“พระเชรษฐา ข้ากระหายแล้ว มาเราไปเสวยกันเถอะ” องค์เสือ ผู้มีนิสัยว่องไวรวดเร็วดังเสือน้อยกล่าวอย่างรีบร้อน หลังจากที่มีนางกำนัลมาแจ้งเื่อาหารว่างที่จะทรงเสวย
“นั่นสิ เ้านี่เหมือนเดิมนะ เื่เสวย ในพระนครนี้เห็นจะมิมีผู้ใดเสมอด้วยเ้า" องค์สิงห์ส่งสายตาคมเข้มไปที่พระอนุชา
"ไปกันก็ได้ แต่น้องข้า เ้าลืมสิ่งใดไปหรือไม่ น้องพี่?” องค์ดำกระแหนะกระแหนพระอนุชานิดหน่อย พระองค์ทรงทวงสัญญาแห่งผู้แพ้การแข่งขันเมื่อครู่
“แหม ท่านพี่ก็ ข้ากระหายนี่น่า ไป เราไปเสวยก่อนเถิด” องค์เสือตรัสจบ จึงทรงเสด็จไปที่ด้านหลังของพี่สิงห์ะโขึ้นหลังของพระเชษฐาโดยไม่ให้เสด็จพี่ทรงทันรู้พระองค์จนทำให้พระเชรษฐาทรงรับขาของพระอนุชาแทบมิทัน
“เ้ากระหายมากกระนั้นรึ น้องเสือ”พระองค์สิงห์ตรัสถามขณะที่ทรงแบกน้องยาไว้ที่เอว
“มากโขอยู่ ไปเลยเสด็จพี่” องค์เสือตรัสส่งพระสุรเสียงอันดัง
“ระวังตัวให้ดีนะ ข้าจะไปแล้ว” ตรัสจบ พระเชรษฐาก็ทรงวิ่งแบกพระอนุชาออกไปยังห้องพระกระยาหารอย่างรวดเร็ว เสด็จพี่ก็ทรงยินดี เสด็จน้องก็ทรงมีความสุขมากที่ได้เล่นกันแบบนี้ทุกวัน
“ไปเลย ไปเลย มิต้องห่วงข้า ข้าไม่ตกหรอก ไปเลย” น้องเสือ ทรงรับสั่งพี่ชายดุจอาชาไนยก็มิปาน
พระองค์สิงห์ทรงแบกพระอนุชาวิ่งไปยังห้องพระกระยาหารอย่างเร่งรีบจนไม่ทันได้ระวังพระองค์จึงชนเข้ากับอะไรบางอย่างจนทรงล้มลงกับพื้นทั้งสองพระองค์เลย ครั้งเมื่อได้พระสติ ท่านพี่จึงหันมามองหาสาเหตุของที่ทำให้พระองค์ต้องชนจนถึงล้มลงไป
ขาของสัตว์ชนิดหนึ่งที่ยืนตระหง่านจังก้าอยู่ สิ่งนั้นทำเอาองค์สิงห์และองค์เสือใแทบสิ้นพระสติ
"นี่...มัน"องค์เสือร้องครางออกมา
“ขาของพระยาไกรสรราชสีห์ เป็สัตว์ที่ดุร้ายที่สุดในหิมพานต์" องค์สิงห์ทรงใมากเช่นกัน เหตุใดสัตว์ชั้นสูงถึงมาอยู่ที่นี่ ถ้าจะมีผู้หนึ่งผู้ใดที่สำเร็จวิชายันต์และได้พญาไกรสรราชสีห์มาเป็สัตว์คู่กาย เขานั้นย่อมเป็ชนชั้นสูงเยี่ยงกษัตริย์เท่านั้น แต่ในอโยธยานี้หามีผู้ใดสำเร็จยันต์นี้ไม่
ทั้งสององค์ทรงลุกขึ้นมาแล้ว มองไปที่บริเวณขาของมันแล้ว รูปร่างใหญ่โตมาก ขาของมันเท่าลำตาลได้ สูงตระหง่าน เมื่อมองไปที่ลำตัวจะเห็นว่ามีร่างกายเป็สิงห์ มีขนแผงคอ ริมฝีปาก ขนหาง และเล็บเป็ สีแดงดั่งผ้ารัตนกัมพล ส่งรังสีอำมหิตอยู่ครู่หนึ่งแล้วก็ลดความรุนแรงลงไป
เมื่อความกดดันลดลง ร่างกายของราชสีห์ลดลงเช่นกัน ความมหัศจรรย์ไม่หมดแค่นั้น เมื่อร่างของมันลดลงแล้วยังแยกร่างเป็สองร่าง
ทั้งสององค์ถึงกับอ้าปากค้าง พระโอรสทั้งสองเคยได้ยินมาจากพระอาจารย์ว่าคนที่สามารถรวมร่างกับสัตว์หิมพานต์ได้โดยผ่านทางรอยสักยันต์นั้นหาได้ยากยิ่ง กว่าจะทำได้ ต้องผ่านขบวนการขั้งสูงสุด มีเวทมนต์ควบคุมและอะไรอีกหลาย ๆ อย่าง จึงจะสามารถรวมร่างได้อย่างแท้จริงและรวดเร็ว
องค์สิงห์ได้พระสติก่อนทุกครั้ง จึงร้องถามไปว่า
“ท่านคือผู้ใด ทำไมถึงแต่งองค์เยี่ยงชาวหงสา?” คำถามนั้นทำเอาเ้าตัวยิ้มเล็กน้อย
"เ้าสินะ องค์สิงห์ พระโอรสองค์โตแห่งกรุงอโยธยามหานครแห่งนี้" ชายวัยกลางคนคนนั้นกล่าวถามมาบ้าง
"ใช่ เป็เราเอง แล้วท่านล่ะ เป็ผู้ใดกัน?" องค์สิงห์ตอบไปอย่างองอาจ
"เห็นที จะเป็ชาวหงสา มาหาข่าวนะ เสด็จพี่" องค์เสือฟังอยู่นานจึงกล่าวกับท่านพี่ไป
ชายผู้นั้นไม่ตอบ แต่เขากลับมองไปที่องค์สิงห์อย่างพินิจพิจารณาอย่างถี่ถ้วน
"สมแล้วที่เป็ผู้มีบุญญาธิการ อายุเพียงเท่านี้ก็สำเร็จขั้นดาวดึงส์เสียแล้ว ข้าเสียอีก เมื่อครั้นอายุเท่าเ้ายังมิมีฝีมือเยี่ยงเ้าเลย" เขายีงคงทำตัวเป็ปริศนาอยู่เยี่ยงนั้น
“ท่านคือผู้ใด เหตุใดถึงมิกล่าวให้รู้แจ้งกันเสียที" องค์สิงห์ทรงเริ่มจริงจังแล้ว
"เ้ามิต้องรีบร้องไป เราต้องได้เจอกันอีกเป็แน่แท้ อโยธยา มิสิ้นคนดีเสียจริง ๆ" เขายังคงวกไปวนมาอยู่ อาการนี้สร้างความโมโหแก่พระอนุชาเป็อย่างมาก
"จะสักเท่าใดกันเชียว?" องค์เสือกล่าวจบ จึงเอาพระดรรชนี(นิ้วชี้)ของพระหัตถ์ขวาจิ้มที่ยันต์รูปดาบที่อยู่กลางพระหัตถ์ซ้ายทันที
ด้วยความคล่องแคล่วในการใช้อาวุธนี้ จึงทำให้เกิดดาบขึ้นมากลางอากาศมีความยาวสองศอกเห็นจะได้ เป็ดาบที่คมกริบ ทำจากเหล็กกล้าชั้นดี
เมื่อเห็นดังนั้นแล้ว พระอนุชาจึงใช้พระดรรชนีชี้ตรงไปยังชายวัยกลางคนคนนั้น ทำให้ดาบพุ่งเข้าใส่ร่างของชายคนนั้นทันใด
เป็เสียงของดาบกระทบกับร่างกายชายคนนั้น แต่แทนที่ร่างกายเขาจะโดนดาบนั้นฟันขาด กลับกัน
เมื่อสิ้นเสียงนั้น ชายวัยกลางคนเริ่มโมโหเช่นกัน หันมาทางพระอนุชา เขาเพียงเอานิ้วชี้ชี้ไปที่ร่างขององค์เสือ ทันใดนั้นเอง หอกโตมรได้ทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่ทันที่องค์เสือจะหลบหลีกได้ทัน หน่ำซ้ำพรเชรษฐาเองก็มิสามารถช่วยเหลือได้เลย
เสียงของหัวลูกธนูชนเข้ากับทวนโตมรเข้าอย่างจัง ทำให้ทวนนั้นเปลี่ยนทิศทางไปทันที องค์เสือจึงรอดมาได้อย่างหวุดหวิด
พระเชรษฐาเห็นดังนั้น จึงไปพยุงพระอนุชาให้ลุกขึ้น
"ไม่พบกันนานนะ เสด็จพี่" เสียงดังมาจากต้นทางที่มาของลูกธนูดอกนั้น
"เสด็จพ่อ" พระโอรสทั้งสองร้องเรียกพร้อมกัน ทำให้ชายคนนั้นหันไปมองแล้วยิ้ม ๆ
"เป็เ้านั่นสินะ ฝีมือไม่เบาเหมือนเคยนะ ท่านเ้าพระยา" ชายวัยกลางคนเอ่ยปากอย่างกับเคยสนิทสนมกันมานาน
"ข้าต้องขออภัยในกริยาของลูกข้าด้วย หวังว่าท่านพี่จะไม่ถือสานะพะยะค่ะ" เ้าพระยาเอ่ยปากขออภัยโทษ
"ได้อยู่แล้ว บุตรของเ้าก็เหมือนบุตรของเรา ฮ่า ๆ" ชายคนนั้นตอบอย่างกะว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อสักครู่
ชายวัยกลางคนได้ก้าวไปข้าวหน้าใกล้ ๆ เ้าพระยา ทั้งสองสวมกอดกันอย่างแแ่ ทั้งหมดนี้สร้างความประหลาดใจให้กับพระโอรสทั้งสองมาก
"ท่านสบายดีนะพะย่ะค่ะ" ท่านเ้าพระยาถามขึ้นมา
"ข้าสบายดี เ้าล่ะ?" เขาตอบและถามกลับมาเช่นกัน
"ข้าก็สบายดี แต่ข้าแปลกใจที่ได้พบท่านพี่ ผ่านมาทางนี้ คงมีธุระอันใดกระมัง?" ท่านเ้าพระยาถามขึ้นมาหลังจากทักทายกันไปแล้ว
"มิมีสิ่งใดเป็สำคัญ ข้าพอดีผ่านมาทางนี้ เลยแวะมาเยี่ยมท่านนั่นแหละ แต่พอดีเจอบุตรชายท่านซะก่อน" ชายคนนั้นตอบ
"เอาล่ะ เ้า ข้าก็ได้พบแล้ว บุตรของเ้า ข้าก็ได้พบแล้ว ข้าคงต้องกลับเสียที" ชายคนนั้นพูดจบจึงรวบรวมกำลังจิตประสานเรียกพญาไกรสรราชสีห์ออกมาทันที
เมื่อราชสีห์ปรากฏตัวก็ส่งเสียงคำรามดังไปไกล ทำให้เหล่าทหารออกมาอารักขากันมากมาย แต่ท่านเ้าพระยาห้ามไว้ก่อน พวกเขาจึงหยุด คอยคุมเชิงดูท่าทีไป
ส่วนตัวชายวัยกลางคนได้ะโขึ้นหลังราชสีห์แล้วหันมาทางท่านเ้าพระยา
"ข้ากลับก่อนนะ ฝากความคิดถึงถึงพระพี่นาง บุตรีองค์ใหญ่ของท่านด้วย" กล่าวจบ พญาราชสีห์ตัวนั้นได้ะโทะยานออกไปอย่างรวดเร็ว
เมื่อเหตุการณ์สงบลง พระโอรสทั้งสองจึงได้หันพระพักตร์มาทางพระราชบิดา เอ่ยคำถามว่า
"เขาผู้นั้นคือใคร ใยถึงเก่งกาจเพียงนี้"