อู่ต่อเรืออยู่ที่ทิศเหนือของเมืองหลวงกุ่น ห่างจากเมืองหลวงกุ่นไปประมาณสามสิบกว่าลี้
หยวนิเย่นั่งรถม้ามาพร้อมกับเหม่ยเจียงและชุนหาน
ชุนหานตอนนี้ความแข็งแกร่งของเขาก็เข้าสู่ระดับจักรพรรดิยุทธ์แล้วเหมือนกัน
ถ้าหากคนอื่นรู้ว่าชุนหานเข้าสู่ระดับจักรพรรดิยุทธ์ั้แ่อายุสิบหกปีแล้วล่ะก็ กองกำลังระดับสูงทั้งหมดจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อที่จะรับชุนหานเข้าร่วมกับพวกเขาอย่างแน่นอน แม้แต่กองกำลังที่อยู่อาณาจักรอื่นๆก็ยังต้องส่งคนมาตรวจสอบทันที
ระหว่างทางที่เดินทางจากเมืองหลวงกุ่นไปยังอู่ต่อเรือ
“ นายน้อยให้ข้าจัดการกับพวกที่ตามมาเลยไหม? ” เสียงของเหม่ยเจียงดังขึ้นด้านนอก
หยวนิเย่ครุ่นคิดก่อนที่จะบอกว่า “ ไล่พวกมันกลับไปให้หมด ถ้าหากไม่ยอมกลับก็สังหารทิ้งซะ ”
“ รับคำสั่งนายน้อย ” เหม่ยเจียงกล่าวก่อนที่จะพุ่งตัวไปจัดการตามที่นายน้อยบอกทันที
หยวนิเย่ครุ่นคิดก่อนที่จะคาดเดาว่าน่าจะเป็คนของตระกูลไป๋และกองกำลังต่างๆที่คอยจับตาดูเขาเอาไว้
“ ถ้าหากไม่มาวุ่นวายกับข้าก่อน ข้าก็จะปล่อยพวกแกไป แต่ถ้าหากพวกแกอยากตายนักก็เข้ามา ” หยวนิเย่พึมพำออกมา
ห่างออกไปไม่ไกลจากตัวรถม้า มีกลุ่มคนหลายคนวิ่งอยู่ตามกิ่งไม้
คนเหล่านี้เป็คนของกองกำลังต่างๆที่คอยสอดส่องจวนฮวาสุ่ยใน่ที่หยวนิเย่ไม่อยู่ พวกเขาเหล่านี้เป็ตัวตนระดับราชันยุทธ์และจักรพรรดิยุทธ์ แม้กระทั้งระดับเหนือยุทธ์ก็ยังมา
เนื่องจากพวกเขาได้ยินมาว่าบ่าวรับใช้ที่อายุยังไม่ถึงยี่สิบปีที่มีความแข็งแกร่งระดับปราชญ์ยุทธ์สามารถควบคุมร่างกายของเชาชิงที่เป็ถึงผู้ติดตามของคุณชายมู่อวิ๋นและยังเป็ถึงตัวตนระดับจักรพรรดิยุทธ์อีกด้วย
“ เหอะ ข้าอยากจะบ้าตายจริงๆ ทำไมข้าคนนี้ต้องมาตรวจสอบเื่ไร้สาระอะไรแบบี้ด้วย ” ชายวัยกลางคนใบหน้าดุดันกล่าวออกมาด้วยความไม่พอใจ ชื่อของเขาคือหวงอู่
หวงอู่แห่งตระกูลหวง หนึ่งในสามตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวงกุ่น นอกจากนี้เขายังเป็ถึงตัวตนระดับเหนือยุทธ์อีกด้วย
“ พี่หวง เดี๋ยวนี้ท่านบ่นเก่งจังเลยน้า ” หญิงวัยกลางคนกล่าวด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย นางคือกวนเสี่ยวหง นางเป็คนของตระกูลกวน หนึ่งในสามตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวงกุ่น นอกจากนี้นางก็เป็ถึงเหนือยุทธ์เช่นกัน
จากนั้นกวนเสี่ยวหงก็มองไปยังไป๋ซวนที่อยู่ด้านข้าง
“ แล้วเ้าคิดว่าอย่างไรบ้างไป๋ซวน ข้าได้ข่าวมาว่าเ้าเคยเข้าไปด้านในจวนฮวาสุ่ยมาแล้ว? ” กวนเสี่ยวกงถามขึ้น
คนอื่นๆก็พากันมองไปยังไป๋ซวนด้วยความสนใจและอยากรู้
ไป๋ซวนครุ่นคิดก่อนที่จะบอกข้อมูลคร่าวๆออกมา แต่เขาไม่คิดที่จะบอกเื่ที่เขาเคยถูกบ่าวรับใช้ของหยวนิเย่ควบคุมร่างกาย
ส่วนคนที่อยู่รอบๆตัวของพวกเขาก็เป็คนจากตระกูลต่างๆที่ถูกส่งมาตรวจสอบเื่เดียวกัน
เนื่องจากพวกเขาได้รับคำสั่งจากผู้นำตระกูลสั่งมาให้ตรวจสอบจวนฮวาสุ่ย เนื่องจากพวกเขารับรู้มาว่าตัวตนผู้เป็เ้าของจวนแห่งนี้ไม่ธรรมดา เพียงแค่บ่าวรับใช้ที่เป็หญิงสาวอายุประมาณสิบแปดถึงยี่สิบปี แต่นางกลับมีความแข็งแกร่งระดับปราชญ์ยุทธ์ และนางสามารถเอาชนะเชาชิง ผู้ฝึกยุทธ์ระดับจักรพรรดิยุทธ์ได้อย่างง่ายดาย
ปราชญ์ยุทธ์ที่อายุไม่ถึงยี่สิบปี แน่นอนว่าเื่แบบนี้สามารถเกิดขึ้นได้ แต่ไม่มีใครเคยได้ยินว่าตัวตนระดับปราชญ์ยุทธ์สามารถเอาชนะระดับจักรพรรดิยุทธ์ได้มาก่อน แน่นอนว่าพวกเขาไม่เชื่อเื่นี้
ทันใดนั้นพวกเขาก็พบว่าที่ด้านหน้าของพวกเขาก็พบว่ามีหญิงสาวคนหนึ่งยืนอยู่
กลุ่มของหวงอู่หยุดชะงักพร้อมกับมองดูหญิงสาวด้านหน้าด้วยความจริงจัง เพราะออร่าของนางอยู่ในระดับจักรพรรดิยุทธ์ นอกจากนี้ยังมีจิตสังหารที่แผ่พุ่งออกมาอย่างรุนแรงจนพวกเขาไม่กล้าที่จะขยับตัว
เมื่อพวกเขาสังเกตเห็นตัวตนของหญิงสาวคนนั้นก็พากันประหลาดใจ เพราะว่านางคือบ่าวรับใช้ของจวนฮวาสุ่ยที่พวกเขาคอยแอบตรวจสอบอยู่
‘ ไม่ใช่ว่านางเป็เพียงแค่ระดับปราชญ์ยุทธ์งั้นหรอ หรือว่าที่ผ่านมานางหลอกพวกเรามาตลอด ’ นี้คือสิ่งที่ทุกคนคิด
“ แขกทุกท่าน หลังจากนี้ไปรบกวนแขกทุกท่านช่วยกลับไปด้วย ไม่อย่างนั้นจะถือว่าพวกท่านจะถือว่าเป็ศัตรู ซึ่งศัตรูจะต้องถูกกำจัดทิ้งอย่างเดียว ” เหม่ยเจียงกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบ
“ ปากดีนักนะ แกคิดว่าแกคนเดียวจะหยุดพวกเราได้งั้นหรือ?” หวงอู่ะโด้วยความโกรธ เขาเป็ถึงเหนือยุทธ์แต่กลับถูกเด็กปากไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมกล่าววาจาเช่นนี้แล้วเขาจะไม่โกรธได้อย่างไร
คนอื่นๆเองก็ะโออกมาด้วยความไม่พอใจเหมือนกัน ใครใช้ให้พวกเขาถูกรุ่นเยาว์เพียงคนเดียวกล่าววาจาเช่นนี้
ไป๋ซวนหรี่ตามอง เขาจำได้ว่าบ่าวรับใช้คนนี้เป็บ่าวรับใช้ส่วนตัวของหยวนิเย่ และตอนนั้นนางก็อยู่ด้านข้างของหยวนิเย่ด้วยเหมือนกัน
“ ปากดี? เปล่าเลยข้าไม่เคยปากดีถ้าหากข้าไม่สามารถทำได้ ” เหม่ยเจียงยิ้มอย่างเ็า
“ เหอะ งั้นก็เตรียมตัวตายซะ ข้าน่ะไม่ปราณีต่อสตรีหรอก ” ชายคนหนึ่งจากตระกูลจิง นามว่า จิงหวาง ะโขึ้นด้วยความโกรธ จากนั้นเขาก็พุ่งตัวไปทันที เพียงแต่จู่ๆร่างกายของเขาก็ไม่ยอมทำตามคำสั่งของตน
“ เกิดอะไรขึ้นจิงหวาง ” หวงอู่ะโถามขึ้นด้วยความประหลาดใจ เพราะเขาเห็นว่าจิงหวางโกรธมากแต่กลับไม่พุ่งออกไปโจมตี เนื่องจากเขารู้นิสัยของจิงหวางดี เ้าหมอนี้เป็คนที่อารมณ์ร้อนมากๆ ถ้าหากใครพูดไม่ถูกใจเข้าหน่อยก็พุ่งเข้าไปจัดการในทันทีแล้วแต่นี้มันอะไร จิงหวางโกรธขนาดนั้นแต่กลับยืนอยู่กับที่
“ ข้าไม่สามารถขยับร่างกายได้ ” จิงหวางะโขึ้นด้วยความใ
“ ร่างกายขยับไม่ได้? ” หวงอู่ชะงัก จากนั้นสีหน้าของเขาก็กลายเป็ใเช่นเดียวกัน เพราะจู่ๆร่างกายของเขาก็ไม่สามารถขยับได้เหมือนกัน
จากนั้นคนอื่นๆก็พากันะโขึ้นเหมือนกันว่าตัวเองขยับตัวไม่ได้เหมือนกัน
“ นี้แกทำอะไรกันแน่? ” กวนเสี่ยวหงะโออกมาด้วยความโกรธ
ทันใดนั้นไป๋ซวนก็ฉุกคิดอะไรบางอย่างออก ไม่นานคนอื่นๆก็เริ่มที่จะฉุกคิดอะไรออกเช่นกัน
“ หรือว่าแกคือบ่าวรับใช้ที่ไปยังหอดาราฟ้าสินะ นอกจากนี้ดูเหมือนว่าจะมีความสามารถบางอย่างที่ทำให้คู่ต่อสู้ไม่สามารถขยับตัวได้และยังเป็คนที่เอาชนะเชาจิงได้ ” หวงอู่ะโออกมา
ทันใดนั้นทุกๆคนก็มองไปที่เหม่ยเจียงด้วยความประหลาดใจ
“ ไม่ใช่ว่านางเป็แค่ปราชญ์ยุทธ์ไม่ใช่หรือแล้วทำไมจู่ๆนางถึงเป็จักรพรรดิยุทธ์ได้ล่ะ? ” กวนเสี่ยวหงถามออกมาด้วยความใ
“ แบบไหนมันก็ไม่สำคัญหรอก เอาล่ะถึงเวลาเลือกแล้วว่าพวกแกจะกลับไปแต่โดยดีหรือว่าจะตายอยู่ที่นี้? ” เหม่ยเจียงตัดบททันที
เมื่อทุกๆคนได้ยินคำกล่าวของเหม่ยเจียง พวกเขาก็มองหน้ากันก่อนที่จะเห็นถึงความลังเลของกันเองได้อย่างชัดเจน
ในจังหวะนั้นเอง ทุกๆก็เห็นว่าเหม่ยเจียงหยิบมีดสั้นออกมาตามจำนวนของทุกๆคนที่อยู่ที่นี้ พวกเขาก็พากันกลืนน้ำลายด้วยความหวาดกลัว พวกเขารู้ดีว่าจะเกิดอะไรขึ้นถ้าหากพวกเขาไม่ยอมแพ้
“ ข้า…ข้าขอยอมแพ้ ” ชายจากตระกูลถิงเป็คนแรกที่ขอถอนตัวก่อน
หลังจากที่ชายคนนั้นจากไปแล้ว คนอื่นๆก็เริ่มที่จะพากันถอนตัวมากขึ้น
จนเหลือเพียงแต่หวงอู่ กวนเสี่ยวหง ไป๋ซวย สามคนเท่านั้น
เนื่องจากทั้งสามมั่นใจว่าเหม่ยเจียงไม่กล้าที่จะสังหารพวกเขาอย่างแน่นอน
“ ถ้าหากแขกทั้งสามยังไม่กลับไปตอนนี้ หลังจากนี้จะไม่มีโอกาสได้กลับไปอีกแล้ว ” เหม่ยเจียงกล่าวอย่างเ็า
“ เหอะ แกไม่กล้าที่จะสังหารพวกข้าหรอก ” หวงอู่ะโออกมาอย่างไม่เกรงกลัว แต่น้ำเสียงของเขาก็แฝงไปด้วยความไม่มั่นใจ
“ งั้นหรือ แล้วแขกสามท่านนี้ล่ะจะเอาอย่างไร? เพราะถ้าหากเริ่มลงมือแล้วจะไม่มีวันให้ถอยกลับมาอีกต่อไป ” เหม่ยเจียงกล่าว
“ กวนเสี่ยวหง ไป๋ซวนอย่างไปกลัว นางไม่กล้าที่จะสังหารพวกเราหรอก อีกอย่างอย่าลืมว่าพวกเราเป็ถึงตระกูลใหญ่แห่งเมืองหลวงกุ่นเลยนะ ถ้าหากนางสังหารพวกเราเท่ากับว่านาง้าที่จะเปิดศึกกับพวกเราสามตระกูลใหญ่ ” หวงอู่ะโออกมาด้วยความจริงจัง
เมื่อได้ยินคำกล่าวของหวงอู่ กวนเสี่ยวหงและไป๋ซวนก็เริ่มเห็นด้วยและแสดงสีหน้าจริงจัง
“ อย่างนี้นิเอง ในเมื่อแขกอย่างพวกท่านไม่้ากลับไปอย่างมีชีวิต เช่นนั้นก็ขอให้โชคดีในภพหน้า ” เหม่ยเจียงกล่าวด้วยรอยยิ้ม
ทันใดนั้นนางก็หยิบกระบี่ออกมาและตัดหัวของหวงอู่และกวนเสี่ยวหงอย่างรวดเร็ว
สีหน้าของทั้งสองเต็มไปด้วยความไม่อยากเชื่อ ใ และหวาดกลัวผสมปนเป
ไป๋ซวนกลืนน้ำลายพร้อมกับมองไปที่เหม่ยเจียงด้วยความหวาดกลัว สายตาของเขามองไปยังหัวของหวงอู่และกวนเสี่ยวหงที่กลิ้งอยู่บนพื้น
“ เ้ากล้าฆ่าพวกเขางั้นหรือ เ้าไม่กลัวว่าสองตระกูลใหญ่จะบุกไปทำลายพวกเ้างั้นหรือ?” ไป๋ซวนถามขึ้นด้วยน้ำเสียงใ
“ กลัว? ทำไมข้าต้องกลัว ในเมื่อข้ากล้าที่จะสังหารพวกเ้าแสดงว่าข้าย่อมไม่กลัวการล้างแค้นของพวกเ้า อีกอย่างที่ข้าไม่สังหารเ้าก็เพราะข้าไม่้าสังหารคนของตระกูลไป๋ แต่ถ้าหากเ้าล้ำเส้นมากเกินไปพวกข้าก็ไม่รังเกียจที่จะทำลายตระกูลของพวกเ้า ” เหม่ยเจียงกล่าวขึ้นก่อนที่จะเดินไปยังศพของหวงอู่และก็กวนเสี่ยวหงก่อนที่จะเก็บอุปกรณ์มิติทั้งหมดและหายตัวไปทันที
ไป๋ซวนมองดูศพของสหายที่อยู่ที่พื้นก่อนที่จะถอนหายใจออกมา
“ ดูเหมือนว่าเื่ราวที่เกิดขึ้นจะไม่ง่ายอีกต่อไปแล้ว ” ไป๋ซวนพึมพำก่อนที่จะรีบกลับไปยังที่ตระกูลทันที เนื่องจากเขาต้องบอกสิ่งที่เกิดขึ้นให้กับผู้นำตระกูลฟัง
ห่างออกไปไม่ไกล กลุ่มของคนที่ขอยอมแพ้พากันยืนมองดูศพของหวงอู่และกวนเสี่ยวกงรวมไปถึงการจากไปของไป๋ซวนด้วยความไม่อยากเชื่อ
“ นางสังหารคนท่านหวงอู่และท่านกวนเสี่ยวหงจริงๆงั้นหรือ? ”
“ ดูเหมือนว่าที่เมืองหลวงกุ่นจะต้องเกิดการนองเืเกิดขึ้นแน่ๆ ”
“ เร็ว รีบกลับไปที่ตระกูลและรายงานเื่นี้ให้กับท่านผู้นำตระกูลทราบ ”
เพียงพริบตาเดียว กลุ่มคนเหล่านี้ก็หายไปทั้งหมด
หลังจากที่เหม่ยเจียงกลับมาที่รถม้า นางก็รายงานเื่ทั้งหมดให้กับนายน้อยฟัง
“ ข้าเข้าใจแล้ว ถ้าหากพวกเขาอยากตายนักก็ปล่อยให้พวกเขาเข้ามา ข้าคิดว่าฟ่างหรู่และเหมินจ้าวรับมือกับสองตระกูลนั้นไหว ” หยวนิเย่กล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
เหม่ยเจียงและหานชุนก็คิดเห็นเช่นเดียวกับนายน้อย พวกเขารู้ดีถึงความแข็งแกร่งของฟ่างหรู่และเหมินจ้าวดี
ไม่นานพวกเขาก็มาถึงอู่ต่อเรือ
อู่ต่อเรือเป็อู่ขนาดใหญ่กินพื้นที่หลายนับร้อยหมู่ รอบๆมีผู้คุ้มกันหลายคนกำลังเฝ้าระวังอยู่
อู่ต่อเรือนี้เป็ของตระกูลตู้ ซึ่งเป็ตระกูลระดับกลางของเมืองหลวงกุ่น นอกจากนี้พวกเขาก็มีวิชาต่อเรือที่สืบทอดกันมาอย่างยาวนานหลายร้อยปี ทำให้พวกเขาเป็ตระกูลที่เป็ช่างต่อเรือที่เก่งกาจที่สุดในอาณาจักรแสงจันทร์
อู่ต่อเรือแห่งนี้มีโรงงานมากกว่ายี่สิบแห่ง ซึ่งแต่ละแห่งก็มีช่างต่อเรือกำลังก่อสร้างเรือกันอยู่อย่างต่อเนื่อง
เรือที่พวกเขาสร้างมีทั้งเรือขนาดเล็กจนไปถึงเรือขนาดใหญ่ นอกจากนี้เรือแต่ละลำก็มีความสวยงามและลวดลายที่แตกต่างกัน
เมื่อหยวนิเย่ลงจากรถม้า ก็มีชายวัยกลางคนเดินเข้ามาด้วยรอยยิ้ม
เมื่อชายวัยกลางคนเห็นเหม่ยเจียง เขาก็รีบกล่าวทักทายและยิ้มอย่างมีความสุข
“ คุณชาย ข้ามีนามว่าตู้เหอ เป็ผู้ดูแลอู่ต่อเรือแห่งนี้ เชิญคุณชายมาทางนี้ ” ตู้เหอกล่าวพร้อมกับนำทางกลุ่มของหยวนิเย่มุ่งหน้าไปยังเรือที่หยวนิเย่สั่งทำ
ไม่นานพวกเขาก็เข้ามาในโรงงานแห่งหนึ่ง
ภายในโรงงานมีเรืออยู่สามลำ ซึ่งสองลำแรกเป็เรือขนาดเล็กเท่านั้น ส่วนเรือลำที่สามเป็เรือที่มีขนาดใหญ่โต ภายในเรือลำนั้นมีห้องอยู่ประมาณยี่สิบห้อง ซึ่งห้องแต่ละห้องเป็ห้องขนาดใหญ่สามารถจุคนได้มากกว่ายี่สิบถึงสามสิบคน
“ คุณชายนี้คือเรือสำราญที่คุณชายสั่งให้พวกเราสร้าง ” ตู้เหอกล่าวด้วยรอยยิ้มพร้อมกับเดินแนะนำห้องต่างๆภายในเรือสำราญ
หยวนิเย่รู้สึกพึงพอใจกับเรือสำราญลำนี้มาก
“ คุณชาย้านำเรือสำราญลำนี้ออกเลยไหมขอรับ?” ตู้เหอกล่าวถามขึ้น
หยวนิเย่ครุ่นคิดก่อนที่จะส่ายหน้า
“ ตอนนี้ยังไม่ต้องนำออกมาข้าขอฝากเรือลำนี้ไว้ที่นี้ก่อน เื่ที่ฝากเรือลำนี้ไว้ที่นี้ข้าจะจ่ายค่าตอบแทนให้พวกเ้าไม่ต้องเป็ห่วง ” หยวนิเย่กล่าว
“ ขอรับๆ ข้าน้อยจะดูแลเรือลำนี้อย่างเต็มที่และจะไม่ให้ใครมาทำลายโดยเด็ดขาด ” ตู้เหอกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น
หลังจากที่ดูเรือสำราญจนพอใจแล้ว หยวนิเย่ก็นำทุกๆคนกลับไปยังเมืองหลวงกุ่น