก ชวนเป้ยหมู่ที่เ้ากินเป็ยาดีแต่ข้าแนะนำให้เ้าเพิ่มไป๋จี๋เข้าไปอีกหนึ่งเฉียน จะช่วยทำให้ลดอาการบวมและสร้างเนื้อใหม่ให้เ้าเมื่อฝีหายแล้วแผลเป็จะได้มิใหญ่มาก”
เยว่ไหลเซียงมองเฉินอี้ผ่านผ้าบังหน้าของเขานิ่งเงียบไปเฉินอี้จึงเรียกนางซ้ำ “แม่นางเยว่ เ้าได้ยินหรือไม่”
“คะ เ้าค่ะขอบคุณคุณชายเ้าค่ะ มิทราบว่าท่านเป็หมอหรือเ้าคะ” เยว่ไหลเซียงกล่าวเสียงเบา
“ข้าเพียงมีความรู้ด้านสมุนไพรบ้างก็เท่านั้นมิได้เป็หมอหรอก หากแม่นางมิแน่ใจในสิ่งที่ข้าบอก ยามที่ออกไปซื้อยาก็ลองสอบถามกับทางร้านโอสถดูก่อนก็ได้”
เยว่ไหลเซียงพยักหน้าเบาๆ พลางลอบมองเฉินอี้นางอยากเห็นใบหน้าภายใต้ผ้าผืนนี้เหลือเกิน
นานเพียงใดแล้วที่มิมีผู้ใดเป็ห่วงและกล่าววาจาให้เกียรตินางทำให้นางมิรู้สึกด้อยค่าในตนเอง เยว่ไหลเซียงรู้สึกตื้นตันในใจ
“แม่นางเยว่มิต้องกังวลเพื่อนของข้าคนนี้ หากเป็เื่ยาและสมุนไพรถือได้ว่าร้ายกาจนักเชียวล่ะ”จางฝูลู่กล่าวอวดเพื่อนของตนอย่างภาคภูมิใจ
เฉินอี้กล่าวกับจางฝูลู่ว่ายามให้พูดก็มิรู้ว่าพูดอันใด ยามนี้เสร็จเื่แล้วอย่าได้ทำมาพูดดีหน่อยเลยจางฝูลู่ก็เถียงกลับ เยว่ไหลเซียง มองทั้งสองคนแล้วก็นึกขันในความสนิทสนมของหนุ่มน้อยสองคนนี้ รู้สึกดีราวกับได้นั่งอยู่ในครอบครัวของตนเองและนั่งมองน้องชายสองคนที่หยอกล้อกันอย่างสนุกสนาน
“ทำให้แม่นางเยว่ต้องมาฟังเื่หาสาระมิได้ ขออภัยด้วย” เฉินอี้กล่าว
เยว่ไหลเซียงที่นั่งยิ้มในใจที่กำลังคิดถึงครอบครัวที่อยู่ต่างเมืองเมื่อได้ยินเสียงเรียกก็รีบดึงสติตนเองกลับมา
“มิเป็ไรเ้าค่ะคุณชาย แล้วข้าต้องทำอย่างไรกับของสิ่งนี้หรือเ้าคะ”เยว่ไหลเซียงมองกล่องในมือของตนเอง
เฉินอี้จึงบอกเยว่ไหลเซียงว่าควรทำเช่นใดกับถุงหอมในกล่องใบนี้เมื่อได้ฟังจนเข้าใจแล้ว เยว่ไหลเซียงก็พยักหน้าและรับกล่องไม้ก่อนออกจากห้องไป
ขณะที่ทั้งสองคนนั่งคุยกันระหว่างรอเยว่ไหลเซียงกลับมาถนนด้านนอกของหอชิงอ้ายก็มีเสียงะโโหวกเหวกวุ่นวายแว่วมาเข้าหูเฉินอี้เขาจึงบอกให้จางฝูลู่ไปดูว่าเกิดเหตุอันใดขึ้น